กลิ่นอายของน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าและแชมเปญราคาแพงยังคงลอยอวลอยู่หลังเวทีแฟชั่นโชว์ระดับท็อปของค่ำคืนนี้ เสียงปรบมือเกรียวกราดยังคงก้องสะท้อนอยู่ในโสตรประสาท แต่สำหรับรสาแล้ว เสียงเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงตาเบาบาง เมื่อเทียบกับความจริงอันหนักอึ้งที่กำลังยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ร่างสูงโปร่งของภาคินในชุดสูททักซิโด้สั่งตัดพิเศษสีดำสนิท ขับเน้นให้รูปร่างสง่างามและน่าเกรงขามดูโดดเด่นยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมกริบสีนิลคู่นั้นมองตรงมาที่เธอด้วยประกายความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความโหยหา ความตกตะลึง และความอึดอัดระคนกันจนแทบหายใจไม่ออก
"รสา..."
เสียงทุ้มต่ำที่เคยใช้เอ่ยวาจาดูถูกเหยียดหยามเธออย่างไร้เยื่อใยในอดีต บัดนี้กลับสั่นพร่าเล็กน้อยยามเปล่งชื่อเธอออกมา มันเป็นน้ำเสียงที่รสาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินจากปากผู้ชายที่ชื่อภาคิน ทอร์ษะกุล ผู้เย่อหยิ่งและไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร
รสาไม่ตอบรับ เธอเพียงแต่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันและห่างเหินจนน่าใจหาย มือเรียวภายใต้ถุงมือลูกไม้สีดำยกขึ้นจัดปะรำเสื้อผ้าบนราวแขวนอย่างไม่รีบร้อน ราวกับว่าการมีตัวตนอยู่ของเขาเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไร้ซึ่งความสำคัญ
"คุณมาทำอะไรที่นี่คะ, คุณภาคิน" รสาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล แต่ทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวน้ำแข็งที่กรีดลงบนผิวเนื้อ "หลังเวทีนี้สำหรับทีมงานและแขกวีไอพีระดับสูงเท่านั้นค่ะ คิดว่าคุณคงเข้ามารบกวนเวลาทำงานของฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต"
ภาคินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน กลิ่นกายคุ้นเคยที่เธอเคยซุกซบยามค่ำคืนอันโดดเดี่ยวในอดีตลอยแตะจมูก แต่วันนี้... กลิ่นนั้นไม่ได้สร้างความหวั่นไหวให้เธออีกต่อไป กลับกัน มันทำให้รสาอยากจะถอยห่างเพื่อรักษาอาณาเขตของหัวใจที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยหยาดเลือดและน้ำตา
"ผมดูแฟชั่นโชว์ของคุณตั้งแต่ต้นจนจบ" ภาคินเอ่ยเสียงพร่า สายตาไล่สำรวจใบหน้างดงามเฉี่ยวคมที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี เธอดูโตขึ้น สง่างามขึ้น และทรงพลังขึ้นจนเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ยามยืนอยู่ต่อหน้าเธอ "คุณเก่งมาก รสา... ผลงานของคุณมันน่าทึ่งจนผมละสายตาไม่ได้เลย"
"คำชมจากอดีตสามีผู้ไม่เคยชายตาแลผลงานของฉันเลยสักครั้งในยามที่เรายังใช้ชีวิตร่วมกัน มันมีค่าพอกับเศษกระดาษค่ะ" รสาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาเต็มตา นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยวาววับด้วยเพลิงริษยาและรอยแผลเป็นในอديตที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมา "อย่ามาทำเป็นชื่นชมฉันในตอนนี้เลยค่ะ มันน่าสมเพชเสียเปล่าๆ"
คำพูดที่เชือดเฉือนนั้นพุ่งตรงปักเข้ากลางใจภาคินอย่างจัง ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยความจริงที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง รสชาติความขมปร่าแล่นพล่านในลำคอ เขาอยากจะเอ่ยคำขอโทษ อยากจะคุกเข่าลงแล้วดึงร่างบางนี้เข้ามาสวมกอดเพื่อไถ่บาป แต่ทว่า... ศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่กับความเย็นชาไร้ที่ติในแววตาของเธอกลับทำให้ขาของเขาราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น
"ผมรู้ว่าผมเคยโง่เง่าแค่ไหน รสา" ภาคินกัดกรามแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความอัดอั้น "ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำกับคุณมันให้อภัยไม่ได้ แต่ขอโอกาสให้ผมได้พูด... ได้แสดงให้เห็นว่าผมเปลี่ยนไปแล้ว"
"เปลี่ยนไป?" รสาหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีแต่ความเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "คนอย่างภาคิน ทอร์ษะกุล ไม่เคยเปลี่ยนหรอค่ะ คุณแค่เสียผลประโยชน์ คุณแค่รู้สึกเสียหน้าที่มีภรรยาเก่าก้าวขึ้นมาเทียบชั้นในวงการธุรกิจแฟชั่นที่คุณครอบครองแค่นั้นเอง อย่าใช้คำว่า 'เปลี่ยนไป' มาอ้างเพื่อความสบายใจของตัวเองเลยค่ะ มันน่าขยะแขยง"
คำว่า 'น่าขยะแขยง' เปรียบเสมือนหมัดฮุกน็อกภาคินจนเซถอยหลังไปครึ่งก้าว เขามองหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนหวาน ยอมจำนน และร้องไห้อยู่แทบเท้าเขา แต่วันนี้เธอกลับกลายเป็นราชสีห์สาวผู้สง่างามและพร้อมจะขย้ำเขาให้แหลกคราบ ร่างกายของเขาร้อนรุ่มขึ้นด้วยแรงอารมณ์ที่ตีรวน ทั้งความโกรธ ความเจ็บปวด และความปรารถนาอันบ้าคลั่งที่ถูกปลุกเร้าทุกครั้งยามที่ได้เข้าใกล้เธอ
ภาคินพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้โดยสัญชาตญาณ แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มันหนักแน่นพอที่จะตรึงเธอไม่ให้เดินหนีไปไหน
"ปล่อยค่ะ!" รสาตวัดสายตาคมกริบมองมือหนาที่เกาะกุมข้อมือเธอ
"ไม่... ผมจะไม่ปล่อยให้คุณเดินหนีผมไปเหมือนวันนั้นอีกแล้ว รสา" ภาคินโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วเนียนของเธอ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันและร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "คุณเกลียดผมได้ โกรธผมได้ แต่อย่าทำเป็นมองไม่เห็นผม... อย่าทำเหมือนผมไม่มีตัวตน"
ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังยื้อยุดกันด้วยแรงอารมณ์ที่คุกรุ่น เสียงฝีเท้าฝีหนาก็กรอกเข้ามาใกล้ พร้อมกับเงาร่างสูงโปรดของ 'กันตภณ' นักลงทุนหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและคู่แข่งคนสำคัญของภาคิน ที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าม่านกำมะหยี่สีแดงสด
"มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับคุณรสา? ดูเหมือนคุณกำลังถูกแขกไม่ได้รับเชิญรบกวนอยู่นะครับ" กันตภณเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความท้าทาย รอยยิ้มมุมปากของเขายั่วเย้าและเป็นมิตรอย่างยิ่งยวดในสายตาของรสา แต่สำหรับภาคินแล้ว มันคือการประกาศสงครามชัดๆ
ภาคินตวัดสายตาคมกริบมองกันตภณ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที มือที่จับข้อมือรสาคลายออกช้าๆ แต่สายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้าของอดีตภรรยา
รสาปัดข้อมือตัวเองให้หลุดจากการเกาะกุมอย่างไม่ไยดี ก่อนจะก้าวถอยหลังไปยืนเคียงข้างกันตภณอย่างสนิทสนม เธอส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้ชายหนุ่มอีกคน—รอยยิ้มที่ภาคินไม่เคยได้รับมันมานานนับปีแล้ว
"ขอบคุณมากค่ะคุณกันตภณ พอดีมีคนแถวนี้หลงทางเข้ามาน่ะค่ะ เลยเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องไปนิดหน่อย" รสาเอ่ยเสียงหวาน หันไปมองภาคินด้วยหางตาก่อนจะทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายใส่หัวใจที่กำลังร้าวรานของเขา "เชิญคุณภาคินกลับออกไปทางเดิมเถอะค่ะ เพราะที่นี่... ไม่มีพื้นที่ให้คนแพ้ได้ยืนหายใจหรอค่ะ"
ภาคินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความแค้นเคืองและความหึงหวงพุ่งพล่านจนแทบควบคุมสติไม่อยู่ แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ A าจหาญพูดอะไรโต้ตอบ ร่างเล็กของเด็กชายวัยประมาณห้าขวบในชุดสูทตัวจิ๋วก็วิ่งดุ๊กๆ เข้ามาโอบกอดขาเรียวของรสา พร้อมกับเงยหน้าขึ้นส่งเสียงใสแจ๋วที่ทำให้โลกทั้งใบของภาคินหยุดหมุนทันที
"คุณแม่ครับ! คุณลุงสัญญารับปากแล้วนะว่าจะพาผมไปกินไอศกรีมช็อกโกแลตหลังเลิกงาน!"
ใบหน้าของเด็กชายคนนั้นถอดแบบมาจากภาคินราวกับใช้พิมพ์เดียวกัน นัยน์ตาสีนิลคู่นั้น จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากหยักนั้น... มันคือเงาสะท้อนของตัวเขาเองในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ บทต่อไปรับรองว่าไฟลุกท่วมจอแน่นอนค่ะ!
ทายาทตระกูลดังกับดีไซเนอร์สาวนอกคอก•ตอนที่ 2
สายตาที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย ชฎาพรายไวน์แดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชฎาพรายไวน์แดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทตระกูลดังกับดีไซเนอร์สาวนอกคอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
