กลิ่นอายคาวเลือดและเหล้าชั้นเลìอบอวลคละคลุ้งอยู่เบื้องหลังม่านผ้าไหมสีชาดที่ฉีกขาดวิ่น ในตรอกมืดมิดของตลาดมืดแห่งนครพยัคฆ์ทมิฬ แสงตะเกียงโลหิตวับแวมสาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายของฉินเยี่ย ดวงตาคมปลาทูของเขาสะท้อนประกายเยียบเย็นดุจคมกระบี่ที่เพิ่งผ่านการอาบโลหิตมาหมาดๆ นิ้วเรียวยาวแกร่งดั่งหินผากุมด้ามกระบี่หมื่นลี้ไว้มั่น ไอปราณกระบี่สีครามเข้มแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศรอบกายจนเหล่าเงาร่างที่ล้อมวงเข้ามาต่างพากันกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ
“ฮ่าๆๆ! คิดไม่ถึงว่าศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่ล้างผลาญจะรนหาที่ตาย เดินเข้ามาในถ้ำพยัคฆ์ด้วยตนเอง... ฉินเยี่ย วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกบินหนี ก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากตลาดมืดแห่งนี้ทั้งร่างที่ไร้รอยแผล!”
เสียงหัวoรเราะแหบพร่าดังขึ้นจากบุรุษร่างยักษ์ผู้สวมชุดคลุมหนังหมี หน้ากากทองเหลืองรูปอสูรบิดเบี้ยวปิดบังใบหน้าครึ่งซีก มือหนากุมขวานศึกยักษ์ที่เคลือบด้วยพิษสีม่วงเข้ม มันคือหัวหน้ากลุ่มโจร ‘พยัคฆ์โลหิต’ ผู้ใช้นามปลอมเป็นจอมยุทธ์คุณธรรมตระเวนปล้นชิงสำนักต่างๆ มานับไม่ถ้วน
ฉินเยี่ยไม่แม้แต่จะชายตามองอีกฝ่าย ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทขยับเพียงน้อยนิด คล้ายภูผาที่ไม่สะเทือนต่อสายลมพายุ น้ำเสียงทุ้มต่ำหลุดจากริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรงอย่างเย้ยหยัน
“จอมยุทธ์รึ... พวกสุนัขรับใช้ที่เอาแต่ปล้นชิงคนอ่อนแอ ย้อมชุดเกราะด้วยคราบน้ำตาของชาวบ้านเช่นพวกเจ้า สมควรเรียกตนเองว่าจอมยุทธ์ด้วยกระนั้นหรือ น่าขันสิ้นดี”
คำพูดเพียงไม่กี่คำ กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนมือสังหารระดับสูงที่ซ่อนตัวอยู่บนหลังคาถึงกับใบหน้าถอดสี ไป๋หลินซวงที่ยืนสง่านิ่งอยู่บนยอดคานไม้ไผ่เบื้องบน นางกอดอกมองสถานการณ์ด้วยแววตานิ่งสงบดุจผืนน้ำแข็งพันปี ปลายชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามสายลมหนาวที่พัดผ่าน ไอปราณเหมันต์บริสุทธิ์แผ่ขยายออกรอบกายจนละอองน้ำในอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่น ทว่าสายตาคู่ที่เยือกเย็นคู่นั้นกลับทอดมองแผ่นหลังกว้างของฉินเยี่ยด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางไม่จำเป็นต้องลงมือ เพราะสำหรับนางแล้ว ชายผู้ทะนงตนผู้นี้... ย่อมกำจัดขยะพวกนี้ด้วยกระบี่เดียวได้เสมอ
“บังอาจนัก! ฆ่ามัน!”
สิ้นเสียงคำราม โจรในคราบจอมยุทธ์นับสิบชีวิตก็พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกันราวกับฝูงหมาป่ากระหายเลือด ประกายอาวุธนับสิบเล่มทั้งกระบี่ หอก และดาบ สะท้อนแสงไฟวับวับ ทิศทางพุ่งตรงมายังจุดตายของฉินเยี่ยทุกจุด ปราณยุทธระดับก่อเกิดขั้นสมบูรณ์ระเบิดออกพร้อมกันจนพื้นศิลาเบื้องล่างแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ
ฉินเยี่ยหลับตาลงชั่วพริบตา ในห้วงความคิดมีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับคมกระบี่
*วูบ—!*
ประกายแสงสีเงินยวดยิ่งกว่าแสงจันทร์กลางฤดูหนาวสว่างวาบขึ้นเพียงเสี้ยวลมหายใจ ร่างของฉินเยี่ยหายลับจากจุดเดิม ราวกับภูตผีที่แหวกว่ายอยู่กลางห้วงมิติ คมกระบี่หมื่นลี้ถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง เสียงแหวกลมแหลมคมบาดแก้วหูจนโจรแถวหน้าถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโตโดยที่ยังไม่ทันได้เงื้ออาวุธขึ้นฟัน
นี่ไม่ใช่กระบวนท่าธรรมดา... แต่มันคือ ‘วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์’ ที่ผสานจิตวิญญาณแห่งการแก้แค้นและสัจธรรมอันโดดเดี่ยว
*ฉั้ว! ฉั้ว! ฉั้ว!*
เสียงเนื้อและกระดูกถูกคมกระบี่เฉือนขาดดังประสานกันเป็นเสียงเดียว โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผนังไม้เก่าคร่ำคร่าของตลาดมืดจนกลายเป็นสีชาดน่ากลัว ร่างของโจรในคราบจอมยุทธ์ผู้หนึ่งล้มลงขาดสองท่อนอย่างไร้การต่อต้าน ปราณกระบี่ที่หลงเหลือยังคงกัดกินเส้นชีพจรและอวัยวะภายในของพวกมันจนแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา
หัวหน้าโจรหน้ากากอสูรเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ขวานศึกในมือสั่นระริก มันไม่คาดคิดเลยว่าเด็กหนุ่มอายุเยาว์ผู้นี้จะมีพลังปราณที่ล้ำลึกและน่ากลัวถึงเพียงนี้ “เจ้า... เจ้าใช้เคล็ดวิชาอันใดกันแน่?!”
ฉินเยี่ยก้าวเดินเข้าไปช้าๆ ฝ่ายตรงข้ามก้าวถอยหลังทีละก้าวตามแรงกดดันอันมหาศาล ปลายกระบี่หยดหยาดโลหิตสีแดงสดหยดลงกระทบพื้นซีเมนต์ทีละหยด... ติ๋ง... ติ๋ง... เสียงนั้นดังก้องกังวานในความเงียบงันที่ถูกสร้างขึ้นจากความตาย
“วิชาที่พรากชีวิตสุนัขเช่นพวกเจ้า... ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อหรอก”
ฉินเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่แผดเผาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
ทว่า ในวินาทีที่ฉินเยี่ยกำลังจะเงื้อกระบี่ปลิดชีพหัวหน้าโจร บรรยากาศโดยรอบกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบอย่างฉับพลัน ลมหนาวที่ควรจะสงบกลับพัดวนกรรโชกอย่างบ้าคลั่ง เงาสีดำสนิทสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนหลังคาฝั่งตรงข้ามอย่างไร้ซุ่มเสียง ไอปراณสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า บดบังแสงจันทร์จนมืดมิด
ไป๋หลินซวงที่ยืนอยู่บนคานสูงถึงกับขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันเป็นครั้งแรก แววตาคู่สวยฉายประกายระแวดระวัง นางก้าวเท้าลงมายืนเคียงข้างฉินเยี่ยอย่างรวดเร็วดุจสายหมอก พร้อมกับกระบี่หิมะในมือที่ส่งเสียงร้องเตือนภัยเบาๆ
“ระวังตัวด้วย... ปราณนี้ไม่ใช่ฝีมือของพวกสโครกพรรคนี้” เสียงหวานใสดังกังวานเยือกเย็นเตือนสติชายหนุ่ม
เงาทมิฬนั้นหัวسาะร่าออกมา เสียงนั้นแหบพร่าและก้องกังวานราวกับมาจากขุมนรกภูมิ ม่านหมอกสีดำจางลง เผยให้เห็นร่างของสตรีในชุดอาภรณ์โบราณสีม่วงเข้ม ใบหน้าครึ่งบนถูกปกปิดด้วยหน้ากากผีเสื้อสลักลายอักขระโบราณ ในมือถือพัดเหล็กกล้าที่แฝงไอพิษร้ายกาจ
“ฮี่ๆๆ... ช่างเป็นคู่รักเซียนกระบี่ที่น่าอิจฉานัก เดินทางมาไกลถึงตลาดมืดเพื่อสะสางเรื่องไร้สาระพวกนี้... แต่พวกเจ้าคงลืมไปกระมัง ว่าเหยื่อที่แท้จริงในค่ำคืนนี้... หาใช่พวกสุนัขรับใช้เหล่านี้ไม่”
สตรีปริศนาสะบัดพัดเหล็กในมือเบาๆ ปราณสีดำนับพันสายพุ่งตรงเข้าใส่ฉินเยี่ยและไป๋หลินซวงทันทีโดยไม่ให้ตั้งตัว! และในเสี้ยววินาทีที่คมพัดกำลังจะกระทบเข้ากับเกราะปราณป้องกัน... ตราประทับโบราณรูปดอกบัวโลหิตก็สว่างวาบขึ้นที่กลางหน้าอกของฉินเยี่ย พร้อมกับเสียงกระซิบอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวที่ดังขึ้นในจิตสำนึกของเขาโดยตรง—
*“ในที่สุด... ข้าก็หาเจ้าพบเสียที... ทายาทแห่งตระกูลฉิน”*
ขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางฝ่าลมหนาวและคมกระบี่มา ณ ที่นี้นะคะ
กระบี่หิมะผ่าปฐพีกับวิถีเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 12
ตลาดมืดแห่งยุทธภพ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะผ่าปฐพีกับวิถีเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!