"ถ้าคุณยังดื้อดึงไม่ยอมกินยาเม็ดนี้ ผมจะถือว่าคุณอยากนอนซมไข้ไปจนจบทริปนี้แล้วอดไปกินหม่าล่าร้านเด็ดที่เราแพลนกันไว้นะครับ รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่มักจะเจือความกวนประสาทเป็นประจำในยามปกติ ตอนนี้กลับราบเรียบและจริงจังจนน่าตกใจ อาคเนย์ยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงโรงแรมในเมืองลี่jiang แว่นตากอบกู้ภาพลักษณ์ช่างภาพหนุ่มผู้เคร่งขรึมถูกถอดวางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง เผยให้เห็นดวงตาคู่คมที่กำลังฉายแววความห่วงใยออกมาอย่างปิดไม่มิด แม้ริมฝีปากจะยังคงเม้มเป็นเส้นตรงอย่างคนถือฟอร์มก็ตาม
บนเตียงนุ่ม... บล็อกเกอร์สาวสายลุยผู้ไม่เคยเกรงกลัวดินฟ้าอากาศอย่างรินรดา กำลังนอนซมหน้าตาซีดเซียว ริมฝีปากแห้งผาก ร่างกายที่เคยคล่องแคล่วว่องไวตอนนี้กลับอ่อนปวกเปียกราวกับตุ๊กตาผ้าฝ้าย พิษไข้จากการเดินลุยสายฝนเมื่อวานเพื่อตามหาโลเคชั่นถ่ายรูปสวยๆ เล่นงานเธอเข้าเต็มประตู จนเสียงใสๆ ที่เคยเถียงเขาฉอดๆ ตอนนี้เหลือเพียงเสียงครางอืออึงในลำคอ
"ฮึ... ใครดื้อกันเล่า..." รินส่งเสียงประท้วงลอดไรฟัน ร่างบางพยายามจะพลิกตัวหนีแก้วน้ำและยาเม็ดสีขาวในมือเขา แต่ความปวดร้าวระบมไปทั่วร่างทำให้เธอทำได้แค่ขยับตัวเล็กน้อยเหมือนลูกแมวป่วย "ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย แค่นอนพักตื่นนึงก็หายแล้ว... นายไม่ต้องมาทำเป็นห่วงหรอกน่า อาคเนย์"
"ห่วงสิครับ ถามแปลกๆ"
คำตอบสั้นๆ แต่หนักแน่นหลุดออกมาจากปากช่างภาพหนุ่มทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด อาคเนย์ถอนหายใจยาวพรืด เขาทิ้งตัวลงนั่งลงที่ขอบเตียงอย่างไม่กลัวเปื้อน ความนุ่มของที่นอนยวบลงตามน้ำหนักตัว มือหนายื่นเข้าไปแตะหน้าผากมนที่ร้อนฉ่าอย่างเบามือที่สุด สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที
"ตัวร้อนจี๋ขนาดนี้ยังจะปากแข็งอีกนะครับ ริน... เมื่อคืนคุณแอบลุกขึ้นมาเช็คกล้องตอนตีสาม ผมเห็นนะ" อาคเนย์เอ็ดเบาๆ น้ำเสียงเจือความดุแต่แฝงความอ่อนโยนไว้จนคนฟังใจกระตุก "คนเก่งของผม ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาอวดเก่งนะครับ อ้าปากครับคนดี"
*คนดี...*
รินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจที่เต้นระรัวเพราะพิษไข้อยู่แล้ว กลับเต้นผิดจังหวะหนักกว่าเดิมด้วยเหตุผลอื่น คำพูดราบเรียบแต่ชวนจั๊กจี้หูแบบนั้นมันหลุดออกมาจากปากผู้ชายเจ้าระเบียบคนนี้ได้ยังไงกัน ปกติเขาต้องเหน็บแนมเธอเรื่องความสะשלว์สะท้านหรือความไม่มีระเบียบวินัยสิทำไมวันนี้โหมดพ่อไมโครเวฟถึงทำงานเต็มระบบจนน่ากลัวแบบนี้
"ฉันไม่ใช่คนของนายสักหน่อย..." เธอพึมพำเสียงเบาหวิว หลบสายตาคมกริบที่มองตรงมา ร้อนผ่าวที่พวงแก้มไม่ใช่เพราะไข้แน่ๆ แต่มันคือความเก้อเขินที่พุ่งทะยานจนควบคุมไม่อยู่
"ตอนนี้คุณอยู่ในการดูแลของผม ในฐานะ... ไกด์กิตติมศักดิ์และเพื่อนร่วมทางที่ไม่อยากแบกศพคุณกลับประเทศครับ" อาคเนย์แก้ตัวด้วยน้ำเสียงติดตลกกลบเกลื่อนความประหม่าของตัวเอง แต่แววตานั้นกลับอ่อนโยนลงจนแทบละลาย "เชื่อฟังกันหน่อยน่า ริน... กินยานะครับ แล้วเดี๋ยวผมเช็ดตัวให้"
ประโยคหลังทำเอาคนป่วยถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง ไอแค่กๆ ออกมาจนหน้าดำหน้าแดง "ฮ… หา? เช็ดตัว? ไม่ต้องเลยนะ! ฉันไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ฉันเช็ดเองได้!"
"มือไม้สั่นขนาดนั้น จะถือผ้าไหวเหรอครับ อย่าดื้อเลยน่า"
อาคเนย์ไม่รอให้เธอปฏิเสธ เขาจัดการรินน้ำอุ่นใส่แก้ว ส่งยาให้เธอรับไปกลืนลงคอก่อนจะจัดการรวบชามและแก้วไปวางไว้ที่โต๊ะ แล้วหันกลับมาพร้อมกับกะละมังใบเล็กและผ้าขนหนูผืนนุ่ม รินมองการกระทำนั้นด้วยความรู้สึกประดักประเดิด หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้อง
บรรยากาศในห้องพักสลัวด้วยม่านกันแสงแดดภายนอก มีเพียงแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟหัวเตียงที่ส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของอาคเนย์ ช่างภาพหนุ่มผู้มักจะถือกล้องส่องหาแต่วิวทิวทัศน์ ตอนนี้สายตาคู่เดิมกลับทอดมองมาที่เธอด้วยความใส่ใจอย่างลึกซึ้ง
เขานั่งลงที่เดิม บิดผ้าหมาดจนแห้งสนิท กวักมือเรียกเบาๆ "ขยับมานี่หน่อยครับ"
รินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยอมขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอย่างจำยอม ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่คลอเคลียกันในระยะประชิด อาคเนย์ค่อยๆบรรจงเช็ดใบหน้าเนียนใสอย่างเบามือที่สุด นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากหน้าผากอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดคาดทำให้รินเผลอหลับตาพริ้มโดยไม่รู้ตัว
ความเงียบโรยตัวปกคลุมรอบกาย มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคนป่วยและเสียงหยดน้ำจากก๊อกในห้องน้ำเป็นระยะ
"ทำไม... ถึงต้องใจดีขนาดนี้ด้วยล่ะเนย์" รินพึมพำถามออกไปเบาหวิว ราวกับละเมอ ดวงตากลมโตมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ปกติเห็นคอยแต่จะหาเรื่องฉัน ตีกันตลอดทาง... ทำไมตอนนี้ถึง..."
มือหนาที่กำลังไล่เช็ดบริเวณลำคอระหงชะงักไปชั่วครู่ อาคเนย์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง เนิ่นนานราวกับโลกหยุดหมุน แววตาคมกริบนั้นไหววับคล้ายกำลังซ่อนความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นอยู่ข้างใน ก่อนที่มุมปากหยักจะยกยิ้มขึ้นบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนเคย แต่มันช่างอบอุ่นและจริงใจจนน่าใจหาย
"ก็เพราะว่า..." อาคเนย์ทิ้งจังหวะเว้นช่วงเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหูจนคนฟังขนลุกซู่ "เวลาที่คนปากแข็งอย่างคุณป่วย มันน่าห่วงจนผมไม่มีสมาธิจะโฟกัสวิวอะไรเลยน่ะสิครับ"
รินรู้สึกเหมือนเลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้าจนร้อนผ่าวไปหมด สมองขาวโพลน คิดคำเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมันทะลุกรอบอก
ก่อนที่สถานการณ์ระหว่างคนทั้งสองจะเตลิดไปไกลกว่านั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงตะโกนโพล่งสำเนียงภาษาจีนปนไทยงูๆ ปลาๆ ของรูมเซอร์วิสที่ดังลอดเข้ามา
"ก๊อกๆๆ! ฮัลโหล! รูมเซอร์วิส! ยาแก้ปวดท้อง... เอ๊ย! ยาแก้หวัดมาส่งแล้วครับคุณ!"
อาคเนย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความขัดใจเล็กน้อย เขาวางผ้าในมือลงแล้วลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูรับของจากพนักงานอย่างจำยอม รินทิ้งตัวลงนอนราบกับหมอนอีกครั้ง ยกมือขึ้นกุมแก้ว
ที่ร้อนผ่าwของตัวเอง พลางสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง
แต่ทว่า... ในขณะที่อาคเนย์กำลังเซ็นรับของและหันหลังกลับมาเตรียมจะปิดประตูห้องพัก สายตากลับเหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์มือถือของรินที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะหัวเตียง หน้าจอนั้นสว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับข้อความแชตไลน์จากใครบางคนที่เด้งเตือนขึ้นมาอย่างจัง—
*ข้อความจาก "พี่กรณ์ รุ่นพี่สายลุย": "รินครับ หายป่วยไวๆ นะ กลับไทยรอบนี้พี่จองตั๋วไปเที่ยวปายกับรินสองคนนะ ห้ามปฏิเสธล่ะ!"*
อาคเนย์ยืนนิ่งค้างอยู่ตรงหน้าประตู รอยยิ้มอบอุ่นเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกบางอย่างที่พุ่งชนเข้ามาในอกอย่างจัง...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปด้วยกันเสมอนะครับ
ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว•ตอนที่ 11
เมื่ออินฟลูฯ สายป่วนต้องยอมสยบ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์บุ๊กฉบับคนหลงทาง กับคนข้างๆ ที่ห้ามใจไม่ไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!