"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกแค่ก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังวิ่งหนีความจริงนะครับ คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือรอยยิ้มหยันนิดๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับแรงสะกิดเบาๆ ที่หัวไหล่ ทำให้ร่างบางที่กำลังซอยเท้าก้าวฉับๆ เหมือนหนีผีต้องหยุดชะงัก รินรดาหันขวับกลับมามองหน้าชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงคาร์โก้ลุยป่า อาคเนย์ยืนกอดอกพิงลำต้นสนยักษ์ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ในมือถือกล้องโปรตัวโปรดที่คล้องสายไว้หลวมๆ แววตาสีเข้มใต้กรอบแว่นกันแดดคู่นั้นกำลังพราวระยับด้วยความขบขัน ชัดเจนว่าเขากำลังสนุกกับการเห็นเธอลนลาน
"ใครหนีความจริงคะ... เอ้ย! ใครหนี ใครวิ่งกันคะคุณอาคเนย์ พูดจาให้มันดีๆ นะ" รินรดาเผลอเสียงสูงใส่ แก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเห็นมุมปากของอีกฝ่ายกระตุกยิ้มกว้างขึ้นอย่างรู้ทัน เธอเชิดหน้าขึ้น เลี่ยงการสบตาตรงๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบตัวเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ พื้นที่ตรงหน้าคือจุดชมวิวของหุบเขาหมอกขาวที่ทอดยาวสุดสายตา ลมหนาวพัดโชยปะทะใบหน้าจนเส้นผมสีน้ำตาลเข้มปลิวไสว แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจเธอกลัวมากกว่าลมหนาว ก็คือความจริงที่ว่า... ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ พวกเขาทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องนัดหมายแต่ใจตรงกันอย่างน่ากลัว
จากที่เคยลิ้นกับฟัน กัดกันทุกฝีก้าวตั้งแต่สนามบินจนถึงจุดหมายปลายทาง ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า... แค่เธอยื่นมือไปหยิบเลนส์ผิด อาคเนย์ก็ยื่นเลนส์ที่ถูกต้องมาให้อย่างรู้ใจ ก่อนที่เธอจะทันเอ่ยปากขอเสียอีก มันราบรื่นจนน่าขนลุก และมันอันตรายต่อหัวใจที่พยายามสร้างกำแพงเหล็กไว้หนาเตอะของเธอเหลือเกิน
"ครับ ไม่ได้วิ่ง... แค่เดินหนีผมมาสามกิ로เมตรในเวลาสิบนาที" อาคเนย์ก้าวเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นอายธรรมชาติบนตัวเขาลอยมาแตะจมูก "ยอมรับมาเถอะครับว่าเมื่อกี้ที่คุณหยิบฟิลเตอร์ผิดแล้วหน้าแดงแจ๋ ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว แต่เป็นเพราะคุณเขินผม"
"หลงตัวเองที่สุด!" รินรดาแหวใส่ พร้อมกับยื่นนิ้วชี้หน้าเขาคาดโทษ "ฉันแค่... พักผ่อนน้อย สายตามันเบลอต่างหากเล่า อย่ามามโนค่ะคุณช่างภาพเจ้าระเบียบ"
"อ่า... เรียก 'ค่ะ' อีกแล้วนะครับ" อาคเนย์เลิกคิ้วขึ้นอย่างหยอกเย้า ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ "ติดปากเหรอครับ หรือว่าจริงๆ แล้วแอบคิดอะไรกับผมอยู่รึเปล่า ถึงได้เผลอตัวบ่อยจัง"
รินรดารู้สึกเหมือนเลือดทั้งหมดในร่างกายสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้า เธอร้อนผ่าวไปหมดจนต้องเบือนหน้าหนีไปมองวิวเบื้องล่าง ร้ายกาจที่สุด... ผู้ชายคนนี้อันตรายต่อระบบประสาทของเธอจริงๆ ในยามที่เขาจริงจังกับการทำงาน เขาคือมืออาชีพที่พึ่งพาได้และเท่จนละสายตาไม่ได้ แต่ในยามที่เขาโหมดกวนประสาทแบบนี้ เขากลับกลายเป็นพ่อมดร้ายที่คอยปั่นป่วนหัวใจเธอให้ปั่นป่วนเล่น
"เลิกพูดมากแล้วทำงานต่อเถอะค่ะ... เอ้ย! เถอะครับ!" รินรดารีบแก้คำพูดเสียงดังกลบเกลื่อนความอาย ก่อนจะหมุนตัวเดินดุ่มๆ ไปยังจุดตั้งขาตั้งกล้องที่เธอกำลังแพลนจะถ่ายทำคลิปลงช่องของตัวเอง
อาคเนย์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่อบอุ่นและชวนให้หัวใจกระตุกวูบ เขาเดินตามมาติดๆ ไม่ได้เร่งรัดหรือกวนต่อปล่อยให้เธอดึงจังหวะของตัวเองคืนมา แต่การที่เขายืนอยู่ใกล้ๆ คอยถือรีแฟลกเตอร์ (แผ่นสะท้อนแสง) ปรับมุมแสงให้เข้าที่เข้าทางอย่างไร้รอยต่อ โดยไม่ต้องให้เธอสั่งสักคำนี่สิ... มันคือความใส่ใจที่โคตรจะน่ากลัวเลย
หน้าจอโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อกั๊กของรินรดาสั่นครืดคราด เธอหยิบขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชตสีเขียวที่เด้งขึ้นมารัวๆ จากกลุ่มเพื่อนสนิทในกรุงเทพฯ
*ไอ้ปาล์ม:* "เป็นไงบ้างวะมึง เห็นสตอรี่ของไอ้ช่างภาพคนนั้นแล้ว... แหมมม เคมีมันได้หรือเกรี้ยวกราด เอาดีๆ"
*ยัยมีน:* "แกรรร ฉันแอบส่องไอจีเขา รูปที่เขาสอนแกจับมุมกล้องเมื่อวานคือสายตาฟุ้งมากแม่! ประกาศคบกันวันไหน ส่งซองด้วยนะ"
*รินรดา:* "พวกแกนี่นะ! ว่าว่างนักเหรอ งานการไม่มีทำรึไง ฉันกับตาบ้านั่นเป็นแค่คู่หูเฉพาะกิจเว้ย แค่ร่วมงานกันเฉยๆ!"
รินรดารัวนิ้วพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความเร็วแสง เพื่อปฏิเสธข้อครหาของเพื่อนรักทั้งสอง แต่ยังไม่ทันจะได้กดส่ง นิ้วเรียวก็เผลอไปโดนปุ่มโทรออกเสียงไลน์เข้าอย่างจัง! หน้าจอปรากฏภาพสายโทรออกหา 'อาคเนย์' ที่ยืนอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงสองเมตรทันที!
ฉิบหายแล้ว... รินรดาสบถในใจ ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ รีบกดปุ่มวางสายแทบไม่ทัน แต่ความซวยคือ... เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของอาคเนย์ดังขึ้นตัดความเงียบกลางป่าสนทันทีเช่นกัน!
กริ๊งงงง...
อาคเนย์ชะงักกึก เขากดหยุดบันทึกภาพในกล้อง ช้าๆ ชำเลืองมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองที่โชว์ชื่อสายเรียกเข้าเป็น 'รินรดา (ตัวแสบ)' ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอที่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหิน มือถือยังค้างคาอยู่ที่ท่าทางลนลาน
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนและเสียงนกป่าแว่วมาไกลๆ
อาคเนย์กะพริบตาปริบๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นช้าๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่เป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แฝงความนัยบางอย่างที่ทำเอารินรดาหายใจไม่ทั่วท้อง
"อ้าว..." ชายหนุ่มลากเสียงยาวอย่างอารมณ์ดี ก้าวเท้าเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว ช้าๆ แต่มั่นคง "คิดถึงผมขนาดนั้นเลยเหรอครับคุณริน... ถึงขั้นทนไม่ไหว ต้องกดโทรหาผมเองเลยรึเนี่ย ทั้งๆที่เรายืนอยู่ห่างกันแค่นี้เองนะ"
"เปล่าสักหน่อย! ฉัน... ฉันแค่มือลั่น!" รินรดารีบปฏิเสียงดังลั่น หน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เธอถอยหลังกรูดจนสะโพไปชนกับราวไม้กั้นจุดชมวิว "อย่ามาเข้าข้างตัวเองนะคุณอาคเนย์!"
"ครับๆ มือลั่น..." อาคเนย์พยักหน้ารับอย่างยอมจำนน แต่แววตาพราวระยับนั้นฟ้องชัดเจนว่าไม่เชื่อเธอเลยสักนิด เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอในระยะประชิด ใช้ความสูงที่ได้เปรียบโน้มตัวลงมาเล็กน้อย สายตาคมกริบมองสำรวจใบพักตร์ที่แดงก่ำด้วยความเขินอายอย่างพินิจพิเคราะห์ "แต่มือลั่นของคุณเนี่ย... ทำให้หัวใจคนฟังมันทำงานหนักเกินไปหน่อยแล้วนะครับ"
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน ร่างกายแข็งทื่อ ขยับไปไหนไม่ได้ราวกับถูกสะกดด้วยสายตาคู่นั้น บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะแคบลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่พื้นที่ระหว่างเธอกับเขา
และก่อนที่รินรดาจะทันได้หาคำพูดคมๆ มาเถียงกลับเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรี อาคเนย์ก็ยื่นมือหนามาปัดปอยผมที่ปลิวมาปรกลงบนแก้มให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วที่ปัดผ่านผิวแก้มทำเอาเธอสะท้านเฮือก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"แต่ถ้าจะให้ดี..." เสียงกระซิบแผ่วเบาของชายหนุ่มดังชิดริมหูในจังหวะที่ลมหนาวพัดผ่านพอดี "เปลี่ยนจากมือลั่น... มาเป็น 'ใจตรงกัน' จริงๆ จะดีกว่าไหมครับ?"
รินรดาเบิกตากว้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับจู่โจมครั้งนี้ ขณะที่เธอกำลังอ้าปากจะเอ่ยปฏิเสธ อาคเนย์ก็ถือวิสาสะคว้ามือเรียวของเธอมากุมไว้หลวมๆ แล้วกดชัตเตอร์ถ่ายภาพคู่ภาพแรกของพวกเขาด้วยกล้องในมือเขา... พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์ของเธอที่เด้งขึ้นมาพอดีเป๊ะ
หน้าจอโทรศัพท์โชว์ข้อความจากไอ้ปาล์มเพื่อนสนิทที่พิมพ์ทิ้งท้ายไว้ว่า:
*ไอ้ปาล์ม:* "ถ้ามึงไม่กล้าสารภาพก่อน ระวังจะโดนเขาคาบไปกินนะเว้ยเพื่อน!"
รินรดาชะงักค้าง อาคเนย์เหลือบสายตาไปเห็นข้อความนั้นพอดี รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่จริงจังขึ้นมาทันที ดวงตาสีเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของเธอไว้อย่างชัดเจน
"เพื่อนคุณเตือนสติถูกแล้วนะครับริน..." อาคเนย์กระซิบเสียงนุ่ม ทุ้มลึก และจริงจังจนเธอแทบหยุดหายใจ "เพราะถ้าคุณยังปากแข็งแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ... ผมอาจจะรุกจนคุณหนีผมไม่พ้นจริงๆ แล้วนะ"
ขอบคุณที่เดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวอักษรเหล่านี้เสมอนะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว•ตอนที่ 23
คู่กัดกลายเป็นคู่หู
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!