รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน•ตอนที่ 7

จุมพิตแรกที่แผดเผา

ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
“เจ้าไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาอย่างที่ข้าเคยคิดไว้เสียแล้ว เอเลน่า” เสียงทุ้มต่ำของอัลริคดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำที่ปลดกระดุมออกสองเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกว้างและรอยแผลเป็นที่ดูดุร้าย เขาไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม แต่นัยน์ตาสีทองวาวโรจน์ของเขากำลังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเอเลน่า ผ่านกระจกโบราณบานนั้น เอเลน่าแทบหยุดหายใจ มือของเธอที่วางอยู่บนขอบโต๊ะเครื่องแป้งสั่นระริก เธอเห็นมันชัดเจน... ในเงาสะท้อนที่ควรจะเป็นเพียงภาพลักษณ์ของเธอเอง กลับมีเงาร่างมหึมาของสัตว์ร้ายที่มีดวงตาสีโลหิตจ้องเขม็งออกมา มันไม่ได้ซ้อนทับอยู่ด้านหลัง แต่มันกำลังสถิตอยู่ *ภายใน* ตัวเธอ “ข้า... ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร” เสียงของเธอแหบพร่า หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก “ออกไปจากห้องของข้า อัลริค” อัลริคหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแฝงไปด้วยความสมเพชและหลงใหลในเวลาเดียวกัน เขาโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากอยู่ห่างจากใบหูของเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตร กลิ่นอายของป่าดิบชื้นและกลิ่นสาบหมาป่าที่ดุดันแผ่ซ่านออกมาจนเธอรู้สึกหายใจไม่ออก “เจ้าปฏิเสธความจริงไม่ได้หรอก เลือดในกายเจ้ากำลังเพรียกหาข้า” เขาขยับเข้าใกล้จนแผ่นหลังของเอเลน่าสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างของเขา “สัญชาตญาณสัตว์ร้ายในตัวเจ้า มันไม่ได้กลัวข้า แต่มันกำลังหิวกระหาย... เหมือนกับข้า” “ข้าไม่ใช่พวกเดียวกับเจ้า!” เธอตวาดพลางหันขวับกลับมาเผชิญหน้า แต่ทว่า ร่างของอัลริคกลับรวดเร็วกว่าที่เธอคาดคิด เขาใช้มือข้างหนึ่งกดข้อมือเธอตรึงไว้กับโต๊ะเครื่องแป้ง ส่วนอีกข้างเชยคางมนขึ้น สัมผัสจากปลายนิ้วที่หยาบกร้านทำให้เอเลน่าสะท้านไปถึงกระดูก เธอพยายามดิ้นรน แต่ยิ่งดิ้น กลิ่นอายที่หอมหวานและรุนแรงจากตัวเขาก็ยิ่งทำให้สติสัมปชัญญะของเธอพร่าเลือน เซเรส... นายจะรู้ไหมว่าตอนนี้ข้ากำลังเผชิญกับอะไร ในวินาทีที่ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจ จู่ๆ บรรยากาศภายในห้องก็เปลี่ยนไป อุณหภูมิโดยรอบลดฮวบจนลมหายใจกลายเป็นไอ ความเย็นเยียบที่คุ้นเคยแผ่ซ่านเข้ามาพร้อมกับเงาร่างสีดำที่ปรากฏขึ้นที่มุมห้องอย่างเงียบเชียบ “ปล่อยเธอ อัลริค” น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจการกดทับที่มหาศาลทำให้เอเลน่าหูอื้อ เซเรสยืนอยู่ตรงนั้น ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มดูสง่างามทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ดวงตาสีไพลินของเขาจ้องมองไปยังมือของอัลริคที่สัมผัสตัวเอเลน่าด้วยแววตาที่เรียกว่าความตาย อัลริคเหยียดยิ้ม “เจ้ามาสายไปหน่อยนะ แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ ดูเหมือนลูกไก่ของเจ้าจะเริ่มติดใจรสสัมผัสของอัลฟ่าอย่างข้าเสียแล้ว” เอเลน่ารู้สึกได้ว่าร่างของเธอสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความต้องการที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงเมื่อเซเรสปรากฏตัว สัญชาตญาณที่สับสนระหว่างความหิวกระหายเลือดและความรักที่ฝังลึกทำให้เธอแทบคลุ้มคลั่ง เซเรสสาวเท้าเข้ามา เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็ประชิดตัวอัลริค เขาคว้าลำคอของอัลฟ่าหนุ่มด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่ทัน แล้วกระแทกอีกฝ่ายเข้ากับกำแพงจนอิฐหินแตกร้าว “เจ้าไม่มีสิทธิ์แตะต้องสิ่งที่ข้าจองไว้” เซเรสกระซิบ เสียงของเขาเรียบเย็นแต่ทำให้อากาศรอบข้างหนักอึ้ง “แม้แต่รอยนิ้วมือของเจ้า ก็ทำให้เนื้อหนังของนางแปดเปื้อน” อัลริคไม่ได้ตอบโต้ด้วยการต่อสู้ แต่เขากลับหัวเราะร่า เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากมุมปาก “เจ้าหลอกตัวเองได้นานแค่ไหน เซเรส? เจ้าก็รู้ว่าในตัวนางมีอะไร... เงาที่น่าสะพรึงกลัวนั้น ถ้าวันหนึ่งนางกลายเป็นสิ่งที่เจ้าเกลียดชังที่สุด เจ้าจะยังกล้าประคองนางไว้ในอ้อมกอดแบบนี้หรือเปล่า?” เซเรสชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยเย็นชาสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที เอเลน่าเห็นโอกาสนั้น เธอจึงรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดผลักร่างของเซเรสออกไป เธอไม่ได้ทำเพื่อช่วยอัลริค แต่เธอทำเพื่อหยุดยั้งสัญชาตญาณที่กำลังบ้าคลั่งของตัวเอง “พอเสียที!” เอเลน่าตะโกน เสียงของเธอสั่นเครือ “พวกท่านทั้งคู่... ออกไปจากที่นี่ให้หมด!” ทว่าเซเรสกลับไม่ยอมถอยห่าง เขากลับมาที่หน้าเธอในพริบตา มือเย็นเฉียบของเขาประคองใบหน้าของเธอไว้ ดวงตาสีไพลินที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความร้าวราน “เอเลน่า...” เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ ราวกับถนอมของมีค่า “อย่าฟังคำลวงของมัน เจ้าไม่ใช่ปีศาจ เจ้าคือหัวใจของข้า” “แต่เงาในกระจก...” “เงานั่นคือกระจกสะท้อนความกลัวของเจ้าเอง” เซเรสขัดขึ้น เขาลดใบหน้าลงมาจนหน้าผากสัมผัสกัน “และถ้าเจ้ากลัว... ข้าจะเป็นคนเดียวที่เจ้าโผเข้าหา” คำพูดนั้นทำลายกำแพงสุดท้ายในใจเอเลน่า ความอดกลั้นทั้งหมดพังทลายลง เธอโผเข้ากอดร่างของเขาแน่น สัมผัสจากผิวเนื้อที่เย็นเยียบแต่แฝงไปด้วยพลังงานมหาศาลทำให้เธอมั่นใจว่า นี่คือที่ที่เธอควรจะอยู่ ไม่ใช่ในป่าเถื่อนของอัลริค แต่ในความเงียบสงบที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงของเซเรส เซเรสจ้องมองริมฝีปากบางที่สั่นระริกของหญิงสาว ความยับยั้งชั่งใจที่มีมานับศตวรรษกำลังขาดผึง เขาประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากของเธออย่างแผ่วเบาในคราแรก ก่อนจะทวีความหนักหน่วงและเร่าร้อนขึ้นตามความต้องการที่ไม่อาจควบคุมได้ นี่ไม่ใช่เพียงการจูบ แต่มันคือการแลกเปลี่ยนพันธสัญญาแห่งสายเลือด ความเจ็บปวดจากการกัดที่ริมฝีปากทำให้เลือดหยดเล็กๆ ซึมออกมา รสสัมผัสของเลือดนางแวมไพร์ที่หวานล้ำทำให้เซเรสหลุดเข้าสู่โลกของความมืดมิดที่หอมหวานที่สุด ในขณะที่ทั้งสองกำลังหลอมรวมกันท่ามกลางบรรยากาศที่แผดเผา อัลริคที่ฟื้นตัวจากการกระแทกได้ยืนขึ้นช้าๆ เขาเช็ดเลือดที่มุมปากพลางจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและน่าขนลุก เขาไม่ได้โกรธแค้น แต่นัยน์ตาสีทองของเขากลับสะท้อนความหิวกระหายที่แปลกประหลาด "จงรักกันให้พอเถิด..." อัลริคกระซิบกับตัวเองขณะก้าวถอยหลังเข้าสู่ความมืด ทันใดนั้นเอง แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างก็ส่องกระทบลงบนกระจกโบราณอีกครั้ง เงาที่เคยสถิตอยู่ในร่างของเอเลน่าไม่ได้หายไป แต่มันกลับขยายใหญ่ขึ้นจนปกคลุมผนังทั้งห้อง และไม่ใช่เพียงแค่เงา... แว่วเสียงกระซิบที่คุ้นเคยดังมาจากรอยร้าวบนกระจก "ยินดีต้อนรับสู่กรงขังที่เจ้าสร้างขึ้นเอง... เอเลน่า" เสียงนั้นไม่ใช่เสียงคนอื่นไกล แต่มันคือเสียงของเอเลน่าเอง... เสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจและเยือกเย็น จนแม้แต่เซเรสยังต้องชะงักและผละออกมาจากจุมพิตด้วยความตระหนกที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงในดวงตาของเธอ! หวังว่าตอนที่ 7 นี้จะทำให้ทุกท่านตื่นเต้นและติดตามเรื่องราวของเอเลน่าและเซเรสต่อไปนะครับ ด้วยความเคารพในฐานะนักเขียน ภาคินทร์เที่ยงคืนครับ
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสสัมผัสเสน่หาใต้เงามืดมน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%