อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย•ตอนที่ 11

ความลับในกระจกเงา

ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
กลิ่นคาวสนิมของเลือดจางๆ บนปลายลิ้นไม่ได้มาจากตัวอคินเอง หากแต่มันลอยอวลออกมาจากประโยคทิ้งท้ายที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้องสืบสวนแคบๆ *“ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของความจริงครับ... พี่ชาย”* ร้อยตำรวจตรีอคินนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม นิ้วเรียวยาวที่กำลังคีบซองพยานหลักฐานชะงักกึก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ ความเงียบงันภายในห้องสืบสวนคดีพิเศษยามวิกาลนี้หนาแน่นเสียจนแทบจะใช้มีดกรีดให้ขาดได้ เสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ส่งเสียงครางหึ่งต่ำๆ คล้ายเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่กำลังรอเวลาขย้ำเหยื่อ เขาค่อยๆ วางซองหลักฐานลงบนโต๊ะไม้สีทึบอย่างใจเย็น ผ่อนลมหายใจออกทางจมูกช้าๆ เพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เผลอเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัว—ความกลัวเป็นสิ่งที่อคินถูกฝึกให้โยนทิ้งไปตั้งแต่ก้าวแรกเข้าสู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ หากแต่เป็นเพราะ "คำ" คำนั้นที่ศิลาเลือกใช้ต่างหาก *พี่ชาย*... สรรพนามที่ถูกพ่นออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเยียบเย็นจนน่าขนลุก มันไม่ใช่คำพูดหยอกเย้าเล่นสนุกตามนิสัยเจ้าเล่ห์ของร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนขอบโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม ศิลากำลังเล่นเกมจิตวิทยาที่เหนือชั้นกว่าทุกครั้ง แววตาของอีกฝ่ายที่มักจะซ่อนความระRะทระทึกและความท้าทายเอาไว้ภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีชาในยามปกติ บัดนี้กลับถอดออก เผยให้เห็นดวงตาสีดำสนิทที่ลุ่มลึกและว่างเปล่า ราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง "คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่ ศิลา" อคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิท ไร้ซึ่งอารมณ์เจือปน ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันระดับสารวัตรสืบสวนที่ผ่านคดีฆาตกรรมมานับไม่ถ้วน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประชิดเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว "อย่าเอาคำพูดไร้สาระมาเบี่ยงเบนประเด็นคดี ผมไม่มีเวลามาเล่นละครน้ำเน่ากับคุณ" ศิลายังคงนั่งนิ่ง ไม่แสดงอาการหวาดกลัวต่อท่าทีคุกคามนั้น ร่างโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นท่อนแขนแกร่งที่มีรอยสักอักขระโบราณจางๆ ลอดผ่านเนื้อผ้า เขายกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันและ... ความเจ็บปวดที่ถูกฝังกลบไว้อย่างแนบเนียน "ละครน้ำเน่าเหรอครับผู้กอง..." ศิลาทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของภูตผี "คุณคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองนี้... ฆาตกรรมต่อเนื่อง ไสยเวทสายดำที่กัดกินวิญญาณคนบริสุทธิ์ หรือแม้แต่เงาในกระจกบานนั้น มันเป็นแค่คดีอาชญากรรมธรรมดาที่ใช้กฎหมายตัดสินได้จริงๆ น่ะหรือครับ" ศิลาลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของทั้งสองคนแทบไม่ต่างกัน ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาประชิดอคินโดยไม่เกรงกลัว ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานผสมกับกลิ่นอายความเย็นยะเยือกของอาคมที่คุ้นเคย อคินไม่ถอยหลัง เขายืนหยัดเผชิญหน้า สายตาสองคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร คล้ายกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่ปะทะกันจนเกิดประกายไฟ "หน้าที่ของผมคือการหาหลักฐานจับกุมคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ไม่ใช่การนั่งฟังนิทานปรัมปราของคุณ" อคินเน้นย้ำทีละคำ ดวงตาคมจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำคู่นั้น พยายามค้นหาพิรุธ "ส่วนเรื่องที่คุณเรียกผมว่า... พี่ชาย ถ้ามันเป็นมุกตลก มันแป้กสิ้นดีครับ" "หึ..." ศิลาหลุบตาลงมองพื้นชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง แววตาคู่นั้นเปลี่ยนไป มันมีความอ่อนโยนอย่างไร้เหตุผลฉาบอยู่เบื้องหลังความดาร์กอันน่าสะพรึงกลัว "คุณจำไม่ได้จริงๆ หรือครับอคิน... หรือสมองอันชาญฉลาดของคุณ จงใจลบ 'ความทรงจำ' ส่วนนั้นทิ้งไปพร้อมกับกองเพลิงในคืนนั้นกันแน่" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางอกของอคินอย่างแรง ภาพความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจมานานแรมปี—ภาพเปลวเพลิงสีส้มแดงที่โหมกระหน่ำ เสียงกรีดร้อง และกลิ่นเนื้อไหม้เกรียม—พลันผุดวาบขึ้นมาในหัวจนมองเห็นภาพหลอน อคินชะงักไปชั่ววินาที มือที่กำหมัดแน่นข้างลำตัวสั่นเท้าระริกอย่างควบคุมไม่ได้ "คุณ... พูดถึงเรื่องอะไร" เสียงของอคินแหบพร่าลงเล็กน้อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ศิลายื่นมือออกมาช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงที่กรอบกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งพิงอยู่มุมห้อง ซึ่งเป็นวัตถุพยานชิ้นสำคัญจากคดีล่าสุด กระจกบานนั้นมีรอยร้าวเป็นทางยาวราวกับใยแมงมุม ทว่าเมื่อสะท้อนภาพของคนทั้งสอง กลับปรากฏเงาดำประหลาดเคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังราวกับมีชีวิต "กระจกบานนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความจริงหรอกครับอคิน..." ศิลาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาจับจ้องไปยังเงาในกระจกที่บิดเบี้ยว "แต่มันสะท้อน 'บาป' ที่เราต่างคนต่างแบกไว้... คุณคิดว่าตัวเองคือนักสืบผู้ผดุงความยุติธรรมผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องงั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้น... เลือดบนมือของคุณที่ใช้ฆ่า 'เขา' ในคืนนั้นล่ะ มันล้างออกด้วยความจริงข้อไหน?" อคินรู้สึกราวกับถูกกระชากลงไปในหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดไว้ ความเย็นวาบแล่นริ้วจากสันหลังขึ้นสู่ท้ายทอย ความทรงจำที่ขาดหาย กำแพงป้องกันจิตใจที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา เขากัดฟันกรอด ข้อมูลในอดีตที่ถูกปิดตายกำลังจะถูกเปิดออกด้วยกุญแจที่ศิลาถืออยู่ ทว่า ก่อนที่อคินจะได้เอաբาปากเค้นความจริงออกมาจากปากของชายตรงหน้า เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก ประตูห้องสืบสวนถูกกระชากเปิดผางอย่างแรงโดยไม่เคาะขออนุญาต ผู้กำกับการธน ฯ ยืนหอบหายใจจนตัวโยโยน ใบหน้าซีดเผือกไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ราวกับเพิ่งไปเห็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรได้เห็นมา "อคิน!..." ผู้กำกับการตะโกนเสียงหลง ลมหายใจขาดห้วง "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... ศพของเหยื่อรายล่าสุดที่พวกนายเก็บกู้มา... มัน... มันลุกขึ้นมาเดินได้ที่ห้องเก็บศพ!" อคินหันขวับไปมองที่ประตูทันที หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารีบหันกลับมาเพื่อจะคาดคั้นศิลากลับพบว่า... พื้นที่ตรงหน้าว่างเปล่า ศิลาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับกลุ่มควันสีดำที่ระเหยหายไปในอากาศ เหลือไว้เพียงความเย็นยะเยือกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ และ... รอยนิ้วมือเปื้อนเลือดสดๆ ที่ทิ้งไว้บนกระจกเงาร้าว บานนั้น วาดเป็นสัญลักษณ์ประหลาดที่ทำให้อคินต้องผะงกหัวใจวาย รอยเลือดนั้น เรียงร้อยกันเป็นตัวเลข... และพิกัดสุดท้าย ที่กำลังกระพริบเตือนบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเขาเอง ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%