ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว•ตอนที่ 3

รถตู้คันเก่ากับเงาของความอึดอัด

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"คุณจะเอาช้างยัดใส่ช่องเก็บของเหนือหัวหรือไงรินรดา! นั่นกระเป๋าเดินทางหรือบ้านเคลื่อนที่ ทำไมมันถึงพองคับตู้ขนาดนี้!" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดระดับสิบดังขึ้นทันทีที่ผมก้าวขึ้นมาบนรถตู้ทึบสีขาวคันเก่า สภาพภายในอบอ้าวราวกับเตาอบขนาดย่อม กลิ่นเบาะหนังเก่าๆ ผสมกับกลิ่นกาแฟดำจางๆ ลอยอบอวลอยู่รอบตัว แต่อาคเนย์ในเวลานี้ไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบตัวเลยสักนิด นิ้วเรียวยาวของช่างภาพหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบกำลังชี้ไปยังเป้สะพายหลังใบโตของผม ซึ่งพยายามยัดเข้าไปในช่องเก็บสัมภาระเหนือเบาะแต่มันดันติดสลักเพราะความอ้วนของตัวกระเป๋า ผมสะบัดผมลอนยาวที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยไปด้านหลัง ก่อนจะหันไปแยกเขี้ยวใส่ผู้ชายใส่เสื้อเชิ้ตลินินพับแขนเรียบร้อย ที่นั่งกอดอกทำหน้ายักษ์รออยู่เบาะแถวสอง "ก็คนมันต้องเตรียมของเผื่อกรณีฉุกเฉินนี่คะ... เอ้ย! นี่นาย ใครอนุญาตให้มาบ่นฉันยะ!" ผมเกือบหลุดปากพูดคำลงท้ายตามความคุ้นชิน แต่รีบดึงสติตัวเองกลับมาแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาจับผิดของตาช่างภาพจอมเนียบคนนี้ "อีกอย่าง กระเป๋าฉันจะใหญ่หรือเล็กมันก็เรื่องของฉันไหม อาคเนย์ นายมีหน้าที่ขับรถและนำทาง ไม่ใช่มาตรวจสัมภาระชาวบ้าน!" อาคเนย์ถอนหายใจยาวเหยียด เสียงลมหายใจของเขาดังจนผมหมั่นไส้ เขาขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ปรายตามองเป้ใบโตของผมด้วยสายตาเวทนาแกมดูแคลน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่กวนประสาทที่สุดในสามโลก "ถ้าทริปนี้ล่มเพราะกระเป๋าคุณหนักเกินจนช่วงล่างรถตู้พัง ผมจะหักค่าแรงคุณ... อ้อ ลืมไป คุณเป็นบล็อกเกอร์รับจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้างผม แต่ไม่ว่าสถานะไหน น้ำหนักส่วนเกินของคุณก็กำลังสร้างภาระให้โลกใบนี้อยู่นะครับคุณรินรดา" "กรี๊ด! ปากคอเราะร้ายแบบนี้ชาติก่อนไปกินพริกมาทั้งสวนหรือไงยะ!" ผมแหวใส่แล้วทิ้งตัวลงกระแทกเบาะนั่งข้างๆ เขาอย่างแรงจนตัวโยก "บอกไว้ก่อนนะทริปเชียงราย-แม่ฮ่องสอน 35 วันนี้ ฉันเป็นคนกำหนดเส้นทางตามสัญชาตญาณ นายมีหน้าที่แค่เหยียบคันเร่งกับห้ามทำหน้าบูดเป็นตูดลิงใส่ฉันก็พอ!" อาคเนย์ไม่ตอบ เขาเพียงแค่แค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วเอื้อมมือไปบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ดีเซลคันเก่าส่งเสียงคำรามกחึกกักสั่นสะเทือนไปทั้งคัน กลิ่นไอเสียจางๆ ลอยเข้ามาปะทะจมูกท่ามกลางอากาศร้อนระอุของกรุงเทพฯ ในยามสาย ความอึดอัดในห้องโดยสารแคบๆ นี้ไม่ได้มาจากอุณหภูมิภายนอก แต่มันมาจากระยะห่างระหว่างเราสองคนที่มีไม่ถึงคืบต่างหาก รถตู้เคลื่อนตัวออกจากลานจอดอย่างไร้ความนุ่มนวล อาคเนย์จับพวงมาลัยด้วยมือข้างเดียวอย่างคล่องแคล่ว สายตาคมกริบมองกระจกมองหลังสลับกับถนนเบื้องหน้า บรรยากาศเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ จากวิทยุเก่าๆ ที่ช่วยกลบความอึดอัด แต่ผมรู้ว่าคนข้างๆ กำลังอัดอั้นตันใจอะไรบางอย่าง "แผนที่คุณนี่มันสุดยอดจริงๆ ริน" อยู่ๆ อาคเนย์ก็เปิดปากขึ้นมาทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาติดประชดประชันนิดๆ "ออกจากกรุงเทพฯ ตอนสิบโมงเช้า วันแรกจะไปให้ถึงดอยอินทนนท์โดยไม่แวะไหนเลยเนี่ยนะ คุณคิดว่าเราขับยานอพอลโลเหรอครับ" ผมหันขวับไปค้อนใส่ "อ้าว ก็ฉันอยากไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่กิ่วแม่ปานทันนี่นา อีกอย่าง การเดินทางตามสัญชาตญาณมันต้องมีความท้าทายสิ นายเคยชินกับการวางแผนล่วงหน้าเป็นปีจนหัวใจมันด้านชาไปหมดแล้วหรือไง ถึงไม่กล้าเสี่ยงกับความไม่แน่นอนบ้างเลย" อาคเนย์หันมามองผมแวบหนึ่ง ดวงตาสีนิลคู่นั้นสะท้อนภาพผมที่กำลังทำหน้าบูดบึ้ง มุมปากของเขาหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดูหมั่นไส้ที่สุด "ความท้าทายกับความโง่เขลามันมีเส้นบางๆ กั้นอยู่นะรินรดา และคุณกำลังเดินเหยียบเส้นนั้นอย่างมีความสุขซะด้วย" "นี่นาย!" ผมยื่นมือไปหมายจะหยิกแขนเขาข้อหาปากเสีย แต่อาคเนย์ไวราวกับลิง เขาเอี้ยวตัวหลบพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เราขึ้นรถคันนี้ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นทำให้หัวใจผมกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นแดดอ่อนๆ จากตัวเขาโชยมาแตะจมูกทุกครั้งที่เขาขยับตัว ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้เวลาไม่ทำหน้ายักษ์ก็น่ามองชะมัด เราเถียงกันเรื่องเพลง เรื่องจุดแวะพัก และเรื่องปริมาณน้ำดื่มในรถไปตลอดทางหลวงสายเหนือ วิวสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นทุ่งนาและภูเขาเขียวขจี อากาศในรถเย็นลงเมื่ออาคเนย์เปิดแอร์แรงขึ้นโดยไม่ยอมปริปากบ่นสักคำ แม้ว่าปากเขาจะแซะผมตลอดทางเรื่องการจัดกระเป๋า แต่ผมก็สังเกตเห็นว่าเขาคอยปรับช่องแอร์ไม่ให้มันเป่าใส่หน้าผมโดยตรง และยังหยิบลูกอมรสมะนาวส่งให้ผมตอนที่เห็นผมนั่งเงียบไปนาน แสงแดดยามบ่ายเริ่มสาดส่องกระทบกระจจรถเป็นประกายระยิบระยับ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้เปลือกตาของผมเริ่มหนักอึ้ง หัวผมเริ่มสัปหงกไปโขกกับกระจกหน้าต่างเบาๆ อยู่หลายครั้ง อาคเนย์เหลือบมองผมที่กำลังต่อสู้กับความง่วงด้วยความเอ็นดูที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย "ถ้าเหนื่อยก็พิงมาทางนี้สีย, รถมันสั่น เดี๋ยวหัวคุณได้โนก่อนถึงเชียงรายพอดี" เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ ผมทำเป็นหูทวนลม ทั้งที่แก้มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ "ใครเหนี่ยว... เอ้ย เหนื่อยกันยะ ฉันแค่นั่งคิดงานอยู่ต่างหาก!" อาคเนย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่ผมจะทันตั้งตัว มือหนาข้างหนึ่งก็เอื้อมมาจับไหล่ผมเบรกเบาๆ แล้วดันหัวผมให้เอียงไปพิงกับลาดไหล่กว้างของเขาอย่างถือวิสาสะ "อย่าดื้อน่าริน... ไหล่ช่างภาพราคาแพงคนนี้ให้คุณยืมพิงได้แค่วันนี้วันเดียวนะครับ" กลิ่นกายสะอาดๆ ของเขาโอบล้อมผมไว้ ท่ามกลางการเดินทางที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวันแรก หัวใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นผิดจังหวะจนกลกลัวว่าคนข้างๆ จะได้ยินเสียงมัน รถตู้คันเก่าแล่นผ่านป้ายบอกทางเข้าสู่จังหวัดตาก ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู อาคเนย์ยังคงขับรถต่อไปอย่างนุ่มนวลโดยมีหัวของผมพิงอยู่บนไหล่เขา ความอึดอัดในตอนแรกมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นแปลกๆ ที่แผ่ซ่านอยู่ในอก แต่แล้ว จู่ๆ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของอาคเนย์ก็แผดเสียงริงโทนทำลายบรรยากาศเงียบสงบ เขามือหนึ่งยังจับพวงมาลัย ส่วนอีกมือควAควานหาโทรศัพท์ขึ้นมาหน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้าที่ทำให้สีหน้าของอาคเนย์เปลี่ยนไปทันที รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของเขาหายวับไปกับตา เหลือเพียงความตึงเครียดที่กลับมาเกาะกุมอีกครั้ง อาคเนย์มองหน้าจอโทรศัพท์อยู่นานสองนาน ปลายนิ้วลังเลที่จะกดรับสาย ก่อนที่เขาจะหันมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและ... ความลับบางอย่างที่เขาไม่เคยบอกใคร "ริน..." เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด "คือว่า... แผนที่เราคุยกันเมื่อเช้า อาจจะต้องเปลี่ยนกะทันหันแล้วล่ะครับ" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและโบ๊ะบ๊ะไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%