ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 8

ความเฉียบคมของสตรี

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
"หากใต้เท้าหวังจะใช้กระดาษแผ่นน้อยนี้มาต่อรองกับชีวิตคนสกุลหลี่ เกรงว่าท่านคงต้องคำนวณราคาค่างวดใหม่เสียแล้วกระมังคะ" ซุ่มเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องหนังสือลับ ภายในเรือนพักรับรองจันทร์กระจ่าง แสงจากตะเกียงน้ำมันกฤษณาไหววับตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นชาผู่เอ๋อร์เก่าแก่ลอยอบอวล ชวนให้บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก หลี่มู่เหยา ในอาภรณ์ปักลายหงส์เหมันต์สีฟ้าครามเข้ม ขอบแขนเสื้อกุดั่นด้วยดิ้นเงินระยิบระยับ นางนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงอย่างสง่างาม ปลายเรียวนิ้วเรียวดั่งลำหญ้าคาประดับด้วยปลอกเล็บทองคำสลักลายวิจิตร กำลังพลิกกระดาษแผ่นบางในมือขึ้นส่องกับแสงไฟอย่างไม่รีบร้อน ตรงข้ามกับนางคือ หวังอี้โจว ผู้ตรวจการกรมอาญา มือขวาคนสนทรของเสนาบดีคหบดีใหญ่ ฝั่งตรงข้ามที่เวลานี้ใบหน้าเผือดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ แม้เขาจะพยายามรักษาท่าทีเย่อหยิ่งไว้เพียงใด แต่ยามที่สบเข้ากับดวงเนตรหงส์คู่นั้นที่เต็มไปด้วยความรู้ทัน เขากลับรู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงลูกหมากตัวจิ๋วที่กำลังถูกจ้องมองจากเบื้องสูง "คุณหนูหลี่... ท่านอย่าได้ใจนักเลย" หวังอี้โจวเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามข่มความหวาดกลัว "จดหมายลับฉบับนี้ประทับตราประทับลับของกองทัพพยัคฆ์ทักษิณ หากมันไปถึงมือฮ่องเต้... โทษฐานกบฏซ่อนเร้นอาวุธยุทโธปกรณ์ ต่อให้ท่านมีเก้าชีวิตก็ไม่พอชดใช้!" มู่เหยาแย้มยิ้ม มุมปากยกขึ้นเป็นเส้นโค้งที่งดงามทว่าไร้ความอบอุ่น นางวางกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ราวกับน้ำหนักของมันเบาดั่งปุยนุ่น ทั้งที่ในความเป็นจริง มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่สามารถพลิกแผ่นดินต้าเฉิงให้ลุกเป็นไฟได้ในชั่วข้ามคืน "ใต้เท้าหวังเจ้าคะ ท่านฉลาดเฉลียวมาตลอด เหตุใดวันนี้จึงโง่เขลาถึงเพียงนี้" มู่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ รินชาใส่จอกหยกขาวด้วยกิริยาช้อยงามไร้ที่ติ "ท่านคิดจริงๆ หรือว่า... จดหมายที่ท่านอุตส่าห์ขโมยมาจากห้องทรงอักษรของท่านอ๋องเฉินอี้หลง จะเป็นของจริง?" ร่างของหวังอี้โจวสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "เจ้า... เจ้าหมายความว่าอย่างไร!" "หมายความว่าอย่างไรท่านย่อมรู้แก่ใจดี" มู่เหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น "หมึกที่ใช้... เป็นหมึกจิ่วฮวาจากดินแดนทางใต้ ซึ่งมีกลิ่นหอมจางๆ ของดอกอิงฮวา แม้จะพยายามกลบเกลื่อนด้วยกลิ่นสน แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการตรวจฎีกาเช่นข้า ย่อมแยกแยะออกได้ตั้งแต่สัมผัสแรก... และที่สำคัญยิ่งกว่า ท่านอ๋องเฉินอี้หลง ทรงเกลียดชังการใช้กระดาษสาจากเมืองลู่เหนือยิ่งกว่าสิ่งใด เหตุไฉนความลับระดับพยัคฆ์จึงถูกบันทึกบนกระดาษชั้นต่ำเช่นนี้เล่าคะ?" คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนเข็มเงินเล่มเล็กที่พุ่งตรงเข้าฝังรากลึกในความนึกคิดของหวังอี้โจว จนเขาแทบทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น แผนการทั้งหมดที่เขาวางไว้ การลอบเข้าจวนอ๋อง การเสี่ยงชีวิตขโมยของ สิ่งเหล่านี้... นางรู้เห็นเป็นใจตั้งแต่แรกแล้วอย่างนั้นหรือ? "เจ้า... เจ้าหลอกข้า!" หวังอี้โจวคำรามด้วยความเคียดแค้น ชักกระบี่ออกจากฝักหมายจะพุ่งเข้าประชิดตัว ทว่า... ยังไม่ทันที่ปลายกระบี่จะเคลื่อนไหว เงาร่างสีดำสนิทก็สายวาบผ่านหน้าต่างเข้ามาดั่งภูตผี ปลายกระบี่คมกริบจ่อเข้าที่หลอดลมของหวังอี้โจวอย่างแม่นยำในเสี้ยววินาที แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงสง่าของบุรุษในชุดคลุมสีดำปักลายมฆาสีชาด ผู้ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังเก้าอี้ของมู่เหยาอย่างเงียบเชียบ "กล้าดียังไง... ถึงชักกระบี่ต่อหน้าพระชายาของเปิ่นหวาง" สุ้มเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น ดังก้องขึ้นพร้อมกับแผ่นหลังกว้างที่แผ่ไอสังหารกดดันจนหวังอี้โจวเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ลมหายใจติดขัด เฉินอี้หลง ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้ายแห่งจวนชินอ๋อง ปรายพระเนตรมองเศษสวะเบื้องพระพักตร์ด้วยความรังเกียจราวกับมองมดปลวก ก่อนจะเบนสายพระเนตรกลับมายังหญิงสาวที่นั่งจิบชาอยู่เบื้องหน้า ความดุดันน่ากลัวเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงแววพระเนตรที่ลึกล้ำและอ่อนโยนยามทอดมองนาง มู่เหยาไม่แม้แต่จะชายตามองผู้บุกรุกที่คุกเข่าตัวสั่น นางวางจอกชาลงกระทบโต๊ะเบาๆ เสียงกังวานใสราวดนตรี "หม่อมฉันบอกท่านแล้ว ว่าสุนัขจนตรอกย่อมกัดไม่เลือกที่เพคะ ท่านอ๋อง" มู่เหยาเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มให้บุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนัก ดวงตากลมโตคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายแห่งความฉลาดเฉลียว "แต่ดูท่าทางแล้ว สุนัขตัวนี้คงไม่มีโอกาสได้เห่าหอนอีกต่อไปแล้วกระมังคะ" อี้หลงแค่นพระสรวลเบาๆ ในลำคอ ยื่นมือหนาออกไปแตะปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังปัดเป่าฝุ่นละอองที่ไม่คู่ควร "ตามใจเจ้า... เจ้าอยากให้มันจบเช่นไร เปิ่นหวางย่อมจัดให้ตามนั้น" การต่อรองผ่านจดหมายลับที่ควรจะนองเลือด กลับกลายเป็นการเล่นสนุกในยามค่ำคืนของคนทั้งสอง ท่ามกลางเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิตและแผ่นดิน ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลาย เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาเล็กหน้าตำหนักก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะประตูกระชั้นชิด "กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีหนุ่มละล่ำละลักด้วยความตื่นตระหนก "ราชโองการด่วนจากห้องทรงอักษร... พระราชทานสมรสข้ามแคว้น! มีรับสั่งให้พระชายามู่เหยา เดินทางไปอภิเษกยังแคว้นเป่ยเหลียงในอีกสามวันพ่ะย่ะค่ะ!" สีหน้าของอี้หลงเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในทันที ขณะที่ดวงเนตรของมู่เหยาหรี่แคบลง รอยยิ้มระรื่นเมื่อครู่เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย... เมื่อหมากตานี้ไม่ได้ถูกเดินโดยพวกเขา แต่กลับเป็นฝ่ามือปริศนาจากเงามืดที่ยื่นเข้ามาพลิกกระดานกลางคัน! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมฟันฝ่าสมรภูมิอำนาจไปกับกุนซือสาวของเรานะคะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%