"ถ้าจะกดชัตเตอร์ด้วยมุมมองมักง่ายแบบนั้น เก็บกล้องแล้วไปยืนถือร่มให้ผมยังจะมีประโยชน์กับทริปนี้มากกว่าเลยมั้ยครับคุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความกวนประสาทแบบฉบับอาคเนย์ดังขึ้นทันทีที่เสียงกดชัตเตอร์ของรินรดาสิ้นสุดลง ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีครีมพับแขนขึ้นถึงข้อศอกก้าวเข้ามาประชิดโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองหน้าจอหลังกล้องของเธอด้วยสายตาที่วิจารณ์ยิ่งกว่ากรรมการตัดสินภาพถ่ายระดับโลก
รินรดาตวัดสายตาขวับกลับไปทันที มือเรียวคว้าสายคล้องคอของกล้อง DSLR ตัวโปรดเข้าหาตัวราวกับแม่เสือหวงลูก "มุมมองมักง่ายอะไรของคุณเนย์คะ... เอ๊ย! ของคุณเนย์วะ!" เผลอหลุดปากเกือบหลุดสำเนียงคุ้นชินออกไปจนต้องรีบแก้คำแทบไม่ทัน เมื่อเห็นมุมปากหยักลึกที่ยกยิ้มขึ้นอย่างรู้ทัน
"อ้าว นึกว่าจะหลุดคำว่า 'ค่ะ' ออกมาซะอีก น่าเสียดายจังครับ อุตส่าห์ตั้งตารอฟัง" อาคเนย์แกล้งทำเป็นถอนหายใจยาวอย่างผิดหวัง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนรินรดาต้องถอยหลังไปชนกับราวสะพานไม้เก่าแก่ของเมืองโบราณแห่งนี้ บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยแสงสีส้มอุ่นของยามบ่ายแก่ๆ และกลิ่นอายฝนจางๆ แต่สงครามประสาทระหว่างช่างภาพสองขั้วกลับกำลังระอุขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือตอนที่ 15 ของทริปที่พวกเขาตกลงจะเดินทางร่วมกัน... หรือพูดให้ถูกคือ ทริปที่กลายเป็นสนามประลองยุทธ์ขนาดย่อมไปเสียแล้ว
ต้นเหตุของเรื่องมันเริ่มจากเมื่อคืนนี้ ตอนที่พวกเขานั่งคัดรูปในร้านกาแฟเล็กๆ แล้วรินรดาบังเอิญไปเห็นฮาร์ดดิสก์สำรองของอาคเนย์ซ่อนอยู่ในช่องลับกระเป๋าเป้ ด้านในนั้นมีโฟลเดอร์เก่าที่ตั้งชื่อไว้อย่างเรียบง่ายว่า *'Rin_2018'* ซึ่งบรรจุภาพถ่ายของเธอในอดีต สมัยที่พวกเขายังเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องร่วมคณะและเธอยังเป็นแค่นักศึกษาสายลุยฝึกหัด ภาพทุกภาพเต็มไปด้วยความใส่ใจ แสงเงาละมุนละไม และมุมมองที่สะท้อนว่าสายตาของใครบางคนเฝ้ามองเธอมานานแค่ไหนแล้ว
แต่ปัญหาคือ ภาพในโฟลเดอร์นั้น... ถ่ายโดย 'กรณ์' ช่างภาพหนุ่มรุ่นพี่สุดฮอตที่เป็นอดีตแฟนเก่าของเธอนั่นเอง!
อาคเนย์บังเอิญมีรูปเซ็ตนั้นอยู่ในเครื่องได้ยังไง? คำตอบคือกวนประสาทสิ้นดี—*ก็เพราะเขาแอบไปขอไฟล์ต้นฉบับมาจากกรณ์ตอนที่พวกเขายังคบกัน เพื่อเอามาศึกษา 'จุดบกพร่อง' ในการถ่ายภาพแฟนเก่าของตัวเองยังไงล่ะครับ* เหตุผลฟังไม่ขึ้นแถมยังชวนให้หมั่นไส้จนรินรดาอยากจะเอาขาตั้งกล้องฟาดหัวเขาสักทีสองที
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ 'สงครามเงียบระหว่างช่างภาพ' ในวันนี้
"เลิกพูดถึงตาคนนั้นสักทีได้ไหมคะ... เอ๊ย! ได้ไหมครับ!" รินรดาขู่ฟ่อ ตาโตจ้องเขม็ง "ฉันจะถ่ายมุมไหนมันก็เรื่องของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์รูปของบล็อกเกอร์สายลุยอย่างฉันหรอก คุณมันก็แค่ช่างภาพเจ้าระเบียบที่ถ่ายรูปสวยแต่ไร้จิตวิญญาณ!"
"ไร้จิตวิญญาณเหรอครับ?" อาคเนย์เลิกคิ้วสูง รอยยิ้มมุมปากหายวับไปกับตา กลายเป็นแววตาจริงจังที่ทำเอาหัวใจของคนมองกระตุกวูบอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย "งั้นเรามาพิสูจน์กันมั้ยล่ะครับ ว่าระหว่างรูปที่ถ่ายด้วย 'สัญชาตญาณมักง่าย' ของคุณ กับรูปที่ถ่ายด้วย 'ความตั้งใจจริง' ของผม อันไหนมันจะบอกเล่าเรื่องราวของทริปนี้ได้ดีกว่ากัน"
"กติกาล่ะ?" รินรดาลดความเกรี้ยวกราดลงครึ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นประกายความท้าทายในดวงตานั้น มันไม่ใช่แววตาของการเอาชนะเพื่ออีโก้ แต่มันคือแววตาของคนที่อยากจะพิสูจน์บางอย่าง... พิสูจน์ว่าเขาดีกว่าผู้ชายคนเดิมในอดีตรคนนั้น
"ตัวต่อตัว โฟกัสไปที่มุมเดียวกัน หัวข้อเดียวกัน 'รอยยิ้มของผู้คนในเมืองนี้' ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ใครเรียกยอดไลก์และคอมเมนต์จากผู้ติดตามในเพจรวมกันได้มากกว่า คนนั้นชนะ..." อาคเนย์เว้นจังหวะ ก้มตัวลงกระซิบชิดริมหูจนลมหายใจอุ่นๆ ปัดผ่านปลายเส้นผมของเธอ "และคนแพ้... ต้องเป็นฝ่ายแบกเป้สัมภาระทั้งหมดของอีกฝ่ายตลอดสามวันที่เหลือของทริปครับ"
"deal!" รินรดาตอบรับทันทีอย่างไม่ลังเล มั่นใจเกินร้อยว่ารอยยิ้มที่เธอไปควานหามาได้จากพ่อค้าขายชาพะยอมข้างทางเมื่อครู่มีความเป็นธรรมชาติและมีชีวิตชีวามากกว่าภาพพอร์ทเทรตจัดแสงเนี๊ยบๆ ของอาคเนย์แน่ๆ
ทั้งคู่แยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจด้วยความเร็วแสง รินรดากระโจนเข้าใส่กลุ่มเด็กวิ่งเล่นริมน้ำ บันทึกภาพเสียงหัวเราะและหยดน้ำที่กระเซ็นโดดเด่นท่ามกลางแสงแดดสาดส่อง ส่วนอาคเนย์เดินหายเข้าไปในตรอกซอกซอยเงียบสงบ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับไฟล์ภาพในกล้องที่เขาไม่ได้บอกใครเลยว่า... เขาไม่ได้ถ่ายคนแปลกหน้า
เวลาหนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภาพทั้งสองชุดถูกอัปโหลดขึ้นเพจส่วนตัวของแต่ละคนพร้อมๆ กันโดยมีแฮชแท็กทริปเดียวกันเป็นตัวเชื่อมโยง
ยอดไลก์พุ่งกระฉูดราวกับติดจรวด คอมเมนต์หลั่งไหลเข้ามาจนหน้าจอแทบจะค้าง รินรดานั่งลุ้นตัวโก่งอยู่บนม้านั่งหินอ่อน ขณะที่อาคเนย์ยืนกอดอกพิงเสาไฟด้วยท่าทีสบายๆ แต่ดวงตากลับจดจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองไม่วางตา
ตัวเลขบนหน้าจอของรินรดานิ่งอยู่ที่ยอดหลักพันต้นๆ พร้อมคำชมเรื่องความสดใสและพลังงานล้นเหลือ แต่เมื่อเธอหันไปมองหน้าจอของอาคเนย์—
ยอดไลก์พุ่งทะยานไปไกลลิบลิ่วอย่างไร้รอยต่อ และคอมเมนต์ส่วนใหญ่ต่างก็พากันหวีดร้องให้กับความละมุนละไมของภาพ
รินรดากัดริมฝีปากแน่นอย่างเจ็บใจ เธอชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ เพื่อจับผิดภาพเจ้าปัญหา และจังหวะนั้นเองที่ลมหายใจของเธอก็สะดุดกึก
ภาพที่อาคเนย์ถ่าย... ไม่ใช่ภาพคนแปลกหน้า.
แต่มันคือภาพของตัวเธอเอง ในเสี้ยววินาทีที่เธอกำลังเงยหน้าขึ้นหัวเราะร่าเริงให้กับมุกตลกฝืดๆ ของเด็กน้อยคนหนึ่ง แสงแดดยามเย็นตกกระทบลงบนแพขนตาและรอยยิ้มที่จริงใจที่สุด ไร้การปรุงแต่ง ไร้การจัดท่าทาง แต่มันกลับงดงามจนแทบหยุดหายใจ และที่มุมขวาล่างของเฟรมภาพ มีเงาสลัวๆ ของเลนส์กล้องอีกตัวสะท้อนอยู่ในกระจกหน้าร้านค้า—เงาของอาคเนย์ที่กำลังมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนจนเกินกว่าคำว่า 'ช่างภาพคู่กัด' จะนิยามได้
"คุณเนย์..." รินรดาครางชื่อเขาเบาหวิว หันขวับกลับไปหมายจะต่อว่าที่เขาโกงกติกา
แต่อาคเนย์กลับก้าวเข้ามาประชิดตัวในระยะประชิด มือหนายื่นเข้ามาปลดสายคล้องกล้องออกจากคอของเธออย่างนุ่มนวล โดยที่เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขืน ปลายจมูกโด่งคมเฉียบอยู่ห่างจากแก้มใสแค่เพียงคืบเดียว จนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกันเต้นระรัวแข่งกับเสียงฝนที่เริ่มลงเม็ดปรอยๆ
"ผมไม่ได้ถ่ายรูปเพื่อเอาชนะกรณ์หรอกครับ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปาก แววตาดุดันเมื่อครู่วับหาย เหลือเพียงความเว้าวอนที่ทำเอาคนฟังเขארร้อนผ่าวไปทั้งหน้า "แต่ผมถ่าย... เพราะผมแค่อยากให้คุณรู้ว่า สายตาที่มองคุณด้วยความรักจริงๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ มันไม่เคยเป็นของคนอื่นเลย... นอกจากผมคนนี้"
คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การป้องกันตัวทำเอารินรดาสติหลุดกระเจิง เธออ้าปากพะงาบๆ จะเถียงแต่สมองกลับขาวโพลนไปหมด ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกดจากดวงคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความจริงจัง
ระหว่างที่เธอกำลังสมองช็อตและหัวใจเต้นผิดจังหวะจนควบคุมไม่ได้ อาคเนย์ก็ถือวิสาสะใช้มืออีกข้างรวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น ก่อนที่ปลายนิ้วอุ่นจัดจะเชยคางเธอขึ้นช้าๆ พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังลอดไรฟันลงมาเบาๆ
"ทีนี้... ถึงตาคุณต้องทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้วนะครับ ว่าจะยอมให้ผมเป็นคนดูแลคุณ... ไปตลอดทริปนี้"
...และก่อนที่รินรดาจะทันได้เปล่งเสียงปฏิเสธหรือด่าทอกลบเกลื่อนความเขินอาย ริมฝีปากอุ่นร้อนของเขาก็โน้มลงมาประทับปิดกลีบปากของเธออย่างแผ่วเบา รวดเร็ว และแนบแน่น ท่ามกลางเสียงปรบมือแซวของชาวบ้านแถบนั้นที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่—พร้อมกับข้อความแชตในโทรศัพท์มือถือของเธอที่เด้งเตือนขึ้นมาหน้าจอพอดีเป๊ะว่าเป็นข้อความสารภาพความรู้สึกที่เธอยังพิมพ์ค้างไว้แล้วดันเผลอกดส่งออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ!
*(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความปากแข็งของเจ้าพ่อระเบียบกับยัยตัวแสบของเราในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าด้วยความฟินแบบจัดเต็มนะครับ!)*
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว•ตอนที่ 15
สงครามเงียบระหว่างช่างภาพ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!