เสียงช้อนสเตนเลสกระทบกับถ้วยเซรามิกในร้านกาแฟเล็กๆ ริมถนนสายรองของเมืองเชียงใหม่ดังขึ้นเป็นจังหวะเดียวดาย มันเป็นเสียงที่แห้งแล้งและน่าหงุดหงิดเสียจนผมต้องวางช้อนลงบนจานรอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่า
เก้าอี้ตัวนั้น... ปกติแล้วจะมีร่างโปร่งบางของใครบางคนนั่งอยู่ พร้อมกับเสียงบ่นกระปอดกระแปดว่ากาแฟร้านนี้รสชาติเหมือนน้ำล้างจาน หรือไม่ก็เสียงเคเคาะนิ้วบนโต๊ะอย่างเร่งรีบเพราะผมสั่งอาหารช้าเกินไป
แต่วันนี้... ไม่มีเสียงนั้น
"รับอะไรเพิ่มดีไหมครับพี่เนย์ หน้าตาดูเครียดๆ นะครับ" น้องพนักงานเสิร์ฟเดินเข้ามาถามด้วยความคุ้นเคย พร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร
"ไม่ล่ะครับ ขอบคุณมาก... อ้อ เก็บเงินเลยดีกว่าครับ" ผมตอบสั้นๆ ควAกกระเป๋าตังค์ออกมาวางธนบัตรไว้บนโต๊ะโดยไม่รอเงินทอน
การเดินทางตลอดสิบเก้าตอนที่ผ่านมา ผมคิดมาตลอดว่าการได้เดินทางคนเดียวคือความสุขสูงสุดของช่างภาพสารคดีอย่างผม การได้ควบคุมทุกเฟรมภาพ การได้จัดตารางเวลาทุกนาทีตามใจชอบโดยไม่ต้องมีใครมาคอยท้วงติงว่า *'เนย์ เร็วหน่อย แดดจะหมดแล้วนะ'* หรือ *'หยุดถ่ายก้อนหินก้อนนี้เถอะ มันไม่มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด'* มันควรจะเป็นอิสรภาพที่สมบูรณ์แบบ
แต่ทำไม... พอไม่มีรินรดานั่งอยู่ข้างๆ ในตอนนี้ โลกทั้งใบมันถึงได้กว้างใหญ่และเคว้งคว้างจนน่าใจหายขนาดนี้ล่ะครับ
ผมเดินทอดน่องอย่างไร้จุดหมายไปตามฟุตปาธ สายตาก็กดมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นรอบที่ร้อยของวัน หน้าจอแชตระหว่างผมกับรินยังคงค้างอยู่ที่ข้อความสุดท้ายเมื่อคืนนี้
*[รินรดา]*: ถึงเชียงใหม่แล้วนะ หิวชะมัด ไว้เจอกันที่งานนิทรรศการรูปภาพนะ นายห้ามมาสายเด็ดขาด!
*[อาคเนย์]*: ครับ รู้แล้วน่า ไม่เคยสายหรอก ยัยตัวแสบ
นั่นคือข้อความสุดท้าย... หลังจากนั้น เราต่างคนต่างแยกย้ายไปเคลียร์งานของตัวเองก่อนจะถึงวันเปิดแกลเลอรีภาพถ่ายสารคดีชุด "ทางแยกของคนแปลกหน้า" ที่เราสองคนร่วมกันทำมันขึ้นมาตลอดหลายเดือน
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไอความเย็นยามบ่ายของเมืองเหนือไม่ได้ช่วยให้สมองที่ร้อนรุ่มของผมเย็นลงเลยสักนิด ตรงกันข้าม... มันกลับทำให้ผมตระหนักถึงความจริงบางอย่างที่พยายามหลบเลี่ยงมาตลอด
รินรดาไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทริป ไม่ใช่แค่คู่กัดที่คอยจิกกัดกันไปวันๆ และไม่ใช่แค่บล็อกเกอร์สาวจอมยุ่งที่เข้ามาปั่นป่วนชีวิตอันเป็นระเบียบเรียบร้อยของผม
เธอเป็นเหมือนจังหวะการเต้นของหัวใจ เป็นความวุ่นวายที่ผมขาดไม่ได้ และเป็นรอยยิ้มเดียวที่ทำให้เลนส์กล้องของผมมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ
ผมเดินกลับมาที่ห้องพักโรงแรม ยืนมองกระเป๋าเป้สองใบที่วางคู่กันอยู่มุมห้อง ใบหนึ่งของผมที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เสื้อผ้าพับเรียงตามสีและประเภท ส่วนอีกใบ... เป็นเป้สะพายหลังเซอร์ๆ ของรินที่ลืมทิ้งไว้บนโซฟาเพราะเธอรีบวิ่งออกไปธุระด่วนเมื่อวานนี้
ผมเดินเข้าไปใกล้ ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดซิปเป้ใบนั้นอย่างถือวิสาสะ
ข้างในไม่ได้มีระเบียบอะไรเลย มีแต่สายชาร์จพันกันยุ่งเหยิง สมุดบันทึกเล่มหนาที่มุมกระดาษยับยู่ยี่ ขนมขบเคี้ยวรสแปลกๆ ที่เธอชอบซื้อตามร้านสะดวกซื้อ และ... กล้องฟิล์มคอมแพ็ครุ่นเก่าตัวโปรดของเธอ
ผมหยิบกล้องตัวนั้นขึ้นมาพลิกดูด้วยความคุ้นเคย นิ้วโป้งปัดก้านขึ้นฟิล์มตามสัญชาตญาณช่างภาพ ก่อนจะสะดุดตากับสติกเกอร์ลายการ์ตูนกวนๆ ที่เธอแปะทับไว้ตรงฐานกล้อง รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของผมโดยไม่รู้ตัว
*คิดถึง...*
คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างดื้อดึง มันไม่ใช่ความรู้สึกโรแมนติกแบบเพ้อฝันในนิยายน้ำเน่า แต่มันคือความรู้สึกเวิ้งว้างเหมือนคนเดินหลงทางอยู่ในป่าใหญ่แล้วหาเข็มทิศไม่เจอ รินรดาทำให้ผมรู้ว่า การมีความสุขกับการอยู่คนเดียว มันเทียบไม่ได้เลยกับการมีใครสักคนมานั่งบ่นอยู่ข้างๆ ตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง นิ้วเรียวกดเข้าไปที่แอปพลิเคชันแชตสีเขียว เลื่อนหาชื่อที่คุ้นเคย หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อหน้าจอแสดงช่องสนทนากับเธอ
ผมพิมพ์ข้อความลงไปอย่างรวดเร็วด้วยความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาตลอดทั้งวัน
*[อาคเนย์]*: ริน... ตอนนี้อยู่ที่ไหน ผม... คิดถึงคุณว่ะ ถ้างานนี้จบลง เราลองเดินทางไปด้วยกันแบบไม่มีแผน... ตลอดไปเลยดีไหมครับ
ผมมองข้อความที่เพิ่งพิมพ์เสร็จด้วยความตกใจตัวเอง นี่ผมเพิ่งสารภาพความในใจออกไปเหรอเนี่ย? บ้าไปแล้ว อาคเนย์! นายเสียสติไปแล้วแน่ๆ
ด้วยความลนลาน ผมรีบนิ้วจิ้มค้างที่ข้อความนั้นแล้วกด "ยกเลิกข้อความสำหรับทุกคน" ทันที
*ฟู... รอดตัวไป* ผมถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นข้อความหายวับไปกับตา เหลือไว้เพียงหน้าต่างแชตที่ว่างเปล่า
"เฮ้อ เกือบไปแล้ว..." ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ กำลังจะโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงนอนเพื่อสงบสติอารมณ์
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูห้องพักดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างกะทันหัน ทำเอาผมสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
ใครมาเคาะห้องเอาป่านนี้? หรือว่ารูมเซอร์วิส? หรือว่า...
ผมเดินไปที่หน้าประตู มือเอื้อมไปบิดลูกบิดแล้วดึงประตูเปิดออกด้วยสีหน้าสงสัย แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากทักทาย ร่างของใครบางคนที่ยืนหอบแฮกอยู่หน้าห้องก็พุ่งพรวดเข้ามาเบียดตัวผมให้ถอยหลังเซถอยหลังไปสองก้าวทันที
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กและกลิ่นฝนจางๆ ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนที่เพิ่งวิ่งขึ้นบันไดมาหมาดๆ
"ยัย..." ผมอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
รินรดากำลังยืนกอดอก มองหน้าผมด้วยสายตาดุๆ แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะความเหนื่อยหอบ เส้นผมยาวสลวยยุ่งเหยิงเล็กน้อยเพราะแรงลม แต่สิ่งที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจคือโทรศัพท์มือถือในมือของเธอ... หน้าจอมันยังสว่างวาบคาอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือ...
"นายคิดจะยกเลิกข้อความอะไรร่วมกับฉันฮะ ตาบ้าเนย์!" รินรดาแหวใส่เสียงดังลั่นห้อง ดวงตากลมโตจ้องมองผมเขม็งแต่ใบหน้ากลับแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู "พิมพ์มาซะดิบดี แล้วจะมากดยกเลิกเนี่ยนะ คิดว่าฉันอ่านไม่ทันหรือไงห๊ะ!"
ผมยืนแข็งทื่อเป็นหิน สมองประมวลผลไม่ทัน ภาพตรงหน้ามันจริงยิ่งกว่าความจริง เธออ่านทัน... เธออ่านข้อความสารภาพบ้าบอของผมทันก่อนที่มันจะถูกลบ!
"ริน... คือผม..." ผมอึกอัก พูดไม่ออกเป็นครั้งแรกในชีวิต ช่างภาพปากกล้าผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครอย่างผม ตอนนี้กลับกลายเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ทำอะไรไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนี้
รินรดากัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ เดินเข้ามาประชิดตัวผมทีละก้าว จนผมต้องถอยหลังไปจนติดขอบเตียงนอน ดวงตาคู่สวยมองตรงเข้ามาในตาของผมอย่างคาดคั้น แต่แววตาคู่นั้นกลับสั่นไหวและมีความอบอุ่นซ่อนอยู่จนใจผมกระหน่ำเต้นรัวเหมือนกลองชุด
"ไหน..." รินรดาเงยหน้าขึ้นมองผม น้ำเสียงที่เคยเกรี้ยวกราดเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเบาหวิวราวกับกระซิบ "พูดใหม่อีกทีซิ... ที่บอกว่าอยากเดินทางไปด้วยกันตลอดไปเนี่ย... พูดจริงหรือเปล่า?"
ผมมองรอยยิ้มที่มุมปากของเธอ รอยยิ้มที่ผมเฝ้าคิดถึงมาตลอดทั้งวันที่ไร้เงาเธอ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่กัดคู่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว•ตอนที่ 19
ความคิดถึงในความเงียบ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!