ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 9

รอยร้าวในราชสำนัก

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
“หากฝ่ามือปริศนานั้นคิดจะถือวิสาสะเดินหมากบนกระดานของเป่ยเฉิน... พวกมันก็ต้องเตรียมใจที่จะสูญเสียข้อนิ้วไปทีละข้อเช่นกันค่ะ ท่านอ๋อง” สุ้มเสียงนุ่มนวลทว่าเยียบเย็นราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในตำหนักบูรพา แสงจากเปลวเทียนสีชาดวาดเงาร่างเพรียวระหงของหลี่มู่เหยาให้ทอดยาวทาบทับลงบนม่านมุกปักลายหงส์ สตรีในอาภรณ์ไหมต่วนสีจันทร์ทอประกายระยับยามขยับกาย นางกำลังบรรจงใช้ปลอกเล็บทองคำสลักลายวิจิตรคีบเมล็ดหมากล้อมสีดำสนิทลงบนกระดานไม้จันทน์หอม เสียงกระทบของหินหยกดังเปาะแปะ ราวกับเสียงฝีเท้าของยมทูตที่กำลังคืบคลานเข้ามาในความมืด อี้หลงชำเลืองมองนางด้วยหางตา ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองผ่านสาส์นลับที่เพิ่งถูกส่งเข้ามาทางรอยแยกของหน้าต่าง แก้วชาเคลือบหยกในมือหนาถูกบีบเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน เมื่อครู่... ข่าวกรองจากหน่วยเงาพยัคฆ์รายงานตรงกันว่า ตระกูลขุนนางเก่าแก่สองฝ่าย คือ ฝ่ายเสนาบดีคลังจ้าวผู้กุมการเงินแผ่นดิน และแม่ทัพใหญ่เกาผู้คุมกองกำลังรักษาพระนคร กำลังเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือดในห้องโถงประชุมลับ เหตุเพราะมี "หลักฐานทุจริต" ชิ้นสำคัญถูกส่งไปยังจวนของทั้งสองฝ่ายพร้อมๆ กัน ในเวลาไล่เลี่ยกันราวกับนัดหมาย ทว่า หลักฐานชิ้นนั้น... มิได้มาจากเงื้อมมือของเขา และก็มิได้มาจากฝั่งของมู่เหยาเช่นกัน “เจ้าคิดว่าเป็นฝีมือผู้ใด?” อี้หลงเอ่ยถาม เสียงทุ้มต่ำรlระคายหูคล้ายเสียงคำรามแผ่วเบาของสัตว์ป่าที่ถูกล้ำอาณาเขต มู่เหยาแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามปานบุปผชาติแรกแย้ม แต่กลับซ่อนความคมกริบของใบมีดอาบยาพิษไว้ครบถ้วน นางวางหินสีดำลงบนจุดตายของกระดาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนัก “จะมีผู้ใดเล่าคะ... นอกจากสุนัขที่เริ่มหิวโซ จนคิดจะกัดกันเองเพื่อแย่งเศษเนื้อชิ้นสุดท้าย” มู่เหยาเอ่ยกลั้วหัวเราะเบาๆ “แต่ช้าก่อน... การที่พวกมันหันมาห้ำหั่นกันเองในยามนี้ หาใช่เรื่องบังเอิญไม่ หากแต่เป็น ‘โอกาส’ ที่สวรรค์เมตตาประทานมาให้เราต่างหากล่ะคะ” อี้หลงหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดด้านหลังของหญิงสาว กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและไอร้อนจากกายแกร่งโอบล้อมร่างระหงเอาไว้ ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมไปแตะลงบนปลายคางมน บังคับให้นางเงยขึ้นรับสัมผัสอันดุดันแต่ทว่าทะนุถนอมในคราเดียวกัน “เจ้าวางแผนสิ่งใดไว้อีกแล้ว หืม... มู่เหยา?” น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและชิดใกล้จนลมหายใจรดรินอยู่ข้างแก้มนวล “หม่อมฉันมิได้วางแผนสิ่งใดให้ยุ่งยากเลยเพค่ะ... แค่หยิบยื่น ‘ความหวาดระแวง’ ให้คนทั้งสองฝั่งได้ลิ้มรส ก็เท่านั้นเอง” มู่เหยาปัดมือของเขาออกอย่างไม่แยแส นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายผ้าไหมลู่ลมพลิ้วไหวราวกับคลื่นน้ำ “ในเมื่อเสนาบดีจ้าวคิดว่าแม่ทัพเกาคือผู้ทรยศที่ส่งหลักฐานไปทำลายตระกูลตน และแม่ทัพเกาก็ปักใจว่าเสนาบดีจ้าวต้องการฮุบเสบียงทหาร... ไฟที่สุมอยู่ในอก ย่อมไม่มีวันดับลงด้วยคำแก้ตัวใดๆ มีแต่จะต้องชำระล้างด้วยเลือดเท่านั้นค่ะ” วิสัยทัศน์ของกุนซือหญิงเฉียบคมดั่งคมกระบี่ นางมองทะลุปรุโปร่งถึงโครงสร้างอันผุพังของราชสำนักเป่ยเฉิน ขุนนางเหล่านี้ยึดติดกับลาภยศและอำนาจมาเนิ่นนาน รากฐานรากลึกจนยากจะถอนรากถอนโคน หากใช้กำลังเข้าหักหาญย่อมสูญเสียกำลังพลโดยใช่เหตุ แต่หากใช้ "จิตวิทยาแห่งความระแวง" ยุยงให้พวกมันกินเนื้อกันเอง... ในไม่ช้า เสือสองตัวย่อมต้องสิ้นลายบนถ้ำเดียวกัน รุ่งอรุณถัดมา... ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนสีเทาทึบ บรรยากาศอึมครึมราwithจะกดทับผู้คนให้หายใจไม่ออก ณ ท้องพระโรงอันโอ่อ่าตระการตา เสนาบดีจ้าวและแม่ทัพเกายืนเผชิญหน้ากันด้วยสายตาดั่งจะกินเลือดกินเนื้อ เส้นเลือดที่ขมับของขุนนางเฒ่าเต้นตุบๆ ขณะที่แม่ทัพใหญ่กำด้ามกระบี่ข้างกายแน่นจนข้อต่องอเกร็ง เสียงซุบซิบของขุนนางน้อยใหญ่ดังระงมไปทั่ว เมื่อสำรับฎีกาฟ้องร้องถูกโยนลงกลางท้องพระโรง เสียงกระดาษกระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้องกังวาน ราวกับสัญญาณเปิดฉากสงครามกลางเมืองย่อมๆ อี้หลงประทับอยู่บนพระแท่นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เย็นชาไร้ความรู้สึก ดั่งภูเขาน้ำแข็งที่มองดูความพินาศเบื้องล่างด้วยความบันเทิง ขณะที่หลี่มู่เหยาซึ่งยืนอยู่หลังม่านมุกทางด้านซ้าย ทอดสายตามองความวุ่นวายนั้นด้วยรอยยิ้มเยาะหยันในดวงเนตร ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่นางวางไว้ไม่ผิดเพี้ยน ขุนนางฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นเริ่มเปิดฉากด่าทอกันอย่างรุนแรง เสียงตะโกนใส่ร้ายป้ายสีดังลั่นห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ ไร้ซึ่งความยำเกรงต่อกฎมณเฑียรบาล ความแตกร้าวในราชสำนักแผ่ขยายออกเป็นรอยร้าวลึกที่ไม่มีวันประสาน ทว่า... ในจังหวะที่เสนาบดีจ้าวกำลังชักกระบี่สั้นออกมาเพื่อหมายจะแทงคู่กรณีกลางท้องพระโรง ทันใดนั้นเอง เสียงกงสุลขันทีหน้าพระพักตร์ก็แผדแหลมก้องกังวานขึ้น ตัดผ่านความโกลาหลทั้งหมด "ราชสำนักแคว้นซีเหลียง... ขอเข้าเฝ้าถวายสาส์นบรรณาการ!" ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมท้องพระโรงในฉับพลัน ทุกสายตาหันขวับไปยังประตูบานใหญ่ที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในชุดคลุมยาวปักลายพยัคฆ์เงิน อาภรณ์แปลกตาและกลิ่นอายอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้น ทำให้ลมหายใจของทุกคนสะดุดกัก อี้หลงขมวดคิ้วมุ่นเป็นปมทันที ขณะที่ดวงเนตรของมู่เหยาหรี่แคบลงอย่างระแวดระวัง รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อบุรุษผู้นั้นแย้มยิ้ม แล้วชู "ป้ายหยกประจำตัวองค์ชายรัชทายาทผู้ล่วงลับ" ขึ้นสูงท่ามกลางสายตาของทุกคน! — ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ —
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%