เซฟเฮาส์ซัดนัวกับนายสถาปนิกปากดี•ตอนที่ 14

คำสารภาพในความมืด

ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
พรึบ! เสียงหม้อแปลงไฟฟ้าหน้าคฤหาสน์ระเบิดดังสนั่น ตามมาด้วยความมืดสนิทที่กลืนกินห้องทำงานสถาปัตยกรรมของรณภพในเสี้ยววินาที แสงไฟนีออนสีขาวโพลนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ดับวูบลง เหลือเพียงแสงจันทร์สีนวลที่ลอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาแต่งแต้มเงาทึบของกองกระดาษแปลนและโมเดลกระดาษชานอ้อยให้ดูราวกับซากปรักหักพังในมิติอื่น "เชี่ยเอ๊ย..." เสียงสบถต่ำลอดไรฟันของสถาปนิกหนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ รณภพผลักเก้าอี้ล้อเลื่อนถอยหลังจนขาเหล็กครูดกับพื้นห้องดังเอี๊ยดอ๊าด ความหงุดหงิดพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ งานโมเดลรีสอร์ตเฟสสุดท้ายที่ต้องส่งให้ลูกค้าวีไอพีพรุ่งนี้เช้ายังแก้ไม่เสร็จดี ระบบเซฟัฟเวอร์ออฟไลน์ และที่แย่ที่สุดคือ... แอร์ตัวแพงหยุดทำงาน ทำให้บรรยากาศในห้องแคบๆ เริ่มอบอ้าวขึ้นอย่างรวดเร็ว "ระบบสำรองไฟน่าจะล่มร่วมกับเมนหลักครับ" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืดใกล้ประตู คีย์ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ก่อนแล้ว แม้ในความมืดมิดจนแทบมองไม่เห็นฝ่ามือตัวเอง น้ำเสียงของบอดี้การ์ดหนุ่มก็ยังคงความหนักแน่นและมั่นคงจนน่าหมั่นไส้ รณภพหันขวับไปทางต้นเสียง แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าคมคายนั้นชัดเจน แต่เขารู้ดีว่าดวงตาคมก్రిบพรหมจรรย์คู่นั้นกำลังมองตรงมาที่ตนด้วยแววตานิ่งสงบแบบเดิม—แววตาที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาในสายตาของอีกฝ่ายเสมอ "รู้ดีจริงนะคุณบอดี้การ์ด" รณภพแขวะ พยายามลุกขึ้นยืนแต่ด้วยความมืดทำให้ข้อเท้าไปสะดุดเข้ากับขาตั้งกระดานเขียนแบบจนร่างทั้งร่างเสียหลักล้มคว่ำ "ระวัง!" ร่างสูงใหญ่ของคีย์พุ่งเข้ามาคว้าตัวไว้ได้ทัน รณภพถูกดึงเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและกลิ่นกายสะอาดๆ เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่บีบกระชับอยู่ตรงเอวสอบทำให้ลมหายใจของสถาปนิกหนุ่มสะดุดไปชั่วขณะ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของใครบางคน—หรืออาจจะดังทั้งคู่—สะท้อนก้องอยู่ในความมืด "ปล่อยได้แล้วมั้งครับ" รณภพกระซิบเสียงลอดไรฟัน พยายามดันไหล่หนาออก แต่คีย์กลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน ซ้ำยังกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อพยุงไม่ให้คนปากดีล้มลงไปอีก "ถ้าปล่อย คุณก็หัวฟาดพื้นไปแล้วครับ คุณสถาปนิก" คีย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจือแววเย้าแหย่เล็กน้อย ซึ่งเป็นโทนเสียงหายากยิ่งที่รณภพไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก "ปากเก่งจังนะเรื่องเถียง แต่เรื่องทรงตัวนี่สอบตกทุกที" "ผมไม่ได้ซุ่มซ่าม แค่... แสงมันไม่พอต่างหากเล่า!" รณภพแก้ตัวเสียงแข็ง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ โชคดีที่ความมืดช่วยอำพรางพวงแก้มที่ขึ้นสีแดงจัดเอาไว้ได้ "แล้วก็นะ เลิกทำตัวเป็นปลาหมึกเกาะผมสักที ปล่อย!" คีย์ยอมคลายอ้อมแขนออกอย่างไม่เต็มใจนัก รณภพรีบถอยหลังกรูดเว้นระยะห่างทันที ความอึดอัดประหลาดลอยวนอยู่ในอากาศรอบตัว ทั้งที่ปกติแล้วพวกเขามักจะปะทะคารมกันด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ในพื้นที่ปิดตายที่ไร้ซึ่งแสงสว่างเช่นนี้ กลับหลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกที่สอดประสานกันอย่างน่าประหลาด รณภพเดินคลำทางไปหยิบไฟฉายสำรองบนโต๊ะทำงาน แสงไฟสีเหลืองนวลส่องสว่างขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าบึ้งตึงของสถาปนิกหนุ่มและแววตานิ่งสนิทของบอดี้การ์ดที่ยืนมองอยู่ไม่ห่าง "มองอะไร หน้าผมมีแปลนบ้านติดอยู่รึไง" รณภพเสหลบสายตา เดินไปนั่งลงที่โซฟาหนังกลางห้อง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "งานพังหมด งานนี้ถ้าแก้ไม่ทันรุ่งนี้โดนลูกค้าเฉ่งหัวหลุดแน่..." คีย์เดินตามมาเงียบๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอีกฝั่ง แสงไฟฉายที่รณภพถือวางตั้งไว้บนโต๊ะส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของคีย์ให้เห็นเป็นเงาลึกมีมิติ "เครียดมากเหรอครับ" บอดี้การ์ดหนุ่มเอ่ยถาม ทำลายความเงียบขึ้นมา "ใครเครียด ผมเนี่ยนะ สถาปนิกมือหนึ่งของบริษัทเนี่ยนะจะมาเครียดกับเรื่องไฟดับกระจอกๆ" รณภพเชิดหน้าขึ้นเถียงทันควันตามนิสัย แต่ไหล่ที่ห่อลงเล็กน้อยกับรอยขมวดคิ้วยุ่งเหยิงนั้นฟ้องชัดเจนว่าเจ้าตัวกำลังแบกรับความกดดันมหาศาลไว้แค่ไหน คีย์มองภาพนั้นด้วยแววตาที่อ่อนลงโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว นิ้วมือแกร่งเคาะเบาๆ ลงบนพนักโซฟา "คุณมักจะทำตัวเป็นกำแพงเหล็กใส่ทุกคนเสมอ... รณภพ" สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้รณภพชะงัก ดวงตากลมโตหันกลับมามองคนพูดตรงๆ เป็นครั้งแรกที่คีย์เรียกชื่อจริงของเขาโดยไม่มีคำว่า 'คุณ' นําหน้า น้ำเสียงนั้นไม่มีร่องรอยของการประชดประชัน แต่มันเต็มไปด้วยความลึกซึ้งบางอย่างที่ทำเอาสถาปนิกปากจัดถึงกับพูดไม่ออก "คุณรู้อะไรเกี่ยวกับผม..." รณภพเค้นเสียงถามเบาๆ คล้ายพยายามสร้างเกราะกำบังขึ้นมาอีกครั้ง "เราเพิ่งรู้จักกันไม่กี่เดือน หน้าที่ของคุณคือคุ้มกันความปลอดภัยผม ไม่ใช่มานั่งวิเคราะห์สภาพจิตใจผมในยามวิกาลแบบนี้" "ผมรู้ว่าเบื้องหลังรอยยิ้มหยันๆ กับคำพูดจิกกัดพวกนั้น คุณกำลังแบกรับโปรเจกต์ที่ต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าคุณไม่ได้เก่งแค่เส้นสาย แต่เก่งเพราะฝีมือจริงๆ" คีย์พูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง "และผมก็รู้ด้วยว่า... คุณนอนไม่เต็มอิ่มมาสามคืนติดต่อกันแล้ว" คำพูดนั้นแทงใจดำรณภพเข้าอย่างจัง มือเรียวที่ถือแก้วน้ำเปล่าเผลอบีบแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด ความรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องเกราะออกทีละชิ้นในความมืดทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้อง รณภพเกลียดการถูกมองทะลุปรุโปร่ง เกลียดการที่ใครสักคนเข้ามาอ่านใจเขาได้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก... แต่กับผู้ชายคนนี้ มันกลับไม่ใช่ความรู้สึกอึดอัด ร้ายไปกว่านั้น มันคือความวูบโหวงในอกที่สั่นไหวอย่างรุนแรง "คุณนี่มัน... น่ารำคาญชะมัด" รณภพพึมพำเสียงเบา ใบหน้าหล่อเหลาเบือนหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคู่นั้น แต่หูสองข้างกลับแดงก่ำอย่างห้ามไม่อยู่ "ผมถือว่าเป็นคำชมนะครับ" คีย์ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน "จริงๆ แล้ว... ผมไม่ได้อยากเป็นแค่มือปืนรับจ้างหรือบอดี้การ์ดที่คุณจ้างมากันกระสุนหรอกนะ" รณภพหันขวับกลับมามอง หัวใจเต้นกระหน่ำราวกับจะหลุดออกมานอกอก "แล้วคุณอยากเป็นอะไร...?" ดวงตาคมกริบของคีย์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสถาปนิกหนุ่ม แสงไฟฉายสลัวสะท้อนประกายความจริงจังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งขรึมมาตลอดหลายเดือนเต็มเปี่ยม "ผมอยากเป็นคนที่ยืนข้างๆ คุณ... ในวันที่ไฟดับ และในวันที่คุณไม่ต้องเก่งกาจใส่ใครทั้งนั้น" คำสารภาพในความมืดถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่น ทุกถ้อยคำร่วงหล่นลงกลางใจของรณภพราวกับค้อนเหล็กหลอมที่ตีประทับลงบนเนื้อโลหะร้อนๆ จนเข้ารูป สถาปนิกหนุ่มอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับจู่ๆ ก็โดนรุกฆาตด้วยประโยคบอกรักที่ไร้ซึ่งความโรแมนติกแบบลิเก แต่กลับทรงพลังจนเข่าแทบทรุด รณภพเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพองโตจนคับอก ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความดื้อรั้นและกำแพงทั้งหมดที่สร้างมาพังทลายลงในพริบตาเดียว เขาอ้าปากจะเอ่ยปากแซะกลบเกลื่อนความเขินอายตามสไตล์เดิม แต่ทว่า... แกร๊ก! เสียงลูกบิดประตูด้านนอกหมุนดังขึ้น พร้อมกับแสงไฟนีออนสว่างวาบพรึบทั้งห้องทำงาน เมื่อระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินทำงานขึ้นอัตโนมัติ ทั้งคู่สะดุ้งผละออกจากกันแทบไม่ทัน รณภพรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำจนลามไปถึงใบหู ขณะที่คีย์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าเรียบเฉยราดด้วยความเย็นชาดังเดิม ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประตูห้องเปิดผางออก พร้อมกับร่างของหัวหน้าฝ่ายบัญชีที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกองเอกสารกองโต "คุณรณภพครับ ไฟมาแล้ว! เอกสารด่วนที่จะต้องส่งท่านประธาน... อ้าว ทำไมหน้าแดงกันอย่างนั้นล่ะครับ หรือว่าแอร์ห้องนี้เสีย?" หัวหน้าฝ่ายบัญชีขยับแว่นมองหน้าทั้งสองคนด้วยความสงสัย รณภพกระแอมไอเบาๆ พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด "เปล่า... ฝุ่นมันเข้าตาผมต่างหาก! วางเอกสารไว้ตรงนั้นแล้วออกไปได้แล้วคุณ!" หัวหน้าฝ่ายบัญชีกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงงก่อนจะรีบวางเอกสารแล้วเดินถอยหลังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ประตูห้องปิดลงอีกครั้ง ทิ้งให้ความเงียบและความตึงเครียดแบบใหม่โรยตัวลงมา รณภพค่อยๆ หันกลับมามองบอดี้การ์ดหนุ่มที่ยังคงนั่งไขว่ห้างมองเขาด้วยมุมปากที่กระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มร้ายกาจที่ทำให้หัวใจของสถาปนิกปากดีกระตุกวูบ "เมื่อกี้..." รณภพกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กำลังจะอ้าปากทวงคำพูดเมื่อครู่คืน แต่ยังไม่ทันที่รณภพจะได้เอ่ยคำใดออกไป คีย์ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนสถาปนิกหนุ่มต้องถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงาน ดวงตาคมกริบคู่นั้นโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปาก "เรื่องที่ผมพูดเมื่อกี้..." คีย์กระซิบชิดริมฝีปากด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าที่ทำเอาสถาปนิกหนุ่มสมองขาวโพลน "ผมพูดจริงทุกคำ... และพรุ่งนี้เช้า ผมจะมาทวงคำตอบครับ" -------------------------------------------------- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าดงความมืดและหัวใจไปกับตัวละครของเราในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ซัดนัวกับนายสถาปนิกปากดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%