โลหิตหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินศิลาอัคคี ส่งเสียง "ติ๋ง" กังวานบาดลึกท่ามกลางความเงียบงันในถ้ำบำเพ็ญเพียร
ฉินเยี่ยปัดคราบเลือดที่มุมปากออกอย่างไม่แยแส นัยน์ตาคมกริบดุจคมกระบี่ไร้พ่ายยังคงจับจ้องไปที่ร่างระหงของสตรีเบื้องหน้า โคจรพลังปราณอัคคีโลหิตหมุนวนผ่านจุดชีพจรเก้าสิบเก้าจุดอย่างดุดัน แม้บาดแผลฉกรรจ์จากการฝืนรับทัณฑ์อัคคีสวรรค์แทนางจะยังคงแผดเผาเนื้อหนังจนส่งกลิ่นไหม้จางๆ แต่กระดูกสันหลังของเขากลับยังคงตั้งตรงดุจยอดเขาไท่ซานที่แม้ฟ้าถล่มลงมาก็มิอาจทำให้โค่นล้ม
"เจ้ามัน... คนโง่เขลาเบาปัญญาที่สุด"
เสียงหวานเยือกเย็นที่มักจะสงบนิ่งดุจผืนน้ำแข็งพันปีในยามนี้กลับสั่นเครือเล็กน้อย ไป๋หลินซวงทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นศิลา มือเรียวบางที่สวมถุงมือผ้าแพรปักลายเหมันต์ยื่นออกไปหมายจะแตะรอยแผลเหวอะหวะที่หน้าอกของเขา แต่แล้วนางก็ชะงักค้าง ปลายเลิกลังเลอยู่ในอากาศชั่วพริบตา ก่อนจะดึงกลับอย่างรวดเร็วราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผา
เซียนหิมะผู้สูงส่งผู้ไม่เคยชายตามองสรรพชีวิตบนโลกหล้า บัดนี้แววตาทอประกายความสับสนระคนเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภาพเหตุการณ์เมื่อชั่วยามก่อนยังคงติดตรึงในห้วงนึก ขณะที่กระแสอัคคีสวรรค์กำลังจะฉีกกระชากวิญญาณของนางเป็นจุล ฉินเยี่ยกลับพุ่งทะยานเข้ามาขวางกลางวงอัคคีอย่างไร้ความเกรงกลัวต่อความตาย พลังกระบี่เดียวดายของเขาแผ่ซ่านเป็นโล่ปราณปกป้องร่างนางจนกระอักโลหิตคำโต ชายหนุ่มผู้ทะนงตนไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด ยอมใช้แผ่นหลังของตนเองรับทัณฑ์สวรรค์แทนเซียนผู้เยือกเย็นเพียงเพื่อรักษาลมหายใจของนางไว้
"ข้าเคยให้คำสัปทานไว้แล้ว... บนยอดเขาเมฆานี้ นอกจากกระบี่ในมือข้า ชีวิตของเจ้าก็เป็นของข้าเช่นกัน ไม่มีผู้ใดพรากไปได้ แม้กระทั่งสวรรค์" ฉินเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เด็ดเดี่ยว แววตาคมปลาบมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ไหวระริกของนาง
คำพูดนั้น... หนักแน่นยิ่งกว่าภูผา ทว่ากลับอ่อนโยนอย่างประหลาดในความรู้สึกของไป๋หลินซวง หัวใจที่ถูกแช่แข็งมาเนับพันปีภายใต้กฎเกณฑ์อันเข้มงวดของสำนักเซียน บัดนี้กลับคล้ายมีรอยร้าวเล็กๆ เกิดขึ้น และรอยร้าวนั้นกำลังถูกความอบอุ่นจากจิตวิญญาณของบุรุษผู้นี้แทรกซึมเข้ากัดเซาะทีละน้อย
ไป๋หลินซวงเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะบัดความอ่อนแอทิ้งไป แต่ไม่ว่าอย่างไร ภาพแผ่นหลังที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของเขาเมื่อครู่ก็ยังคงสลักลึกอยู่ในความทรงจำ ดุจลิ่มเหล็กที่ตอกย้ำว่าบุรุษผู้เย็นชาและหยิ่งผยองผู้นี้ ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตระหว่าง "ศิษย์กับอาจารย์" หรือ "ผู้คุ้มกันกับผู้ถูกคุ้มกัน" เข้ามาในพื้นที่หวงห้ามแห่งหัวใจของนางเสียแล้ว
"เจ้าบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้... พลังปราณอัคคีสวรรค์กำลังกัดกินเส้นชีพจรของเจ้า หากปล่อยไว้เช่นนี้ เก้าสิบเก้ากระบวนท่ากระบี่ของเจ้าคงต้องสูญสิ้นไปชั่วชีวิต" ไป๋หลินซวงเอ่ยเสียงเครือ นางขยับกายเข้าไปใกล้จนกลิ่นหอมเย็นดุจดอกเหมันต์ลอยละล่องปะปนกับกลิ่นคาวเลือด คัมภีร์ลับแห่งสำนักเซียนถูกเรียกออกมาจากห้วงจิตใต้สำนึก ไอเย็นสีครามบริสุทธิ์แผ่ซ่ายปกคลุมร่างของทั้งสองเพื่อระงับยับยั้งพิษอัคคี
"ปล่อยให้มันสูญสิ้นไปสิ..." ฉินเยี่ยเหยียดยิ้มเย้ยหยัน ขยับกายเข้าประชิดนางโดยไม่สนิทความเจ็บปวด ดวงตาดุจเหยี่ยวจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่หลบเลี่ยงของนาง "ขอเพียงข้ายังรักษาเจ้าไว้ได้ กระบี่ในมือข้า ต่อให้เหลือเพียงท่อนไม้ผุพัง... ก็ยังเพียงพอที่จะตัดหัวอสูรสวรรค์ได้อยู่ดี"
หัวใจของไป๋หลินซวงกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่เคยรู้จักพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก นางเป็นถึงเซียนผู้สูงศักดิ์ ผู้คนต่างก้มกราบไหว้นับถือ แต่มียามใดเล่าที่มีผู้ใดกล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนางโดยไม่หวังผลสิ่งใดตอบแทน ยิ่งไปกว่านั้น สายตาที่เขามองนางในยามนี้มิใช่สายตาของผู้น้อยต่อเบื้องสูง แต่มันคือสายตาของชายผู้หนึ่งที่มองสตรีอันเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิต
"เจ้า... เหตุใดจึงดื้อดึงเช่นนี้" นางพยายามใช้น้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิมเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง แต่ใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อใต้เรือนผมสีเงินยวดยวงกลับทรยศความรู้สึกทั้งหมด
"ข้าดื้อดึงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เจ้าก็รู้ดีมิใช่หรือ" ฉินเยี่ยหัวเราะในลำคออย่างแผ่วเบา ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเซถลาลงซบกับลาดไหล่บอบบางของนาง ไป๋หลินซวงตกใจเล็กน้อย แต่นางไม่ได้ผลักไส กลับยกแขนเรียวขึ้นโอบประคองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยบาดแผลของเขาไว้โดยสัญชาตญาณ ไออุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มถ่ายเทเข้ามาผ่านเนื้อผ้า ทำให้นางรับรู้ได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง—หัวใจที่ตายด้านมานับพันปีของนาง บัดนี้ได้เริ่มละลายลงอย่างช้าๆ ภายใต้เปลวเพลิงแห่งความรักและความเสียสละของเขาเสียแล้ว
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศรอบกายกำลังอบอวลไปด้วยความเงียบสงบอันลึกซึ้ง พลังปราณมืดมิดสายหนึ่งก็พุ่งแหวกมิติเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เมฆหมอกบนยอดเขาเมฆาพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทมิฬ เสียงคำรามของสายฟ้าสีเลือดฟาดผ่าลงมาตรงหน้าปากถ้ำอย่างกะทันหัน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านเข้ามาจนหินผาสั่นสะเทือน
ไป๋หลินซวงพลันเบิกตากว้าง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าทัณฑ์สวรรค์ นางรีบดันตัวฉินเยี่ยออกเล็กน้อยพร้อมกับกระชับกระบี่หิมะในมือแน่น แววตากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งอีกครั้ง ทว่าในครานี้แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
"พวกมัน... ตามมาพบเร็วกว่าที่คิด" นางเอ่ยเสียงลอดไรฟัน
เงาร่างสีดำสนิทสามร่างปรากฏขึ้นที่ปากถ้ำ ไอปีศาจพวยพุ่งทะลักออกมากลืนกินแสงสว่างทั้งหมด ผู้นำกลุ่มก้าวออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบที่ดังก้องไปทั่วหุบเขา—บุคคลที่นางคิดว่าตายไปแล้วเมื่อพันปีก่อน
ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะคะ
กระบี่หิมะผ่าปฐพีกับวิถีเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 9
หัวใจที่เริ่มละลาย
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะผ่าปฐพีกับวิถีเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!