ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว•ตอนที่ 9

ทางลูกรังกับใจที่สั่นไหว

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"เนย์ อยู่ไหน? พี่มาถึงหน้าล็อบบี้รีสอร์ตแล้วนะ ออกมาหาหน่อย..." เสียงแจ้งเตือนหน้าจอโทรศัพท์ของผมดังขึ้น พร้อมกับข้อความแชตจาก 'พี่กรณ์' ช่างภาพหนุ่มรุ่นพี่ผู้ร่วมทริป ที่ดันโผล่มาถูกจังหวะเวลาเสียเหลือเกิน ชนิดที่เรียกว่าถ้ามาช้ากว่านี้อีกสักสนาทีเดียว ผมอาจจะกำลังกลั้นใจตายอยู่กลางป่าดิบชื้นแถบนี้ไปแล้วก็ได้ แต่ปัญหาใหญ่ในตอนนี้... ไม่ใช่การที่พี่กรณ์ขับรถตามมาสมทบหรอกครับ ปัญหาคือ 'รถกระบะคู่ใจ' ของรินรดา มันดันพ่นควันขาวโขมงแล้วนอนแน่นิ่งสนิทอยู่บนทางลูกรังกลางป่าลึก ห่างจากจุดนัดพบเกือบสิบกิโลเมตร สัญญาณโทรศัพท์ที่นี่ก็กระพริบติดๆ ดับๆ ราวกับจะเล่นตลกกับชีวิตผม ส่วนรินรดาน่ะเหรอครับ... ตอนนี้กำลังยืนกอดอกหน้าตาบึ้งตึงอยู่ข้างล้อรถ พร้อมกับถอนหายใจใส่ผมรอบที่ยี่สิบของวันแล้วมั้ง "นายบอกว่าเช็ครถมาดีแล้วไง อาคเนย์!" รินรดาแหวใส่ทันทีที่ผมก้าวลงจากฝั่งคนขับ น้ำเสียงของเธอนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดผสมความเหนื่อยล้า เธอปัดผมหน้าที่ชื้นเหงื่อออกจากกรอบหน้าอย่างลวกๆ ชุดเสื้อผ้าลุยๆ ของเธอมอมแมมไปด้วยฝุ่นแดงจากทางลูกรัง แต่เชื่อไหมครับ... ในสายตาของช่างภาพอย่างผม รินรดาในเวอร์ชันหัวเสียแบบนี้ กลับมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ผมละสายตาไม่ได้เลยสักนิด "ผมเช็คตามระบบวิศวกรรมแล้วน่าริน ใครจะไปรู้ว่าไดชาร์จมันจะมาพังเอาดื้อๆ บนทางกันดารแบบนี้ล่ะครับ" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาทตามสไตล์ เพื่อกลบเกลื่อนความกังวลในใจ "วิศวกรรมอะไรของนาย รถมันพังเพราะความซวยต่างหากเล่า แล้วดูสı... สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี พี่กรณ์ก็คงติดต่อไม่ได้ ป่านนี้คงยืนรอจนรากงอกที่รีสอร์ตแล้วมั้งเนี่ย" เธอทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนก้อนหินข้างทาง ยกมือขึ้นกุมขมับอย่างคนจนปัญญา ผมมองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ เดินเข้าไปใกล้ ชLกร่างสูงโปร่งย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเธอ "ไม่ต้องห่วงหรอกน่า... อย่างน้อยเราก็มีเต็นท์หลังเดียวในกระบะท้าย" ผมแกล้งหยอก หวังจะลดความตึงเครียด รินรดาเงยหน้าขึ้นขว้างค้อนวงใหญ่ใส่ผมทันที "ใช่! เต็นท์หลังเดียวที่มีพื้นที่นอนเบียดกันได้แค่คนครึ่ง แล้วเราต้องนอนกลางป่าค้างคืนด้วยกันสองคนเนี่ยนะ นายคิดว่ามันตลกเหรออาคเนย์!" "ก็ไม่ได้ตลกครับ... แต่ถ้าถามผมว่าตื่นเต้นไหม ก็นิดหน่อยนะครับ" ผมยิ้มมุมปาก ส่งสายตาเจ้าเล่ห์ไปให้เธอทีหนึ่ง ผลลัพธ์คือฝ่ามือเรียวฟาดเข้าที่แขนผมเต็มแรงจนต้องร้องโอ๊ยออกมาจริงๆ ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง ความมืดของผืนป่าเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่แสงอาทิตย์อย่างรวดเร็ว อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนสัมผัสได้ถึงความหนบหนาว ความเงียบสงบของธรรมชาติในยามวิกาลรอบตัวช่างแตกต่างจากความวุ่นวายในหัวผมเสียจริง เราช่วยกันกางเต็นท์อย่างเงียบๆ ท่ามกลางแสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือ บรรยากาศรอบข้างมีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมและเสียงลมพัดยอดไม้ไหว "เสร็จแล้ว..." ผมพึมพำเบาๆ เมื่อรูดซิปเต็นท์ปิดสนิท พื้นที่ภายในเต็นท์ค่อนข้างจำกัดอย่างที่รินรดาว่าไว้จริงๆ มันแคบเสียจนเมื่อเราสองคนเข้าไปนั่งข้างใน ไหล่ของเราก็เบียดชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน รินรดานั่งกอดเข่าอยู่มุมหนึ่ง ใบหน้าสวยหวานฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด ความซ่า ความลุย ที่เธอแสดงออกมาก่อนหน้านี้ดูจะลดลงไปครึ่งต่อครึ่งเมื่อต้องมาเผชิญความเงื้อมมือของความมืดในป่าลึก "หนาวเหรอครับ?" ผมถามขึ้น ทำลายความเงียบที่เริ่มอึดอัด รินรดาหันมามองหน้าผมเล็กน้อย แสงไฟจากหลอด LED ดวงเล็กที่แขวนไว้กลางเต็นท์สะท้อนเข้ากับดวงตากลมโตของเธอ "อื้ม... หนาวิดหน่อย นายมีเสื้อกันหนาวอีกตัวไหมล่ะ" ผมไม่ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะถอดเสื้อแจ็กเก็ตกันหนาวผ้าฟลีซตัวหนาของตัวเองออก แล้วคลุมลงบนไหล่บางของเธอเบาๆ ปลายนิ้วของผมเผลอสัมผัสโดนผิวเนียนที่ต้นแขนของเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ รินรดาสดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผม หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อระยะห่างระหว่างใบหน้าของเรามันใกล้กันเสียเหลือเกิน "ขอบใจนะ..." เสียงเธอกระซิบแผ่วเบา แทบจะกลืนหายไปกับเสียงลม "ถ้ากลัว... จะซบไหล่ผมก็ได้นะครับ ผมอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเลย" ผมแกล้งกระเซ้าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น แก้มเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด แม้ในยามแสงน้อยแบบนี้ เธอกลอกตาหนีไปทางอื่นทันที "ใครจะไปอยากซบไหล่นายกันเล่า นายมันเจ้าเล่ห์..." เธอบ่นพึมพำ แต่ทว่า... ร่างกายกลับขยับเข้ามาใกล้ผมโดยอัตโนมัติ ศีรษะทุยๆ เอนลงมาซบเบาๆ ที่ลาดไหล่ของผมอย่างไม่รู้ตัว ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดผ่านเนื้อผ้าเข้ามา ทำให้ผมรับรู้ได้ถึงความสั่นไหวในหัวใจของเธอ... และของตัวผมเองด้วย ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนบนทางลูกรังที่ห่างไกลผู้คน มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นโครมครามแข่งกับเสียงจิ้งหรีดด้านนอก ผมเหลือบมองเสี้ยวหน้าของคนที่กำลังหลับตาพริ้มซบอยู่บนไหล่ ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามเก็บซ้ำซ้อนไว้ใต้มาดกวนประสาท เริ่มเอ่อล้นทะลักออกมาจนยากจะควบคุม... มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกสนุกของการเดินทาง แต่มันคือความกลัว... กลัวว่าถ้าการเดินทางครั้งนี้จบลง ความสัมพันธ์ของเราจะถูกพับเก็บไว้แค่สถานะ 'คู่กัด' ผมยกมือขึ้นอย่างช้าๆ ชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ โอบไหล่บางของเธอให้เข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้น เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น และเพื่อซ่อนความสั่นไหวในแววตาของตัวเองจากสายตาเธอ รินรดารู้สึกตัว เธอลืมตาขึ้นช้าๆ และเงยหน้าขึ้นมองผมในระยะประชิด ริมฝีปากของเราห่างกันเพียงไม่กี่คืบ... แววตาสั่นระริกของเธอไม่มีความโกรธเคือง หรือท่าทีพยศเหมือนอย่างเคย มีเพียงคำถามนับร้อยที่สะท้อนอยู่ในนั้น "เนย์..." เธอเอ่ยชื่อผมด้วยเสียงที่เบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ และในวินาทีนั้นเอง... ก่อนที่สติสัมปชัญญะของผมจะทันได้ห้ามปรามหัวใจตัวเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างตัวก็สว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับข้อความจากพี่กรณ์ที่เด้งขึ้นมาขัดจังหวะความเงียบ... *“เนย์! แกอยู่ไหนวะ กูเจอรถแกจอดเสียอยู่ตรงทางแยก ทำไมไม่ออนแอนด์โทรหา... เอ๊ะ หรือว่าแกอยู่กับยัยริน?”* หัวใจของผมกระตุกวูบ ทว่าสายตาของผมกลับไม่ได้สนใจข้อความนั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะภาพตรงหน้า... คือดวงตาคู่สวยของรินรดาที่กำลังมองตรงมาที่ผม พร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงจนผมกลัวว่าเธอจะได้ยินมัน "ปล่อยให้พี่กรณ์ตามหาไปก่อนเถอะครับ..." ผมกระซิบเสียงพร่า ปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆ ที่ข้างแก้มเนียนของเธออย่างลืมตัว "ตอนนี้... สนใจแค่คนตรงหน้าก่อนดีกว่านะครับ รินรดา" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจสั่นไปพร้อมกับพวกเขานะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%