"ตั๋วเครื่องบินขากลับของคุณ... มันล็อกวันไว้เป๊ะเลยเหรอมินต์ หรือว่าพอจะกดเลื่อนได้แบบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกับค่าธรรมเนียมล่ะริน"
เสียงทุ้มต่ำของอาคเนย์ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องพักสไตล์บูติกโฮเต็ลในเมืองเก่า ปลายพู่กันดิจิทัลในมือของรินรดาสั่นกึกจนเส้นสีน้ำบนแท็บเล็ตเกือบเบี้ยว เธอหันขวับไปมองหน้าคนถามทันทีด้วยสายตาจับผิด
รินรดาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง วางสไตลัสลงบนโต๊ะไม้ก.ลางห้องอย่างระมัดระวัง พลางกอดอกมองชายหนุ่มที่กำลังนั่งไขว่ห้างเช็กกล้องตัวโปรดอยู่บนโซฟา ตัวเขาเองก็เพิ่งพูดเรื่องเที่ยวต่อเมื่อกี้หยกๆ ทั้งที่ตั๋วของเขานั่นแหละตัวดี—ล็อกแน่นหนายิ่งกว่าคุกบาสติล
"ย้อนถามแบบนี้หมายความว่าไงคุณเนย์... อย่าบอกนะว่าคุณยังจัดการเคลียร์งานที่สำนักพิมพ์ไม่เรียบร้อย แล้วจะมาเนียนเลื่อนตั๋วให้ฉันเป็นเพื่อนรอคุณอีกคน บอกไว้ก่อนเลยนะว่าทริปนี้โควตาลาพักร้อนของฉันหมดเกลี้ยงจน HR จะส่งใบเตือนมาแปะหน้าผากอยู่แล้วครับ" รินรดาแกล้งเสียงแข็งกลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
ตั้งแต่คืนก่อนที่ริมหน้าผานั้น คำพูดกระซิบของเขาเรื่อง "รุกจนหนีไม่พ้น" ยังคงดังวนเวียนอยู่ในโสตประสาทเหมือนเทปผีซีดีเถื่อนที่กดรีเพลย์ไม่ได้หยุด อาคเนย์ในเวอร์ชันนี้อันตรายต่อสุขภาพจิตของเธอเกินไป จากช่างภาพหนุ่มมาดเนี๊ยบผู้ยึดมั่นในตารางเวลาทัวร์ทุกวินาที ตอนนี้เขากลับกลายเป็นพวกนอกคอกที่พยายามหาข้ออ้างทุกรูปแบบเพื่อถ่วงเวลาให้ทริปนี้ยืดออกไปอีกหน่อย
"ก็เปล่า... แค่คิดว่าแสงยามเย็นที่จุดชมวิวเมื่อวานเรายังเก็บภาพมุมกว้างไม่สะใจพอ" อาคเนย์เงยหน้าขึ้นจากเลนส์กล้อง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นใสคู่นั้นมองตรงมาที่เธออย่างมีความหมาย รอยยิ้มมุมปากที่จุดขึ้นมาน้อยๆ ทำเอาบรรยากาศในห้องแคบลงถนัดตา "อีกอย่าง... ไหนๆ คุณก็อุตส่าห์บ่นว่าอยากลองชิมร้านกาแฟลับริมคลองที่เปิดใหม่ท้ายเมือง แต่เมื่อวานเราดันหมดเวลาซะก่อน ไม่เสียดายเหรอครับ"
"ไม่เห็นจะน่าเสียดายตรงไหนเลย แค่กาแฟแก้วเดียว เดี๋ยวฉันกลับไปทำกินเองที่กรุงเทพฯ ก็ได้" รินรดาเถียงข้างๆ คูๆ ทั้งที่ในใจรู้ดีว่ารสชาติกาแฟดริปฝีมือบาริสต้าท้องถิ่นร้านนั้นมันหอมละมุนติดลิ้นจนยากจะลืมเลือน และเหตุผลจริงๆ ที่เธอไม่อยากไป ไม่ใช่เพราะกาแฟ... แต่เป็นเพราะคนที่จะพาไปต่างหากที่ทำให้เธอหวั่นไหว
รินรดาหันหนีไปมองหน้าต่างกระจกใสที่สะท้อนภาพท้องฟ้าสีพาสเทลของเมืองยามเย็น เธอกลัว... กลัวว่าความผูกพันตลอดสามสัปดาห์ของการเดินทางจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่แน่นหนาเกินกว่าจะแกะออกเมื่อกลับไปเผชิญหน้ากับความจริงในโลกแห่งความวุ่นวาย การใช้ชีวิตคู่ขนานกันชั่วคราวแบบนักท่องเที่ยว มันง่ายกว่าการตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกันในระยะยาวเป็นไหนๆ
อาคเนย์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวๆ ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานชั่วคราวของเธออย่างเงียบเชียบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นแดดและฝุ่นจางๆ จากการเดินทางลอยเข้าแตะจมูกจนรินรดารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
"ริน..." เสียงเรียกชื่อเธอนุ่มนวลจนน่ากลัว มือใหญ่เอื้อมมาดึงแท็บเล็ตออกจากมือเธออย่างนุ่มนวล แล้ววางลงบนโต๊ะแทนที่ด้วยสมาร์ทโฟนหน้าจอที่เปิดแอปพลิเคชันจองตั๋วเครื่องบินค้างไว้
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยอมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในแววตา "ทำอะไรของคุณเนย์ เอาโทรศัพท์ฉันคืนมานะ ฉันจะกดเช็กอินเที่ยวบินพรุ่งนี้เช้าแล้ว"
"ผมกดเลื่อนตั๋วของผมไปอีกสามวันแล้วนะครับ..." อาคเนย์พูดหน้าตาเฉย ปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์ในมือเธอนิ่งๆ "และผมก็รู้นะว่าคุณแอบเปิดหน้าเว็บสายการบินค้างไว้ตั้งแต่ตีสอง เพราะผมตื่นมาเห็นคุณพลิกตัวไปมาจนนอนไม่หลับ"
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "นี่คุณ... แอบดูฉันเหรอ!"
"ไม่ได้แอบดูครับ... แค่นอนมองคนปากแข็งแถวนี้ถอนหายใจใส่เพดานจนเกือบสว่างต่างหาก" อาคเนย์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบชิดกัน แววตาของเขาจริงจังและลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำมาต้านทาน "ริน... คุณเองก็ไม่อยากกลับใช่ไหมล่ะ ทำไมต้องฝืนใจตัวเองด้วยเหตุผลเรื่องตารางงานหรือความกลัวอะไรไร้สาระพวกนั้นด้วยล่ะครับ"
"มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะเนย์!" รินรดาเถียงเสียงสั่น เผลอยกมือขึ้นดันแผงอกอีกฝ่ายไว้เบาๆ "คุณก็รู้ว่าเราสองคน... ชีวิตข้างหน้ามันยังไง ถ้าเรายิ่งยื้อเวลาออกไป ความผูกพันบ้าๆ นี่มันจะยิ่งตัดไม่ขาดนะคุณ!"
"แล้วใครบอกให้คุณตัดมันล่ะครับ..." อาคเนย์คว้ามือเรียวที่ดันอกเขาอยู่มากุมไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาถึงหัวใจจนรินรดารู้สึกชาไปทั้งร่าง "ถ้ามันตัดไม่ขาด... ทำไมเราไม่ลองใช้เหตุผลอื่นในการอยู่ต่อด้วยกันดูล่ะ"
หัวใจของรินรดากระหน่ำเต้นรัวยิ่งกว่ากลองชุด เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมที่ไม่มีร่องรอยของการล้อเล่นเหลืออยู่เลยสักนิด เขากำลังรอคำตอบ... รอให้เธอยอมจำนนต่อหัวใจตัวเอง
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้นทำลายความเงียบที่กำลังอบอวลไปด้วยกระแสไฟฟ้าจางๆ รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย พยายามดึงมือตัวเองกลับ แต่อาคเนย์กลับกระชับมือเธอไว้แน่นกว่าเดิม
รินรดาก้มลงมองหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมา ชื่อของ "พี่ภา" บก.สาวรุ่นพี่จอมโหดของเธอปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ พร้อมข้อความตัวเบ้อเริ่มที่ส่งตรงมาจากกรุงเทพฯ
*[พี่ภา]: ริน... ตกลงแกจะเลื่อนไฟล์ตกลับไหม หรือจะลาออกไปเป็นไกด์ท้องถิ่นถาวรที่โน่นเลย? มีคนฝากถามหาต้นฉบับบทความพิเศษทริปนี้ใจจะขาดแล้วนะ ยัยตัวแสบ!*
รินรดาชะงักค้าง แววตาไหววูบด้วยความรู้สึกผิดต่อเดดไลน์งานที่กองเป็นภูเขาเลากา แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปากปฏิเสธ อาคเนย์ก็ก้มลงกระซิบเบาๆ ข้างใบหู เสียงทุ้มแหบพร่าจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง
"บอกพี่เขาไปสิครับ... ว่าไกด์จำเป็นคนนี้ ขอลาพักร้อนเพิ่มอีกสักอาทิตย์... เพื่อหัวใจของผมเอง"
ข้อความแชตในหน้าจอเด้งตอบกลับอัตโนมัติจากปลายนิ้วของอาคเนย์ที่เอื้อมไปแตะหน้าจอแทนเธออย่างรวดเร็ว ก่อนที่รินรดาจะทันได้ห้ามปราม—หน้าจอแสดงผลการส่งข้อความหาบก.สาวถูกกดยืนยัน และทริปที่เธอตั้งใจจะจบลงในวันพรุ่งนี้... ก็ถูกยืดเวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเปิดหน้ากระดาษความทรงจำนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว•ตอนที่ 24
ทริปที่ไม่อยากให้จบ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!