"ถ้าคุณยังยืนเก๊กหล่อแล้วปล่อยให้ไข่เจียวในกระทะกลายเป็นถ่านดำปี๋แบบนั้น ผมว่าทริปสารคดีชีวิตไพร ฯ ของเราคงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น 'บันทึกการเผาป่าโดยช่างภาพมือหนึ่ง' แน่ๆ ครับคุณอาคเนย์"
เสียงใสๆ ที่เจือแววเย้าแหย่ดังขึ้น พร้อมกับร่างโปร่งของรินรดาที่เดินเข้ามาปัดมือผมออกจากตะหลิว ก่อนจะจัดการพลิกไข่เจียวขอบไหม้เกรียมนั้นด้วยความคล่องแคล่ว แสงไฟสีส้มจากกองฟืนสะท้อนลงบนใบหน้ายามเผลอของเธอ สร้างรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากผมโดยไม่รู้ตัว
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายปนชวนหัวเราะเมื่อช่วงบ่าย ที่คุณแม่ของริน (ซึ่งโผล่มาเซอร์ไพรส์กลางป่าแบบไม่ทันตั้งตัว) เล่นเกมจับผิดลูกเขยจำเป็นจนผมเหงื่อตกไปหลายปี ตอนนี้บรรยากาศรอบกองไฟเริ่มสงบลง เหลือเพียงเสียงปะทุเบาๆ ของไม้ฟืนและลมหนาวระลอกค่ำที่พัดพาเอาความเหนื่อยล้าของวันออกไป
ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้สนามฝั่งตรงข้าม ถอนหายใจยาวเหยียดแล้ววางแก้วกาแฟอุ่นๆ ลงบนโต๊ะไม้พับ "คุณรินก็... แทนที่จะช่วยแก้ตัวให้ผมบ้าง ปล่อยให้คุณแม่ท่านสอบสวนผมอยู่คนเดียวตั้งครึ่งชั่วโมง เนี่ย มือผมยังสั่นอยู่เลยครับ ดูสิ" ผมยื่นมือที่แบมือให้ดูประกอบคำพูด
รินหันมาค้อนปะเหลือกใส่ หมุนตัวกลับมาพร้อมจานไข่เจียวร้อนๆ ที่กลิ่นหอมเตะจมูก "อ้าว ก็ใครใช้ให้คุณทำทรงขรึมใส่ท่านล่ะคะ? ตอนแรกเห็นยืนตัวตรงเป๊ะเหมือนทหารเกณฑ์มารายงานตัวผู้บัญชาการ แม่ฉันเกือบหยิบปืนลูกซองมายิงขู่แล้วมั้งนั่น" เธอนั่งลงฝั่งตรงข้าม วางจานข้าวลงตรงกลาง ก่อนจะใช้ช้อนตักข้าวคำโตเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
ผมมองท่าทางไม่ห่วงสวยของเธอก็เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ค่อยๆ มลายหายไปทีละน้อย รินเป็นแบบนี้เสมอ เธอมักจะมีวิธีดึงผมออกจากโลกแห่งความสมบูรณ์แบบที่ผมสร้างขึ้นมาขังตัวเองไว้ได้ด้วยความธรรมชาติและจริงใจของเธอเอง
"ขอบคุณนะครับ" ผมพูดขึ้นลอยๆ เสียงเบาจนเกือบกลืนไปกับเสียงลม
รินชะงักช้อนในมือเงยหน้าขึ้นมองผม ดวงตากลมโตคู่นั้นกะพริบปริบๆ ด้วยความแปลกใจ "เรื่องอะไรคะ? เรื่องไข่เจียวไหม้ หรือเรื่องที่คุณแม่ฉันเกือบไล่ตะเพิดคุณกลับกรุงเทพฯ?"
"ทุกเรื่องเลยครับ..." ผมเว้นจังหวะ สายตาทอดมองไปยังเปลวไฟที่กำลังเต้นระบำ "ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้ว่า... โลกนี้นอกจากเลนส์กล้องที่ต้องโฟกัสให้เป๊ะทุกมิลลิเมตรแล้ว มันยังมีมุมที่เบลอๆ เบี้ยวๆ แต่น่ามองเป็นบ้าเลย"
รอยยิ้มบนใบหน้าของรินค่อยๆ หุบลง เปลี่ยนเป็นความเงียบสงบที่เข้ามาแทนที่ เธอมองผมด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้น ราวกับกำลังพยายามอ่านข้อความที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นสายตาของผม
"เนย์..." เธอเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ไร้ซึ่งความกวนประสาทหรือคำหยอกล้อ "ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนเก่ง ทุกอย่างที่คุณทำมันต้องออกมาสมบูรณ์แบบเสมอ... แต่บางที ฉันก็เห็นนะว่าเวลาที่คุณทำพลาด แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ คุณจะเก็บเอามาแบกไว้บนบ่าแล้วโทษตัวเองเงียบๆ"
หัวใจผมกระตุกวูบ ประโยคนั้นพุ่งตรงเข้ามาราวกับลูกศรที่ปักเข้ากลางเป้า ความลับที่ผมพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งและรอยยิ้มสุภาพ ถูกสายตาคู่สวยของเธอมองทะลุปรุโปร่งจนหมดเปลือก
"ผม..." ผมอ้าปากจะปฏิเสธ แต่คำพูดติดอยู่ที่ลำคอ
"เลิกทำตัวเป็นหุ่นยนต์ที่ห้ามพังซะทีได้ไหมคะ?" รินเอื้อมมือมาวางทับหลังมือผมที่วางอยู่บนโต๊ะสัมผัสอุ่นๆ จากมือเรียวเล็กส่งผ่านความร้อนวูบวาบเข้ามาถึงขั้วหัวใจ "การทำผิดพลาด... มันไม่ได้แปลว่าคุณไม่เก่งหรอกนะ เนย์ มันแค่แปลว่าคุณเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เหมือนกับฉัน เหมือนกับทุกคนบนโลกนี้แหละ"
ความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอกตลอดหลายปี ตั้งแต่วันที่ผมทำโปรเจกต์สารคดีชิ้นใหญ่พังไม่เป็นท่าจนสูญเสียความมั่นใจ ไปจนถึงความกลัวที่จะเริ่มต้นรักใครสักคนเพราะกลัวว่าจะทำมันได้ไม่ดีพอ กำลังพังทลายลงทีละน้อยต่อหน้าผู้หญิงคนนี้
ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในน้ำเสียง "คุณรู้ไหมริน... วันที่ผมทำสารคดีชิ้นแรกเจ๊งไม่เป็นท่าเพราะความประมาทของผมเอง ผมเกือบเลิกจับกล้องไปตลอดชีวิตเลยนะ ผมเกลียดความรู้สึกที่เห็นความตั้งใจพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา... ผมเลยตั้งปฏิญาณกับตัวเองว่า ผมจะไม่มีวันพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง"
ผมเงียบไปชั่วขณะ ปล่อยให้เสียงรอบตัวเลือนหายไป เหลือเพียงแววตาที่จริงจังและเปราะบางที่สุดเท่าที่ผมเคยแสดงให้ใครเห็น
"แต่พอมาทริปนี้... ผมกลับกลัวมากกว่าเดิม" ผมสารภาพออกไปตรงๆ "ไม่ใช่เพราะกลัวงานพัง... แต่ผมกลัวว่าถ้าวันหนึ่งผมเผลอทำตัวงี่เง่าใส่คุณ หรือทำอะไรพังจนทำให้คุณอึดอัด ผมกลัวว่าคุณจะเดินหนีหายไปจากเฟสชีวิตของผมเหมือนที่ผ่านมา"
รินนิ่งอึ้งไป ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เธอดึงมือกลับช้าๆ ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่เป็นความตกใจที่ได้ยินคำสารภาพที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในใจของช่างภาพหนุ่มเจ้าระเบียบคนนี้
บรรยากาศรอบกองไฟเงียบสงบลงอย่างฉับพลัน มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกของผมเอง รินเม้มปากแน่น สีหน้าฉายแววสับสนระคนซาบซึ้งอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เธอจะอ้าปากเตรียมเอ่ยอะไรบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบ
**ติ๊ง!**
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากสมาร์ทโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ขัดจังหวะขึ้นมาอย่างไม่รู้กาลเทศะ รินสะดุ้งเล็กน้อย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอแวบหนึ่ง ก่อนที่สีหน้าของเธอจะเปลี่ยนจากความซาบซึ้งเมื่อครู่ กลายเป็นความตกตะลึงพรืดจนตาแทบถลน
ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "ใครส่งอะไรมาดึกดื่นป่านนี้ครับ?"
รินไม่ตอบ เธอยื่นหน้าจอโทรศัพท์มาตรงหน้าผม มือบางสั่นเทาเล็กน้อยในขณะที่อ่านข้อความล่าสุดที่เพิ่งเด้งเข้ามาจากแอปพลิเคชันแชตยอดฮิต
ข้อความจากเบอร์แปลก แต่ระบุชื่อผู้ส่งชัดเจนว่า... **'คุณแม่'**
> *'รินลูก... แม่เพิ่งรู้ว่าตาเนย์เขายังไม่กล้าขอคบลูกอย่างเป็นทางการเสียที ถ้าพรุ่งนี้เช้าเขายังไม่สารภาพรักแบบลูกผู้ชาย แม่จะให้ผู้ใหญ่ทางบ้านจัดขันหมากไปสู่ขอนะลูกนะ เตรียมตัวไว้ด้วย!'*
ผมเบิกตากว้าง ค้างเติ่งอยู่ท่าเดิมในขณะที่สมองประมวลผลไม่ทัน ส่วนรินเงยหน้าขึ้นสบตาผมด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปถึงใบหู ก่อนที่เราทั้งคู่จะอุทานออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย!
แบกเป้ท่องโลกขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่กัดคู่นี้ด้วยกันนะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว•ตอนที่ 21
ปลดล็อกความกลัวในใจเนย์
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!