กลิ่นอับชื้นของคราบน้ำมันและกลิ่นสาบสางของซากสัตว์เน่าเสียตีตลบขึ้นมาเตะนาสิกทันทีที่บานประตูเหล็กดัดถูกผลักเปิดออกด้วยแรงผลักเพียงน้อยนิด ความมืดมิดเบื้องหน้าไม่ได้เป็นเพียงความไร้แสงสว่าง แต่มันคือความหนาแน่นของพลังงานบางอย่างที่กดทับลงบนปลายประสาทจนรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ไต่ไล่จากข้อเท้าขึ้นมาถึงต้นคอ
อคินชักปืนพกออกจากซองพกซ่อนใต้เสื้อสูทอย่างเงียบเชเชียบ นิ้วชี้ทาบไปตามโครงปืนโดยไม่แตะไก ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของโลหะที่คุ้นเคย แสงไฟฉายแรงสูงจากกระบอกในมือซ้ายสาดส่องผ่านความมืด กวาดผ่านผนังปูนเปลือยของโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝุ่นผงละอองยิบระยับลอยวนอยู่ในลำแสง ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของนายตำรวจหนุ่มกลับไม่ใช่ความรกร้าง หากเป็นรอยขูดขีดบนพื้นคอนกรีต
มันไม่ใช่รอยขีดข่วนธรรมดา...
อคินคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างระมัดระวัง แสงไฟฉายหยุดนิ่งอยู่ที่ลวดลายประหลาดซึ่งถูกสลักลงบนพื้นปูนด้วยของมีคม รอยเหล่านั้นลึกและคมกริบ ราวกับถูกกรีดด้วยกรงเล็บของสัตว์ร้าย แต่ระเบียบและองศาของเส้นสายกลับสะท้อนถึงความจงใจและพิธีกรรม ยันต์อักขระโบราณที่ถูกดัดแปลงให้บิดเบี้ยว ไหล่ทางของเส้นสายตอกย้ำถึงความพยายามที่จะควบคุมบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติ
"ระวังมุมอับด้านซ้ายสิบนาฬิกาด้วยนะครับ หมวด..." เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นเหนือไหล่ ร l ห่างจากหูของเขาเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะเข้ากับใบหูของอคินทำให้ขนกายลุกชัน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่ไร้ระยะห่างในสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิต
อคินเหลือบสายตากลับไปมองเล็กน้อย ศิลาไม่ได้ขยับถอยห่าง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแสงสลัวกำลังกวาดมองไปรอบตัวด้วยความนิ่งสงบ แตกต่างจากเขาที่อะดรีนาลีนกำลังหลั่งพล่านด้วยสัญชาตญาณนักสืบ
"คุณกำลังทำให้ผมเสียสมาธิ ศิลา" อคินเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน สายตายังคงไม่ละจากรอยอักขระบนพื้น "และถ้าคุณยังเดินติดหลังผมในระยะประชิดแบบนี้ กระสุนนัดแรกอาจจะไม่ใช่ของศัตรู แต่อาจจะเป็นของผมที่เจาะกะโหลกคุณแทน"
ศิลาหัวคิกเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความตลกขบขัน แต่เต็มไปด้วยความพึงพอใจบางอย่างที่อคินเกลียดชัง "ถ้าผมตายตอนนี้ หมวดอคินก็จะไม่มีใครช่วยแปลภาษาโบราณของพวกที่กำลังล่าเราอยู่นะครับ... ดูนี่สิครับ"
ปลายนิ้วเรียวยาวของศิลายื่นเข้ามาในลำแสงไฟฉาย เขาไม่ได้สัมผัสโดนตัวอคิน แต่วางนิ้วลงบนพื้นคอนกรีตห่างจากรอยอักขระเพียงไม่กี่เซนติเมตร ทันทีที่ปลายนิ้วนั้นแตะลงไป อากาศรอบตัวก็เกิดอาการสั่นไหวราวกับคลื่นความร้อนบนถนนยางมะตอย แสงไฟจากกระบอกไฟฉายของอคินเกิดอาการกะพริบวูบวาบอย่างไม่มีสาเหตุ
"อาคมสายดำผสมกับจิตวิทยาเชิงควบคุม" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับเป็นประกายวาววับ "พวกมันไม่ได้แค่ทิ้งหลักฐาน... แต่มันกำลังทิ้ง 'คำเชิญ' ไว้ให้เรา"
อคินขมวดคิ้วแน่น เขายันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประสบการณ์สืบสวนคดีฆาตกรรมมากว่าทศวรรษบอกเขาว่า ทุกคดีมีตรรกะ มีเหตุและผลรองรับเสมอ แม้แต่ฆาตกรที่จิตวิปริตที่สุดก็ยังทิ้งร่องรอยของความเป็นมนุษย์ไว้ แต่วิชาไสยเวทและพลังงานลี้ลับที่ศิลากำลังเผชิญหน้าอยู่ กลับท้าทายทุกหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เขาเคยเชื่อมั่น
"เหตุผลอะไรที่พวกมันต้องทิ้งร่องรอยให้เราแกะรอยมาถึงที่นี่?" อคินถาม น้ำเสียงเย็นชาแต่เต็มไปด้วยการวิเคราะห์ "ความประมาท? หรือจงใจล่อเสือเข้าถ้ำ?"
"คำตอบหลังถูกต้องที่สุดครับ" ศิลาหันมาสบตาอคิน แสงสลัวจากภายนอกที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างโกดังสาดกระทบสันจมูกและโครงหน้าคมคายของชายหนุ่มปริศนา ทำให้เงาสตกกระทบดูดาร์กและอันตรายยิ่งขึ้น "ในโลกของไสยเวท การที่เราก้าวตามรอยเท้าของพวกมันมาได้สามจุดติดต่อกัน ไม่ใช่เพราะเราเก่งกาจ... แต่เป็นเพราะมัน 'จูงจมูก' เรามาตั้งแต่สถานีตำรวจแล้วต่างหาก"
คำพูดนั้นทำให้อคินชะงักไปชั่วขณะ ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากหน้ากากออกกลางที่แจ้งแล่นริ้วขึ้นมาในอก เขาเป็นถึงนายตำรวจผู้ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้น แต่กลับตกเป็นเบี้ยในเกมของใครบางคนที่ใช้ไสยเวทเป็นเครื่องมือ
"ถ้าอย่างนั้น..." อคินหรี่ตาลง มือกระชับด้ามปืนแน่นขึ้น "เป้าหมายของมันคืออะไร? ต้องการฆ่าเรา หรือต้องการให้เราเห็นอะไรบางอย่าง?"
"ทั้งสองอย่างครับ..." ศิลาตอบเสียงพร่า พร้อมกับก้าวเท้าเดินนำหน้าอคินไปยังส่วนลึกของโกดัง "มันต้องการให้หมวดเห็นว่า 'ความจริง' ที่หมวดศรัทธากับ 'ความตาย' ของคนสำคัญในอดีต... มันเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด"
ฝ่าเท้าของศิลาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้าเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางโกดัง บนเสานั้นมีคราบสีดำคล้ำปื้นใหญ่ละเลงอยู่ ส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปโบราณ และที่น่าตกใจที่สุดคือ ตรงกลางคราบสีดำนั้น มีนาฬิกาข้อมือเรือนเก่าเรือนหนึ่งถูกตอกตรึงไว้ด้วยตะปูสังฆวานรขนาดใหญ่
อคินก้าวเข้ามาสมทบ แสงไฟฉายสาดส่องตรงไปที่นาฬิกาเรือนนั้น ร่างกายของนายตำรวจหนุ่มแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ลมหายใจสะดุดกึกในลำคอ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดผวา
นาฬิกาเรือนนั้น... คือนาฬิกาข้อมือสายหนังสีดำที่สลักชื่อย่อ "A.K." ไว้ที่ฝาหลัง มันคือนาลิกาเรือนเดียวกับที่น้องชายแท้ๆ ของเขา สวมใส่ในวันที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามปีก่อน คดีที่ตำรวจปิดตายเพราะหาศพไม่พบ คดีที่ถูกตีตกไปว่าเป็นเพียงการหนีออกจากบ้าน
"เป็นไปไม่ได้..." อคินพึมพำออกมาเบาหวิว เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทาเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน ศิลาไม่เคยเห็นตำรวจหนุ่มผู้เยือกเย็นคนนี้เสียอาการขนาดนี้มาก่อน
"เป็นไปได้ครับ หมวด..." ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ เขายื่นมือออกไปแตะไหล่กว้างของอคินเบาๆ เป็นการประคองไม่ให้ร่างนั้นล้มลง "เพราะคนที่พาหมวดมาที่นี่... ไม่ใช่ผม และไม่ใช่พวกมัน"
อคินหันขวับมามองคู่หูหนุ่มทันที แววตาเต็มไปด้วยคำถามและความสับสนรุนแรง
"แล้วใคร..."
ยังไม่ทันที่อคินจะได้เอ่ยจบประโยค เสียงปรบมือช้าๆ และก้องกังวานก็ดังขึ้นมาจากความมืดมิดบนชั้นลอยของโกดัง เป็นจังหวะจะโคนและเยือกเย็นจนน่าขนลุก
*แปะ... แปะ... แปะ...*
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังก้าวเดินลงมาจากบันไดเหล็กทีละขั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่คุ้นหูอย่างประหลาด ดังลอดออกมาจากเงาอับแสงเบื้องบน
"ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของความจริงครับ... พี่ชาย"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดนี้ร่วมกันนะครับ
อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย•ตอนที่ 10
ร่องรอยของคนบาป
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!