อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย•ตอนที่ 23

ความรู้สึกที่ตื่นขึ้น

ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและควันธูปอบอวลผสมปนเปจนเกือบจะกลายเป็นกลิ่นอายเฉพาะตัวของห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ แห่งนี้ อคินขยับสันจี้เงินในมือเบาๆ เสียงโลหะกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งท่ามกลางความเงียบงันยามวิกาล สายตาคมกริบของนายตำรวจหนุ่มผู้ยึดมั่นในความจริงเชิงประจักษ์กวาดมองไปทั่วร่างของศิลาที่นอนพิงอยู่กับผนังห้อง ร่างนั้นชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬ ผิวขาวซีดราวกระดาษสาตัดกับรอยสักอักขระโบราณที่จางแสงลงจนแทบมองไม่เห็น อาคมสายขาวที่ศิลาใช้สะกดกลั้นพลังงานด้านมืดในคดีล่าสุด กำลังย้อนกลับมาแผดเผาเจ้าของร่างอย่างสาสม นี่ไม่ใช่บาดแผลทางกายภาพที่แพทย์สนามจะเยียวยาได้ แต่มันคือสงครามภายในจิตวิญญาณที่ชายหนุ่มผู้กุมไสยเวทต้องเผชิญหน้าโดยลำพัง "อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นเลยครับสารวัตร..." เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงรอยยิ้มหยันที่มุมปากตามนิสัย "คนใกล้ตาย... มักไม่ชอบให้ใครมาจับผิดความอ่อนแอหรอุกนะครับ" อคินไม่ตอบ เขาก้าวเข้าไปใกล้ คุกเข่าลงข้างหนึ่งบนพื้นไม้เย็นเฉียบ มือหนาที่มักคุ้นเคยกับการถือปืนพกประจำกาย ยื่นออกไปแตะที่หน้าผากชื้นเหงื่อของอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ ความร้อนที่แผดเผาจากตัวศิลาราวกับเตาไฟขนาดย่อม ทำให้ร่องรอยความกังวลฉายชัดขึ้นในแววตาคู่คมที่มักจะเยียบเย็นเสมอ "เงียบปากแล้วนอนนิ่งๆ ซะ ศิลา" อคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เด็ดขาด "คุณกำลังดื้อรั้นกับความตาย และผมไม่ได้อนุญาตให้ใครตายในคดีที่ผมยังปิดไม่ลง" ศิลาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งผากและระคายหู "คุณนี่มัน... ปากแข็งไม่เปลี่ยนเลยนะครับ ทั้งที่มือของคุณกำลังสั่นอยู่แท้ๆ... ห่วงผมเหรอครับ หรือกลัวว่าจะไม่มีคนช่วยไขปริศนาคดีพิศวงนี้กันแน่" คำพูดเย้าแหย่ที่พยายามกลบเกลื่อนความเจ็บปวด ไม่ได้ทำให้อคินถอยห่าง ตรงกันข้าม... เขากลับขยับเข้าไปใกล้ขึ้นจนได้กลิ่นอายเฉพาะตัวของศิลา—กลิ่นจันทน์หอมผสมกับเลือดฝาดจางๆ อคินดึงผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ ขึ้นมาอย่างเบามือ เริ่มเช็ดคราบเหงื่อและเขม่าอาคมที่ข้างขมับของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง เป็นสัมผัสที่นุ่มนวลอย่างยิ่งยวด ขัดกับภาพลักษณ์นายตำรวจผู้แข็งกร้าวโดยสิ้นเชิง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของศิลาที่สะท้อนก้องในความมืด ภายใต้ใบหน้าที่มักฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มอันตรายและสายตาท้าทาย ยามนี้ศิลากลับเปราะบางราวกับแก้วเจียระไนที่ร้าวราน แรงสะท้อนจากอาคมทำให้ม่านตาของเขาขยายกว้าง ร่างกายสั่นเทาด้วยพิษไข้ทางจิตวิญญาณจนอคินต้องเลื่อนมือลงมาโอบประคองไหล่สอบนั้นไว้เพื่อพยุงไม่ให้ล้มพับลงไป "มันเจ็บขนาดนั้นเลยหรือไง..." อคินเอ่ยถามแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ไร้ซึ่งความเยชา ไร้ซึ่งกรอบของตำแหน่งหน้าที่ มีเพียงความห่วงใยดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบ ศิลาชะงัก ดวงตาคู่คมที่มักแพรวพราวด้วยเล่ห์กลค่อยๆ ปรือขึ้นมองใบหน้าด้านข้างของอคินที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แสงสลัวจากหลอดไฟริมถนนสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกหน้าต่าง ขับเน้นสันจมูกโด่งและกรามคมคายที่ตึงเครียดด้วยความกังวล ในวินาทีนั้น กำแพงที่ทั้งคู่ต่างสร้างขึ้นเพื่อปกป้องอุดมการณ์และบาดแผลในอดีตได้พังทลายลงชั่วขณะ "มากกว่าที่คุณคิดครับ..." ศิลาพึมพำเสียงเบา ดวงตาจับจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาของนายตำรวจหนุ่ม "การต้องแบกรับความลับของคนตาย... และพลังที่พร้อมจะกัดกินวิญญาณตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย... แต่การได้เห็นคุณทำหน้าเคร่งเครียดแบบนี้... ก็คุ้มค่ากับการเจ็บตัวเหมือนกันนะครับ" "คุณยังจะมีอารมณ์มาล้อเล่นอีกนะ" อคินถอนหายใจยาว แต่ไม่ได้ผละมือออกจากไหล่ของศิลา ปลายนิ้วโป้งเผลอลูบไล้กรอบหน้าขาวซีดนั้นโดยไม่รู้ตัว เป็นความสนิทสนมที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างคำว่า 'คู่หู' ไปไกลลิบ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของอคินซึมซับผ่านผิวเนื้อ เยียวยาความหนาบเหน็บในจิตวิญญาณของศิลาอย่างประหลาด ชายหนุ่มผู้กุมอาคมขยับตัวเข้ามาใกล้โดยสัญชาตญาณ ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในความมืด อคินชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมกวาดมองริมฝีปากแห้งผากของอีกฝ่าย ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาที่เต็มไปด้วยประกายความหมายบางอย่างที่อ่านไม่ออก "อคิน..." เสียงเรียกชื่อนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่กลับทรงพลังพอที่จะสั่นคลอนความนิ่งงันทั้งหมดในใจของนายตำรวจหนุ่ม "ถ้าวันหนึ่ง... ผมกลายเป็นฝ่ายที่ต้องถูกล่า คุณจะยังยืนอยู่ข้างผม... หรือจะชักปืนยิงผมในฐานะผู้พักษ์สันติราษฎร์กันแน่ครับ" คำถามนั้นไม่ใช่คำถามเชิงปรัชญา แต่มันคือคมมีดที่กรีดลึกลงไปในอุดมการณ์ที่อคินยึดถือมาตลอดชีวิต อคินเม้มปากแน่น นัยน์ตาส่อแววขัดแย้งอย่างรุนแรง ระหว่างหน้าที่ที่ต้องผดุงความยุติธรรม กับความรู้สึกดำมืดที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในอก ทว่าก่อนที่อคินจะได้ทันเปล่งคำตอบใดออกมา เสียงเคาะประตูกระชั้นชิดก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันเปราะบางนั้นลงอย่างไร้ความปรานี *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* ทั้งสองสะดุ้งเล็กน้อย ศิลาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย ส่วนอคินดึงสติกลับมาในเสี้ยววินาที ดวงตากลับมาเฉียบคมและระแวดระวังดังเดิม มือขวาแตะลงที่ด้ามปืนพกข้างเอวโดยอัตโนมัติ "ใคร..." อคินเอ่ยถามเสียงต่ำ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อบังร่างของศิลาไว้ ไม่มีเสียงตอบรับจากหน้าประตู ทว่าสิ่งที่ตามมาคือเสียงโลหะบางอย่างถูกโยนเข้ามากระทบพื้นห้องดัง *กริ๊ก* อคินก้มมองต่ำด้วยความระแวง ก่อนที่แสงไฟสีฟ้าจางๆ จะสะท้อนเข้าตา—มันคือเหรียญโบราณสลักอักขระเดียวกับที่พบในศพแรกของคดี และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ มีรอยเปื้อนของเลือดบาปที่ยังสดใหม่อยู่บนนั้น! ศิลาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเหรียญนั้น ร่างที่เคยอ่อนแรงดีดตัวขึ้นพิงผนังทัน3ที สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดถึงขีดสุด "ไม่ใช่ฝีมือคนธรรมดา... มันตามเรามาเจอได้ยังไง..." อคินไม่รอช้า เขาพุ่งตัวไปกระชากประตูห้องเปิดออกอย่างไร้ความลังเล ทางเดินด้านนอกมืดสนิทและว่างเปล่า ไร้เงาของผู้มาเยือน มีเพียงกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เสียบไว้กับลูกบิดประตู ด้านบนเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ที่ทำให้อคินต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ—*ความจริงที่คุณตามหา กำลังจะกลายเป็นศพรายต่อไป... สารวัตรอคิน* ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความลับอันดำมืดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%