“เจ้าคิดจริงหรือว่า ผ่านไปหนึ่งพันปีแล้ว เงาหัวของเจ้าจะยังคงอยู่ค้ำฟ้าได้?”
เสียงหัวเราะเย็นเยียบดุจมาจากขุมนรกโลกันตร์ดังสะท้อนก้องกราบผาหิมะ ไอปีศาจสีดำสนิทม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นพุ่งทะยานเข้ากลืนกินรัศมีแสงจันทร์จนมืดมิด ท้องนภาที่เคยกระจ่างใสพลันเปลี่ยนเป็นสีโลหิต เมฆหมอกคุ้มคลั่งหมุนวนเป็นรูปอักษรโบราณแห่งทัณฑ์สวรรค์ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านกดทับจนก้อนหินผาเบื้องล่างแตกละเอียดเป็นผุยผง
ฉินเยี่ยยืนหยัดนิ่งอยู่เบื้องหน้าปากถ้ำ แววตาของเขาคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งลับออกจากฝัก แม้เบื้องหน้าจะเป็นมหันตภัยจากขุมพลังที่เหนือกว่าขอบเขตมนุษย์ ทว่าแผ่นหลังของจอมยุทธ์หนุ่มผู้ทะนงตนกลับเหยียดตรงไร้ความหวั่นเกรง มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่วิญญาณแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ไอสังหารสีขาวเงินแผ่พุ่งออกมาปะทะกับไอปีศาจจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า
บุคคลที่ก้าวออกมาจากม่านหมอกสีดำนั้นสวมชุดคลุมโบราณขาดวิ่น ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกั้นด้วยรอยแผลเป็นจากสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ นัยน์ตาสสีแดงฉานจ้องมองมายังพวกเขาราวกับพญามารที่กำลังพิจารณาเหยื่อในกำมือ
“ถิงหลาง… เป็นเจ้าจริงๆ สินะ” เสียงของไป๋หลินซวงดังขึ้น นุ่มนวลแต่เย็นเยียบราศีกระจกน้ำแข็งพันปี นางก้าวออกมาเคียงข้างฉินเยี่ย ชายเสื้อสีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามแรงลมปราณที่ระเบิดออก แม้ใบหน้าจะยังคงความสง่างามเยือกเย็นดุจเซียนผู้ตัดขาดทางโลก ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวที่ประสานกันอยู่กลับสั่นเทาเล็กน้อย นางไม่คาดคิดเลยว่า สหายร่วมสำนักผู้เคยสละชีพเพื่อผนึกประตูมารเมื่อพันปีก่อน จะกลายมาเป็นอสูรรับใช้แห่งเงาทมิฬเสียเอง
“หลินซวง… น้องหญิงของข้า เจ้ายังคงงดงามไร้ที่ติเช่นเคย” ถิงหลางแย้มยิ้ม รอยยิ้มนั้นบิดเบี้ยวจนน่ากลัว “น่าเสียดายนัก ที่ความงดงามนี้จะต้องดับสลายไปพร้อมกับยอดเขาเมฆาแห่งนี้ ในเมื่อฟ้าดินไม่อาจเมตตาพวกเรา เหตุใดเราจึงต้องฝืนบำเพ็ญเพียรตามวิถีแห่งเซียนจอมปลอมนั่นเล่า? มาร่วมมือกับข้าเถอะ แล้วข้าจะมอบพลังที่แท้จริงที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ บนโลกหล้าให้แก่พวกเจ้า!”
“วิถีเซียนแม้จะยากลำบากและโดดเดี่ยว แต่ก็มิใช่หนทางสกปรกโสมมเช่นที่เจ้าเลือกเดิน” ฉินเยี่ยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ “คนตายควรสงบอยู่ใต้ปรโลก ไยต้องดิ้นรนกลับมาสร้างความอัปยศให้แก่แผ่นดินอีก หากกระบี่ในมือของข้ายังมีความคมพอ เจ้าก็จงไสหัวกลับลงนรกไปเสียเถอะ!”
สิ้นเสียงคำประกาศกร้าว ประกายแสงสีเงินเจิดจ้าก็พุ่งทะยานออกจากฝักกระบี่!
*ฉึบ!*
ประกายกระบี่สายหนึ่งแหวกผ่านความมืดมิด ตัดผ่านห้วงอากาศจนเกิดเสียงแหลมสูงบาดแก้วหู มันคือวิถีกระบี่เดียวดายที่ฉินเยี่ยฝึกฝนผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน รัศมีกระบี่แผ่ขยายออกเป็นรูปดอกบัวน้ำแข็งกลางหิมะ พุ่งตรงเข้าปะทะกับคลื่นไอปีศาจของถิงหลางอย่างจัง
*ตูมมม!*
แรงระเบิดจากการปะทะของพลังทั้งสองสายทำให้หุบเขาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หิมะบนยอดเขากลายสภาพเป็นละอองน้ำแข็งสีขาวโพลนกระจายตัวไปทั่วทิศทาง แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นดินใต้เท้าของทั้งสองฝ่ายยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายฉื่อ
ถิงหลางแค่นเสียงฮึดฮัด ร่างของเขาสลายกลายเป็นควันสีดำก่อนจะไปปรากฏตัวอีกครั้งที่เบื้องหลังของฉินเยี่ยในพริบตา กรงเล็บปีศาจที่ห่อหุ้มด้วยสายฟ้าสีโลหิตพุ่งตรงเข้าเสียบทะลวงแผ่นหลังของจอมยุทธ์หนุ่มโดยไร้ซึ่งความปรานี
“ระวัง!” ไป๋หลินซวงอุทานเบาๆ ร่างของนางวับหายไปจากจุดเดิม กลายร่างเป็นหงส์ขาวน้ำแข็งกางปีกปกป้องฉินเยี่ยไว้ในเสี้ยววินาที
*เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะระหว่างกรงเล็บปีศาจและปีกน้ำแข็งสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ไป๋หลินซวงกระออกมาเป็นโลหิตสีแดงสดหยดหนึ่ง ร่างของนางเซถอยหลังไปหลายก้าว ทว่าแววตาของนางยังคงแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว นางไม่ยอมให้ผู้ใดทำร้ายบุรุษที่นางมอบหัวใจให้เด็ดขาด แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นสหายเก่าก็ตาม
ฉินเยี่ยหันกลับมามองสตรีผู้เคียงข้าง แววตาที่เคยเย็นชาไร้ความรู้สึกกลับไหววูบด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าสิ่งใด ในโลกที่โหดร้ายและเต็มไปด้วยการทรยศหักหลัง มีเพียงนางเท่านั้นที่ยอมยืนหยัดเคียงข้างเขา ฝืนลิขิตฟ้าท้าทายอสูรเบื้องหน้าด้วยกัน
“หลินซวง… ถอยไปก่อน” ฉินเยี่ยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง มือทั้งสองข้างจับด้ามกระบี่มั่น ไออัคคีจิตวิญญาณแห่งเซียนเริ่มหลอมรวมเข้ากับความเยือกเย็นแห่งเหมันต์ กลายเป็นพลังปราณสองขั้วที่ขัดแย้งแต่กลับทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้
“ข้าไม่ถอย” นางตอบกลับเพียงสั้นๆ มุมปากระบายรอยยิ้มบางเบาที่งดงามที่สุดในรอบพันปี “ข้าบอกท่านแล้ว… ไม่ว่าจะสวรรค์หรือนรก ข้าจะเคียงข้างท่านไปจนกว่ากระบี่เล่มนี้จะแตกสลาย”
ถิงหลางมองภาพคนทั้งสองด้วยแววตาชิงชังและริษยา “ช่างเป็นความรักที่น่าสมเพชยิ่งนัก! ในเมื่อพวกเจ้าอยากตายร่วมกันนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้!”
เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้า ท้องนภาที่มืดมิดอยู่แล้วพลันเกิดเสียงคำรามกึกก้อง รอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนกลีบเมฆสีเลือด เผยให้เห็นดวงตาสีทองขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองลงมายังพื้นพิภพ แรงกดดันระดับที่ทำให้แม้แต่เซียนผู้บรรลุธรรมยังต้องหวาดผวาแผ่ซ่านลงมา
นั่นไม่ใช่พลังของถิงหลาง… แต่มันคือ “ทัณฑ์สวรรค์” ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากปรากฏการณ์ประหลาดบนฟ้า!
ฉินเยี่ยแหงนหน้ามองท้องฟ้า แววตาของเขาสعบดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายความทะนงตนที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด แม้แต่สวรรค์ก็ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินชะตากรรมของเขา
ทว่า ในวินาทีที่สายฟ้าสีทองสายแรกกำลังจะผ่าลงมาทำลายทุกสิ่ง ร่างของไป๋หลินซวงกลับสะท้านเฮือก นางกระออกมาเป็นเลือดคำโตอีกครั้ง พร้อมกับรอยแตกร้าวสีเงินที่ปรากฏขึ้นบนกลางหน้าผากของนาง—ผนึกพันปีที่กักขังพลังแท้จริงของเซียนหิมะกำลังจะแตกสลายลงเพราะแรงกดดันของทัณฑ์สวรรค์นี้!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีเซียนอันหนเหน็บนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
กระบี่หิมะผ่าปฐพีกับวิถีเซียนไร้ใจ•ตอนที่ 10
คำเตือนจากสรวงสวรรค์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะผ่าปฐพีกับวิถีเซียนไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!