“ถ้าคุณบอกว่ามันไม่ใช่รอยขีดข่วนจากกรงเล็บสัตว์ร้าย แล้วคุณจะอธิบาย ‘รหัส’ พวกนี้ว่าอย่างไรคะ เอลาร่า?”
รินวางมีดปาดครีมในมือลงบนเคาน์เตอร์ไม้เก่าแก่ เสียงโลหะกระทบไม้ดังกังวานท่ามกลางความเงียบงันของห้องเก็บวัตถุดิบใต้ดินที่แสงตะเกียงส่องไปไม่ถึง เขาชี้ไปยังผนังหินด้านหลังชั้นวางแป้งสาลีเนื้อละเอียด ที่นั่นมีรอยจารึกขนาดเล็กที่หากไม่สังเกตให้ดี มันจะดูเหมือนตำหนิของหินตามธรรมชาติ แต่เมื่อเพ่งมองดีๆ รอยเหล่านั้นกลับเรียงตัวเป็นรูปแบบที่คุ้นตาจนหัวใจของเขากระตุกวูบ
เอลาร่าชะงักมือที่กำลังถือตะกร้าสมุนไพรสด เธอวางมันลงอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีมรกตหรี่ลงขณะขยับเข้ามาใกล้ แสงไฟจากคบเพลิงสั่นไหววูบวาบทำให้เงาของเธอทาบทับลงบนผนังหินนั้น “มันดู... เป็นระเบียบเกินกว่าจะเป็นร่องรอยของการต่อสู้ ริน แต่มันก็ไม่ใช่ภาษาอักษรรูนของเอลฟ์ หรือภาษาเขียนใดๆ ที่ข้าเคยพบเจอในดินแดนแห่งนี้เลย”
รินเอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยไปสัมผัสร่องนั้น ผิวสัมผัสเย็นเยียบของหินไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหนาวเท่ากับสิ่งที่พบ รอยจารึกนั้นเขียนว่า *‘สูตรมิลล์เฟยล์ที่สมบูรณ์แบบ ต้องใช้เนยสองเท่าในอุณหภูมิห้องที่เย็นจัด’*
ข้อความนั้นไม่ได้เขียนด้วยอักษรเวทมนตร์ แต่มันเขียนด้วยตัวอักษรไทยที่เขาคุ้นเคยจนแทบจะร้องไห้ออกมา
“คนที่ทิ้งรอยนี้ไว้... เขาไม่ได้บังเอิญผ่านมาที่นี่นะคะเอลาร่า เขาทำแบบเดียวกับฉัน เขาพยายามรักษาสมดุลของรสชาติในโลกที่ไม่มีแม้แต่เนยคุณภาพดีด้วยซ้ำ” รินพึมพำ เสียงของเขาสั่นพร่าเกินกว่าจะควบคุมได้ เขาพยายามนึกภาพใครบางคนที่อาจจะเคยมายืนอยู่ที่นี่ ยืนอยู่ที่เดียวกับเขาก่อนหน้าเขาหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยปี
“ริน... เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า มี ‘คนแปลกหน้า’ ที่เหมือนกับเจ้า เคยอยู่ที่นี่ก่อนงั้นรึ?” เอลาร่าถามพลางเอื้อมมือไปสัมผัสรอยสลักนั้นเช่นกัน สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความวิตกกังวล “ถ้างั้นเจ้าคนผู้นี้หายไปไหน? ทำไมถึงทิ้งเพียงแค่ข้อความเรื่องขนมไว้บนผนังหินที่ไม่มีใครเห็น?”
บารอน กอร์น ที่ยืนเฝ้าหน้าประตูห้องเก็บของอยู่ตลอดเวลาขยับตัวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ร่างกำยำของออร์คหนุ่มบดบังแสงจากโถงทางเดินจนมืดมิด เขามองดูรอยจารึกนั้นด้วยสายตาเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความนัย “ข้าเคยได้ยินตำนานเรื่อง ‘นักปรุงรสผู้สาบสูญ’... ท่านผู้เฒ่าในเผ่าเคยเล่าว่า มีชายผู้หนึ่งเคยนำกลิ่นหอมแปลกประหลาดมาสู่เมืองนี้ ก่อนที่เขาจะหายตัวไปในวันที่มีสายรุ้งพาดผ่านยอดเขาสีคราม”
รินเงยหน้าขึ้นมองออร์คผู้ซื่อสัตย์ “คุณเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเหรอคะบารอน?”
“ข้าไม่เคยใส่ใจจนกระทั่งได้ชิมกาแฟของท่านเจ้าของร้าน” บารอนตอบพลางหยิบผ้ากันเปื้อนขึ้นมาเช็ดคราบกาแฟบนแขนเสื้อ “กลิ่นของมัน... เหมือนกับรอยจารึกที่ท่านกำลังมองอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน กลิ่นของความโหยหาบ้านเกิดที่ข้าไม่เคยเข้าใจจนกระทั่งวันนี้”
รินถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้าจากการเตรียมวัตถุดิบตลอดทั้งวันมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความกระหายใคร่รู้ที่รุนแรงยิ่งกว่า เขารีบก้าวออกจากห้องเก็บของตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่เต็มไปด้วยสูตรขนมที่เขาร่างไว้ ก่อนจะคว้าสมุดบันทึกเล่มเก่าที่เขาได้มาจากตลาดมืดในเมืองหลวงขึ้นมาเปิดดู
หน้ากระดาษที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงกระดาษจดสูตรขนมแบบมั่วๆ กลับมีหน้าหนึ่งที่เขาไม่เคยสังเกต มันมีแผนที่เล็กๆ ที่เขียนทับด้วยลายมือของใครบางคน และจุดหมายปลายทางของแผนที่นั้นคือ... ใจกลางป่าพฤกษาต้องห้ามที่เอลาร่ามักจะเตือนเขาเสมอว่าห้ามย่างกรายเข้าไป
“นี่มันอะไรกันคะริน?” เอลาร่าก้าวเข้ามาดูสมุดในมือเขา ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นสัญลักษณ์บางอย่างที่วาดอยู่มุมกระดาษ เป็นสัญลักษณ์รูป ‘เตาอบแบบโบราณ’ ที่มีเปลวไฟลุกโชน
“นี่คือลายเซ็นของเขาสินะ...” รินกระซิบ
“ริน! ดูนั่น!” เอลาร่าชี้ไปยังหน้าต่างไม้ที่เปิดแง้มไว้ ลมพายุที่พัดเข้ามาหอบเอาใบไม้จากป่าพฤกษาเข้ามาเต็มห้อง แต่มันไม่ใช่แค่ใบไม้ ผ้าม่านสีครีมที่เขาติดไว้ปลิวไสวอย่างรุนแรง และเมื่อเขามองออกไปข้างนอก ในยามที่ท้องฟ้าเหนือร้านเบเกอรี่ควรจะเป็นสีน้ำเงินเข้มของยามค่ำคืน กลับปรากฏเส้นสายของรุ้งกินน้ำที่พาดผ่านอย่างน่าประหลาดใจ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาทางหน้าร้าน ไม่ใช่เสียงของลูกค้าประจำ ไม่ใช่เสียงของออร์ค หรือเสียงฝีเท้าเบาหวิวของเอลฟ์ มันเป็นเสียงรองเท้าหนังที่กระทบพื้นไม้ในจังหวะที่มั่นคงและหนักแน่น
รินหันกลับไปมองที่หน้าร้าน ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นหลังบานกระจกฝ้าของประตูร้าน ร่างนั้นหยุดยืนนิ่ง ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะเอื้อมมาจับลูกบิดประตูอย่างช้าๆ
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังกังวานขึ้นเป็นครั้งแรกในยามวิกาล—เสียงที่ฟังดูเย็นเยียบและทรงพลังจนทำให้เครื่องชงกาแฟบนเคาน์เตอร์สั่นสะเทือน ร่างของชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในร้าน เขาไม่ได้สวมชุดเกราะออร์คหรือชุดผ้าของชาวเมือง แต่เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาที่ดูคุ้นตาอย่างเหลือเชื่อ
“ในที่สุด... ก็หาเจอจนได้” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่รินจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงหัวใจตัวเอง เพราะมันคือเสียงเดียวกับที่เขาใช้พูดกับตัวเองหน้ากระจกทุกเช้า
ชายแปลกหน้าก้าวเข้ามาในแสงไฟ เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูอ่อนล้าแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทว่าสิ่งที่ทำให้รินต้องหยุดหายใจไม่ใช่หน้าตาของเขา แต่เป็นกลิ่นหอมของ ‘ขนมปังอบใหม่’ ที่ฟุ้งกระจายออกมาจากตัวชายผู้นั้น กลิ่นที่เป็นสูตรลับเดียวกับที่รินเพิ่งค้นพบในรอยจารึกบนผนังเมื่อครู่นี้... กลิ่นที่บ่งบอกว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ‘ริน’ อีกคนจากกาลเวลาที่ต่างออกไป
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดที่ความลับกำลังจะคลี่คลาย และหวังว่ารอยยิ้มของรินในบทหน้าจะเป็นคำตอบที่ทุกคนรอคอยนะคะ!
เบเกอรี่มิติต่างโลก
คาเฟ่เวทมนตร์ปลายสายรุ้ง: กลิ่นหอมอบอวลในต่างโลก•ตอนที่ 41
ร่องรอยของผู้มาก่อน
ผลงานโดย เบเกอรี่มิติต่างโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เบเกอรี่มิติต่างโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คาเฟ่เวทมนตร์ปลายสายรุ้ง: กลิ่นหอมอบอวลในต่างโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!