“ถ้าคุณยังมองรอยต่อกระจกตรงนั้นด้วยสายตาจับผิดแบบเมื่อวาน ผมเกรงว่าโปรเจกต์นี้คงต้องเปลี่ยนสถาปนิก... หรือไม่ก็เปลี่ยนคนตรวจงานที่ประสาทกลับที่สุดในรอบทศวรรษครับ”
เสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดเล็กน้อยดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่บนชั้นยี่สิบ รณภพไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกระดานแปลนพิมพ์เขียวแผ่นใหญ่ นิ้วเรียวยาวที่เปื้อนคราบหมึกพิมพ์เล็กน้อยยังคงลากเส้นกำหนดจุดโครงสร้างอย่างแม่นยำ ปากบางเฉียบขยับต่อว่าคนตัวโตกว่าที่ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างกระจกใสด้วยท่าทีสบายอารมณ์
คีย์ไม่สะทกสะท้านกับคำเหน็บแนมนั้นเลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาคมกริบสีนิลกาฬใต้แพขนตายาวเหลือบมองสถาปนิกหนุ่มผู้กำลังหัวเสีย ใบหน้าคมคายเรียบเฉยราwanรูปสลักหิน แต่กลับมีประกายความขบขันฉายชัดอยู่ในนั้น
“ผมไม่ได้จับผิดสถาปนิกครับ ผมแค่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเซฟเฮาส์หลังนี้... ซึ่งดูเหมือนว่า คุณจะใส่ใจความสวยงามของเส้นสายเรขาคณิต จนลืมไปว่าผนังกระจกเทมเปอร์หนาพิเศษตรงนั้น มีจุดบอดที่เปิดโล่งให้ใครต่อใครส่องกล้องเล็งเข้ามาได้สบายๆ” คีย์ตอบเสียงเรียบ แต่ทุกถ้อยคำมีความหมายเฉียบคมบาดลึกไม่แพ้กัน
รณภพวางปากกาในมือลงกระแทกโต๊ะดังปัง! ร่างเพรียวบางดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประจหน้ากับบอดี้การ์ดหนุ่มผู้มีเรือนกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตสีดำพับแขน เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแน่นและรอยแผลเป็นจางๆ ที่บ่งบอกผ่านประสบการณ์โชกโชน
“นี่! ฟังให้ดีนะคุณบอดี้การ์ดหน้าตาย ผมออกแบบบ้านหลังนี้ตามหลัก ‘เซฟเฮาส์อัจฉริยะ’ ที่ผ่านการคำนวณแรงอัดกระสุนและมุมสะท้อนแสงมาอย่างดีเยี่ยม กระจกบานนั้นเคลือบฟิล์มกรองแสงนิรภัยเกรดทหาร ไม่มีทางที่สายตามนุษย์หรือแม้แต่กล้องส่องทางไกลจากตึกฝั่งตรงข้ามจะมองทะลุเข้ามาได้ เว้นเสียแต่ว่า...” รณภพเว้นจังหวะ ก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายโดยไม่เกรงกลัวส่วนสูงที่ต่างกันแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตวาวโรจน์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาดำขลับ “เว้นเสียแต่ว่าคุณกำลังคิดอกุศล อยากแอบมองผมเปลี่ยนเสื้อผ้าตอนดึกๆ ถึงได้พยายามหาช่องโหว่แปลกๆ แบบนี้!”
บรรยากาศในห้องอัดแน่นด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตที่สادซ่าน เคมีระหว่างคนทั้งสองพุ่งทะยานจนแทบจะจุดประกายไฟได้ รณภพเชิดหน้าขึ้นท้าทาย ปากกาปากเก่งพ่นคำพูดจาเผ็ดร้อนออกมาไม่หยุด ขณะที่คีย์กลับโน้มใบหน้าลงมาใกล้โดยอัตโนมัติ ระยะห่างระหว่างจมูกของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนใจสั่นสะท้าน
คีย์โน้มกระซิบข้างใบหูขาวสะอาด น้ำเสียงทุ้มพร่าต่ำจนชวนขนลุก “ถ้าผมอยากมองจริงๆ คุณคิดว่าแค่กระจกแผ่นนั้นจะขวางผมได้เหรอครับ... คุณสถาปนิกปากดี”
รณภพชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศ สัมผัสอุ่นจากลมหายใจของอีกฝ่ายทำเอาสติที่สะสมมานานเกือบหลุดลอย ร่างบางรีบถอยหลังกรูดหนึ่งก้าว ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเคืองผสมความเขินที่ปิดไม่มิด
“ทุเรศที่สุด! ถอยไปเลยนะ!” รณภพแหวใส่เสียงดังกลบเกลื่อนอาการใจสónพลางคว้าแฟ้มเอกสารขึ้นมาบังหน้าอกไว้
คีย์มุมปากกระตุกยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มหายากที่นานๆ ครั้งจะปรากฏบนใบหน้านั้น ทว่าก่อนที่บทสนทนาอันเร่าร้อนจะดำเนินต่อไป เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของรณภพก็แผดเสียงแหลมขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
สถาปนิกหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ละสายตาจากใบหน้าหล่อเหลาที่กวนประสาทที่สุดในชีวิต แล้วเดินกลับไปหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูหน้าจอ ปลายนิ้วเรียวปัดรับสายด้วยความหงุดหงิด
“ฮัลโหล รณภพพูดครับ”
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเสียงซ่าคล้ายคลื่นวิทยุรบกวน ก่อนที่เสียงทุ้มแหบพร่าผิดเพี้ยนด้วยโปรแกรมแปลงเสียงจะดังลอดออกมา
*“บ้านกระจกหลังนั้น... สวยดีนะ สถาปนิก... แต่น่าเสียดาย ที่มันกำลังจะกลายเป็นโลงศพกระจกของคุณกับไอ้บอดี้การ์ดปากแข็งนั่น”*
ทุกลมหายใจในห้องประชุมพลันหยุดชะงัก รณภพหน้าซีดเผือดลงถนัดตา สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นในหัว
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตาของคีย์ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ร่างสูงพุ่งเข้าใส่รณภพด้วยความเร็วราวกับเสือชีตาร์ กระชากตัวสถาปนิกหนุ่มให้ล้มกลิ้งหลบหลังเคาน์เตอร์คอนกรีตเสริมเหล็กหนาเตอะ พร้อมๆ กับเสียง *‘เปรี้ยะ!’* สนั่นหวั่นไหวของกระจกเทมเปอร์บานใหญ่ที่แตกละเอียดเป็นเม็ดข้าวโพด กระสุนปืนไรเฟิลซุ่มยิงเจาะทะลุกรอบหน้าต่างฝังฝาผนังด้านหลังอย่างแม่นยำไร้ที่ติ!
เศษกระจกกระจายเกลื่อนพื้น รณภพถูกร่างหนาของคีย์โอบกอดกดลงแนบกับพื้นห้องเพื่อกำบังวิถีกระสุน กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และความอบอุ่นจากแผ่นอกกว้างที่ทาบทับอยู่เหนือร่าง ทำให้ความหวาดกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกอีกรูปแบบหนึ่ง
“หมอบนิ่งๆ ไว้ อย่าขยับ!” คีย์กระซิบสั่งเสียงเข้มจัด นัยน์ตาดุดั่งเหยี่ยวสอดส่องผ่านซอกโต๊ะไปยังตึกร้างฝั่งตรงข้าม มือใหญ่อีกข้างเอื้อมไปปลดล็อกซองปืนพกใต้ร่มผ้าอย่างรวดเร็ว
รณภพซบหน้าอยู่กับแผ่นอกแกร่ง หัวใจเต้นรัวระรัวไม่ใช่เพราะความกลัวตาย แต่เป็นเพราะสัมผัสแนบชิดและแววตาเด็ดเดี่ยวไร้ความหวาดกลัวของคนที่ปกป้องเขาอยู่ตอนนี้ รอบตัวเงียบสงบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจของสองเราที่เต้นประสานกันเป็นจังหวะอันตราย
แต่ทว่า... ในความเงียบงันและเสียงลมหายใจหอบกระชั้นนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ก็เริ่มดังขึ้นที่บันไดหนีไฟด้านนอก เสียงโลหะกระทบกันบ่งบอกถึงการมาเยือนของกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ และพวกมันไม่ได้มาแค่คนเดียว
คีย์ก้มลงกระซิบชิดริมหูของรณภพด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจนสันหลังวาบ
“พวกมันเข้ามาในตึกแล้ว... อยู่ใกล้เราแค่นี้เอง”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นระทึกและเดินทางหัวใจไปกับรณภพและคีย์ในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟเฮาส์ซัดนัวกับนายสถาปนิกปากดี•ตอนที่ 17
ศัตรูที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ซัดนัวกับนายสถาปนิกปากดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!