กลิ่นอับชื้นของกระดาษคดีเก่าผสมกับกลิ่นโลหะเจือจางจากสนิมในห้องเก็บแฟ้มหลักฐาน กรมตำรวจนครบาลยามวิกาลเงียบสงบจนได้ยินเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนังเดินดังชัดเจน แสงไฟนีออนสีขาวนวลส่องกระทบสันแฟ้มคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่กองสูงท่วมโต๊ะทำงานของหมวดอคิน นายตำรวจหนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะและความเป็นจริงอย่างสุดโต่ง กำลังใช้ปลายนิ้วกดคลึงขมับทั้งสองข้างเพื่อขับไล่ความปวดตุบที่แล่นริ้วขึ้นมา
สามชั่วโมง... เหลือเวลาอีกเพียงสามชั่วโมงตามคำเตือนปริศนาที่ทิ้งไว้ในคราบเลือดของเหยื่อรายล่าสุด
"คุณกำลังคิดว่าตัวเองกำลังไล่ล่าฆาตกร... แต่ความจริงคือคุณกำลังวิ่งไปตามจุดที่มันวาดแผนที่ไว้ให้ต่างหาก หมวดอคิน"
เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่แฝงความเย้าเยี่ยวยวนใจดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ศิลาในชุดสูทเข้ารูปสีเข้มไม่ต่างจากเงา ร่างสูงโปร่งก้าวออกจากความสลัวของชั้นวางแฟ้ม มือเรียวยาวถือแก้วกาแฟดำที่ยังกรุ่นไอร้อน ยื่นส่งให้ตำรวจหนุ่มโดยไม่รอคำอนุญาต
อคินตวัดสายตาคมกริบมองหน้าคู่หูจำเป็น แววตาของนายตำรวจหนุ่มเต็มไปด้วยความระแวงและคราบความเหนื่อยล้า "ผมไม่ต้องการความช่วยเหลือทางไสยศาสตร์ของคุณ ศิลา สิ่งที่ผมต้องการคือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รอยนิ้วมือ และแรงจูงใจที่จับต้องได้ ไม่ใช่คำทำนายบ้าๆ ที่บอกว่าเหยื่อรายต่อไปจะตายเวลาไหนโดยอ้างอิงจากตำแหน่งดวงดาว"
ศิลายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตาคมปลาบที่มองทะลุปรุโปร่ง เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเอกสาร เสียงกระทบเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ ก่อนที่ชายหนุ่มจะโน้มตัวลงมาใช้มือค้ำขอบโต๊ะเข้าหาอคิน ระยะห่างที่ลดลงทำให้กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานไม้จันทน์หอมลอยวนอยู่รอบตัว
"เหตุผลของคุณพาเหยื่อไปตายมาแล้วสามศพนะครับ หมวด... คุณเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ แต่คุณกลับมองไม่เห็น 'เจตจำนง' ของคนที่อยู่เบื้องหลังพลังงานเหล่านั้น" ศิลาเอ่ยเสียงกระซิบพร่าต่ำ ใบหน้าคมคายโน้มเข้าไปใกล้จนอคินสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น "ความลับที่คุณตามหาไม่ได้ซ่อนอยู่ในห้องแล็บชันสูตร... แต่มันซ่อนอยู่ในความกลัวลึกๆ ของคุณเอง"
อคินนิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบไม่ใช่เพราะคำขู่ แต่เพราะคำพูดนั้นไปจี้จุดดำมืดในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอด—คืนที่เขาต้องสูญเสียคู่หูคนเก่าไปในกองเพลิง พร้อมกับรอยสัญลักษณ์ประหลาดที่ไม่อาจหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มารองรับได้
ก่อนที่อคินจะทันได้เอ่ยปากตอกกลับ เสียงวิทยุสื่อสารรุ่นเก่าบนโต๊ะก็ส่งเสียงซ่าแทรกด้วยสัญญาณรบกวนแหลมสูง ตามด้วยเสียงหอบหายใจขาดช่วงของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม
*(“ศูนย์ควบคุม... เรียกหมวดอคิน... เราพบความเคลื่อนไหวบริเวณโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา พิกัดตรงกับจดหมายปริศนา... และ... และมีสัญญาณชีพจากเหยื่อรายใหม่... พระเจ้าช่วย! เขายังไม่ตาย แต่มีบางอย่างกำลังทำ...)’* เสียงวิทยุขาดหายไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงโลหะกระแทกกันสนั่นหวั่นไหว
อคินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที สัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทำงานอย่างเฉียบคม เขวี้ยงแฟ้มคดีลงบนโต๊ะจนกระดาษกระจัดกระจาย "กำลังเสริมเคลื่อนพลหรือยัง!"
"อย่าไปทางประตูหน้าครับ" ศิลาคว้าข้อมือของอคินไว้ด้วยแรงที่หนักแน่นเกินคาด ดวงตาคมกริบฉายแววระแวดระวังอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก "พลังงานที่นั่นหนาแน่นเกินกว่าจะเป็นแค่การดักซุ่มธรรมดา มันคือ 'อาคมขึงเขต'... ถ้าคุณเดินเข้าไปแบบตำรวจทั่วไป คุณจะเป็นฝ่ายเดินเข้าสู่ลานประหารเอง"
อคินสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม แม้สัมผัสอุ่นจากมืออีกฝ่ายจะสร้างความปั่นป่วนในกระแสเลือดอย่างประหลาด แต่วินัยและความรับผิดชอบมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งอื่นใด "ผมเป็นตำรวจ ศิลา หน้าที่ของผมคือการปกป้องประชาชน ไม่ใช่มานั่งกลัวภาพลวงตาที่คุณกุขึ้นมาเอง"
รถกระบะตราโล่พุ่งทะยานผ่านความมืดของถนนสายเปลี่ยว มุ่งหน้าสู่โกดังร้างริมแม่น้ำด้วยความเร็วสูง เสียงไซเรนถูกปิดตายเพื่อไม่ให้เป้าหมายไหวตัวทัน ภายในห้องโดยสารอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ อคินเหยียบคันเร่งมิด สองมือจับพวงมาลัยแน่นจนข้อต่องนิ้วขาวซีด ขณะที่ศิลานั่งนิ่งอยู่เบาะข้างๆ ดวงตาสีเข้มหลับลงช้าๆ ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่จี้เงินรูปอักขระโบราณบนคอเสื้อ พึมพำคาถาบทสั้นๆ ที่อคินฟังไม่เป็นศัพท์
เมื่อรถจอดสนิทในเงาไม้ใหญ่ห่างจากเป้าหมายร้อยเมตร ทั้งสองก้าวลงสู่ความเย็นยะเยือกของสายลมยามดึก บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนผิดปกติ ไม่มีเสียงจิ้งหรีดเรไรร้อง มีเพียงเสียงคลื่นกระทบตลิ่งและกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาตามลมจางๆ
อคินชักปืนพกประจำกายขึ้นมาขึ้นลำอย่างคล่องแคล่ว สายตาสอดส่องไปทั่วโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมของโกดังร้างที่มีแสงไฟกะพริบจากหลอดไฟนีออนด้านใน "คุณคอยดูลาดเลาอยู่ข้างนอก ถ้าผมให้สัญญาณ..."
"ผมไม่เคยปล่อยให้เหยื่อเดินเข้าปากเสือคนเดียวหรอกครับ... โดยเฉพาะเหยื่อที่เป็นคนดื้อด้านแบบคุณ" ศิลาสวนขึ้นทันควัน พร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาขนาบข้างอย่างแนบชิด อาวุธในมือของชายหนุ่มไม่ใช่ปืน แต่เป็นกริชโบราณที่สลักลวดลายเรืองแสงจางๆ ในความมืด
ทั้งคู่เคลื่อนตัวเข้าประชิดประตูเหล็กบานใหญ่ที่แง้มเปิดอยู่ กลิ่นคาวเลือดรุนแรงขึ้นจนน่าสะอิดสะเอียน อคินส่งสัญญาณมือให้ศิลาก่อนจะใช้ถีบประตูให้เปิดผางออกพร้อมกับเล็งปืนกราดไปทั่วบริเวณ
ภาพตรงหน้าคือความสยดสยองที่แม้แต่นักสืบผ่านคดีมาโชกโชนก็ยังต้องผะอืดผะอม ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทพนักงานบริษัทถูกแขวนห้อยหัวลงมาจากคานเหล็กด้วยโซ่ตรวน เลือดสดๆ หยดติ๋งลงสู่พื้นคอนกรีตที่เป็นอักขระอาคมวงกลมขนาดใหญ่ แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือ ดวงตาของเหยื่อเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด และริมฝีปากที่ขยับท่องคำพูดบางอย่างซ้ำไปซ้ำมาด้วยเสียงแหบพร่า
*"มัน... มันไม่ได้ซ่อนอยู่ที่นี่..."* เหยื่อกระซิบเสียงสั่นเทา เลือดไหลทะลักจากมุมปาก *"มันอยู่ในกระเป๋าเสื้อ... ของคนที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณ... หมวดอคิน..."*
อคินเบิกตากว้าง สมองประมวลผลด้วยความเร็วสูงสุด ร่างกายส่งสัญญาณเตือนภัยอันตรายขีดสุด เขากำลังจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับบุคคลด้านหลัง แต่ทว่า—
ปลายนิ้วเย็นเฉียบของใครบางคนแตะเบาลงบนต้นคอของเขาอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคยดังชิดริมใบหู จนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"ระวังตัวให้ดีนะครับ... คนที่ไว้ใจที่สุด มักจะถือมีดคมที่สุดเสมอ"
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย•ตอนที่ 14
เหยื่อรายต่อไป
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!