"คุณจะเก็บความลับเก่งไปถึงไหนครับคุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำของอาคเนย์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของระเบียงไม้เก่า ที่ซึ่งแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟดวงเล็กสะท้อนกับละอองหมอกยามค่ำคืนบนดอยสูง กลิ่นอายความชื้นของดินและสนภูเขาผสมผสานกับความเย็นยะเยือกที่แทรกผ่านเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนา แต่สิ่งที่หนาแน่นยิ่งกว่าอากาศรอบตัวในวินาทีนี้ กลับเป็นแรงกดดันจากสายตาของช่างภาพหนุ่มเจ้าระเบียบ ที่กำลังมองตรงมายังบล็อกเกอร์สาวสายลุยอย่างผมเผ้ากระ세มและแววตาที่ไหววูบไปชั่วขณะ
รินรดาชะงักมือที่กำลังถือกระป๋องเบียร์เย็นเฉียบ เธอหันขวับมามองหน้าเขา ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูด ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะในลำคอเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า
"เก็บความลับอะไรของคุณเนย์ ฉันไม่ใช่สายลับ 007 นะคะที่จะได้มีภารกิจลับระดับชาติ ฉันก็แค่นักเดินทางธรรมดาคนหนึ่งที่อยากเดินไปตามทางของตัวเอง... ผิดตรงไหนล่ะ"
"ผิดตรงที่ทางที่คุณเลือกเดินมันมักจะพาตัวเองไปเจ็บตัวฟรีๆ ทุกทีน่ะสิครับ" อาคเนย์ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างเราในตอนนี้แคบลงจนเกือบจะได้ยินเสียงลมหายใจที่สะดุดของคนตรงหน้า "คุณเก่ง ปากดี เอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์ แต่เวลาที่คุณแบกความรู้สึกแย่ๆ ไว้คนเดียว... คุณเคยคิดจะแชร์ให้ใครฟังบ้างไหมครับ หรือคิดว่าการเก็บทุกอย่างไว้ข้างในแล้วทำเป็นยิ้มร่าเริง มันคือเกราะป้องกันตัวที่เท่ที่สุดแล้ว?"
คำพูดนั้นราวกับมีค้อนเหล็กมาทุบลงกลางใจ รินรดานิ่งงิ่งไป ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววดื้อรั้นและกวนประสาทมาตลอดเจ็ดวันที่เดินทางร่วมกัน ค่อยๆ สั่นไหว ป้อมปราการที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความรู้สึก กลัวการผูกมัด และกลัวการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถูกสายตาจริงจังคู่นั้นพังทลายลงทีละน้อย
"คุณรู้อะไรเกี่ยวกับฉันล่ะเนย์..." เสียงของรินรดาเบาหวิว ราวกับหลุดมาจากห้วงความคิดที่ลึกที่สุด "เราเพิ่งรู้จักกันได้แค่อาทิตย์เดียวเองนะ คุณมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินว่าฉันกำลังแบกอะไรไว้"
"ผมไม่มีสิทธิ์ครับ... ผมยอมรับ" อาคเนย์ถอนหายใจยาว แววตาที่เคยนิ่งสนิทกลับฉายความเจ็บปวดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ "แต่ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ตั้งแต่หลงทางด้วยกันที่ป่าห้วงน้ำซับ รถเสียกลางทางหลวง จนถึงค่ำคืนนี้... ผมเฝ้ามองคุณตลอดเวลา ริน"
ประโยคหลังถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น แต่กลับทรงพลังจนทำให้บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่ง
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเจ้ากรรมเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก เธอพยายามจะสวนกลับด้วยมุกกวนๆ ตามสไตล์คู่กัดที่เคยทำเป็นประจำ เพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้ แต่ริมฝีปากกลับหนักอึ้ง เปล่งเสียงไม่ออกสักแช่เดียว
"ผมเป็นคนชอบวางแผนครับ ริน" อาคเนย์เริ่มต้นพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ช้าและชัดเจนขึ้น เขายกมือขึ้นเสยผมที่ปรกลงมาบังหน้าผากเล็กน้อย ก่อนจะมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "ทุกอย่างในชีวิตผมต้องมีเป้าหมาย มีกำหนดเวลา และไม่มีความผิดพลาด... แต่เชื่อไหมครับว่า ตั้งแต่มีคุณเข้ามาปั่นป่วนในทริปนี้ แผนการทั้งหมดของผมพังไม่เป็นท่าเลยสักอย่าง"
"ถ้าการเดินทางกับฉันมันทำให้คุณปวดหัวนัก... คุณจะทิ้งฉันไว้ที่รีสอร์ตแล้วขับรถกลับกรุงเทพฯ คนเดียวตั้งแต่เมื่อวานก็ได้นี่คะ ไม่มีใครบังคับให้คุณต้องมาทนฟังฉันบ่นหรอกนะ" รินรดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามดึงความแข็งกระด้างกลับมาคุ้มกันตัวเอง
"นั่นแหละครับคือปัญหา" อาคเนย์ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนเธอต้องถอยหลังไปชนกับราวระเบียงไม้ "ผมพยายามจะทิ้งคุณ... พยายามบอกตัวเองว่าเราเป็นแค่เพื่อนร่วมทริปที่บังคับให้ต้องมาทำงานร่วมกัน แต่พอเห็นรอยยิ้มของคุณตอนที่กินข้าวต้มมัดข้างทาง หรือเวลาที่คุณทำหน้ามุ่ยเวลาเถียงแพ้ผม... คุณรู้ไหมว่ามันทำให้ผมไม่อยากไปไหนเลย"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงหริ่งหรีดเรไรยามค่ำคืนและลมหนาวที่พัดโชย ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวกำลังเบาบางลง เธอไม่เคยเห็นอาคเนย์ในโหมดนี้เลย ชายหนุ่มเจ้าระเบียบ จอมบงการ และชอบถกเถียงกับเธอในทุกเรื่อง คนที่เธอมองว่าเป็น "คู่กัด" มาตลอด กำลังยืนมองเธอด้วยสายตาที่เปิดเปลือยความรู้สึกข้างในออกมาจนหมดเปลือก
"เนย์..." รินรดาเอמהชื่อเขาแผ่วเบา มือเล็กที่กำกระป๋องเบียร์สั่นเทาเล็กน้อย
"ผมไม่ได้อยากเป็นแค่นักท่องเที่ยวที่ผ่านมาแล้วผ่านไปในชีวิตคุณนะครับ ริน" อาคเนย์พูดต่อ น้ำเสียงจริงจังจนไม่มีเค้าลางของความหยอกล้อหลงเหลืออยู่เลย "ผมรู้ว่าคุณกลัว... กลัวการเริ่มต้นใหม่ กลัวการผูกมัดกับใคร เพราะอดีตมันทำให้คุณเจ็บมามาก แต่ถ้าคุณยอมเปิดใจสักนิด... ให้แผนที่หัวใจของคุณมีผมร่วมเดินทางด้วย มันจะแย่มากเลยเหรอครับ"
หัวใจของรินรดาเต้นผิดจังหวะ เธอมองสำรวจใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความจริงใจ กำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นโลกภายนอก ค่อยๆ ร้าวรานและแตกสลายลงทีละชิ้น ความกลัวที่จะสูญเสียอิสรภาพถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นแปลกประหลาดที่ไหลซึมเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจ
เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบบางอย่างออกมา คำตอบที่จะเปลี่ยนสถานะของเราสองคนไปตลอดกาล...
แต่ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะล้นทะลักด้วยความหวานซึ้ง เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตของอาคเนย์ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบอย่างไม่รู้กาลเทศะ
*ติ๊ง!*
อาคเนย์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิด เขายกมือขึ้นหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเพื่อจะปิดเสียง แต่สายตาบังเอิญเหลือบไปเห็นชื่อผู้ส่งบนหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด
หน้าของช่างภาพหนุ่มถอดสีลงในพริบตา รอยยิ้มและแววตาอบอุ่นเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกและอาการตัวแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด
รินรดาสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นทันที เธอมองหน้าเขาด้วยความสงสัย "ใครส่งข้อความมาเหรอครับดึกดื่นแบบนี้... หน้าตาคุณดูแปลกๆ นะ"
อาคเนย์ไม่ตอบ เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตกใจ กังวล และอึกอัด ก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะกดเปิดอ่านข้อความนั้น แล้วชะงักค้างไปราวกับถูกสาบให้เป็นหิน
บนหน้าจอโทรศัพท์ ปรากฏข้อความสั้นๆ จากบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดในเวลานี้—
*"เนย์ อยู่ไหน? พี่มาถึงหน้าล็อบบี้รีสอร์ตแล้วนะ ออกมาหาหน่อย..."*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว•ตอนที่ 8
ค่ำคืนที่ดาวสวยกว่าที่คิด
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!