ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 10

หน้ากากที่ร้าวฉาน

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มยี่สิบปีลอยอวลอยู่เบื้องหน้า เจือจางด้วยกลิ่นหมึกชั้นดีจากแท่นฝนหมึกหยกขาวสลักลายหงส์คู่มังกร บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรส่วนตัวของตำหนักอ๋องเงียบสงบจนได้ยินเสียงหยดน้ำจากนาฬิกาทรายโบราณ ทว่าความเงียบงันนี้กลับกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ป้ายหยกประจำตัวองค์ชายรัชทายาทผู้ล่วงลับ... วัตถุชิ้นเล็กสีเขียวมรกตใสเนื้อเนียนละเอียด สะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันหอมหมื่นลี้วับวามในความมืด มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ควรจะถูกฝังกลบไปพร้อมกับกองเพลิงมอดไหม้ในตำหนักบูรพาเมื่อสามปีก่อน เหตุใดบัดนี้จึงมาปรากฏอยู่บนปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกสลักของท่านอ๋องเฉินอี้หลงได้เล่า? หลี่มู่เหยายืนนิ่งสงระงับความตื่นตระหนกไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย นางสวมอาภรณ์ปักดิ้นเงินลายเมฆาคลื่นสลับเบญจมาศสีครามเข้ม อาภรณ์ชั้นนอกทับด้วยเสื้อคลุมผ้าต่วนปักลายพยัคฆ์ซ่อนลาย ชายกระโปรงยาวลากพื้นทิ้งตัวอย่างสง่างาม ทว่าหัวใจใต้ร่มผ้ากลับเต้นระส่ำดั่งกลองศึก สายตาของนางปะทะเข้ากับดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีของบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่พิทักษ์บูรพา สายตาคู่นั้นไม่มีความลังเล มีเพียงความเยือกเย็น ดุดัน และประกายวิบวับราวกับกำลังมองเหยื่อที่เดินเข้ามาติดกับด้วยความสมัครใจ "ป้ายหยกชิ้นนี้... กุนซือหลี่คิดว่ามันควรจะอยู่ที่ใดหรือ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ไร้ซึ่งอารมณ์ แต่ทุกคำที่เปล่งออกมากลับหนักหน่วงราวนำแท่นหินมาทับทรวงอก เฉินอี้หลงมิได้ขยับตัว เขายังคงนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้พนักสูงบุด้วยหนังจิ้งจอกหิมะสีขาวบริสุทธิ์ มือใหญ่วางป้ายหยกชิ้นนั้นลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมอย่างเชื่องช้า ราวกับจงใจปล่อยให้เสียงกระทบเบาๆ นั้นกรีดแทงโสตประสาทของคนฟัง มู่เหยากวาดสายตาช้าๆ มองป้ายหยกชิ้นนั้น รอยสลักรูปพยัคฆ์ห้าเล็บด้านหลังยังคงคมชัด นางจำมันได้แม่นยำ เพราะนี่คือของสำคัญที่นางเคยใช้แลกเปลี่ยนกับเครือข่ายสายลับตระกูลหลี่ในอดีตชาติ ก่อนที่นางจะถูกต้อนให้จนมุมและดื่มยาพิษสิ้นใจตายอย่างอนาถบนเตียงนอนหนarหนาวเหน็บ เหตุใด... ป้ายหยกที่ควรจะจมอยู่ใต้ก้นบึ้งของแม่น้ำฮวงโห จึงมาอยู่ในมือของเฉินอี้หลงได้? หรือว่าเขาเริ่มระแคะระคายตัวตนที่แท้จริงของนางแล้ว? ความคิดนับร้อยสายวิ่งวนในสมองดั่งกระแสธารเชี่ยวกราก แต่นางเป็นใครเล่า? หลี่มู่เหยาผู้ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ไฉนเลยจะแสดงพิรุธให้บุรุษเจ้าเล่ห์ผู้นี้จับได้ง่ายดาย มุมปากของกุนซือหญิงแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกเหมันต์ผลิบานท่ามกลางหิมะโปรราตรีกาล แต่นัยน์ตากลับปราศจากความยินดีโดยสิ้นเชิง นางขยับกายโค้งคำนับตามธรรมเนียมราชสำนักอย่างประณีตไร้ที่ติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ "ทูลท่านอ๋อง ของล้ำค่าเช่นนี้ย่อมควรอยู่กับผู้ที่มีสิทธิ์ครอบครองแผ่นดินเพคะ แต่ทว่า..." มู่เหยาเว้นจังหวะเล็กน้อย ปลดปล่อยลมหายใจออกมาช้าๆ เพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในน้ำเสียง "เหตุใดของที่ควรจะมลายหายไปพร้อมกับความอัปยศของตำหนักบูรพาเมื่อครั้งกระโน้น ถึงได้มาอยู่ในห้องทรงอักษรส่วนตัวของท่านอ๋องได้เล่าเพคะ? หรือว่าท่านอ๋องทรงเก็บกวาด... 'สนามรบ' ในวันนั้นได้ไม่สะอาดพอ?" คำพูดนี้มีความคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ เป็นการหยั่งเชิงและทิ่มแทงกลับไปในคราวเดียวกัน นางจงใจขุดคุ้ยเหตุการณ์กวาดล้างครั้งใหญ่ที่เฉินอี้หลงเคยใช้มือของตนเองสังหารผู้คนนับร้อยในตำหนักบูรพา เพื่อดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไร เฉินอี้หลงหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศรอบตัวหนתทึบขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาหญิงสาวทีละก้าว เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้นหินอ่อนหนักแน่นดั่งเสียงกลองประหาร ทุกย่างก้าวที่เขยิบเข้ามาใกล้ รัศมีกดดันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น มู่เหยาไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่ที่โน้มตัวลงมาใกล้จนได้กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นสนจันทน์จางๆ จากกายเขา ใบหน้าของเขาระยะห่างเพียงคืบจนมองเห็นแพขนตาดกหนาและเงาสะท้อนของดวงตานางในนัยน์ตาคมกริบคู่นั้น "เจ้ากล้ามากนะ..." เสียงกระซิบต่ำลอดไรฟัน แฝงความคุกคามอันตราย "กล้าต่อรอง กล้าหยั่งเชิง และยังกล้าตั้งคำถามกับเป้าหมายของเป่ยจิงอ๋องเช่นเรา" นิ้วเรียวแกร่งของเฉินอี้หลงยื่นออกมา ยื่นไปสัมผัสปอยผมสีดำขลับที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนใสของหญิงสาว เขาทัดมันไว้หลังใบหูอย่างแผ่วเบา ทว่าสัมผัสนั้นกลับเย็นเยียบดึงสติ ราวกับกรงเล็บของพยัคฆ์ที่แตะอยู่บนลำคอเหยื่อ "หลี่มู่เหยา... เจ้าเป็นใครกันแน่? กุนซือไร้ชื่อจากแดนใต้ผู้มีแผนการลึกล้ำราวกับล่วงรู้อนาคต... หรือเป็น 'วิญญาณ' ที่ฟื้นคืนชีพกลับมาเพื่อทวงแค้น?" ลมหายใจของมู่เหยาชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที หัวใจกระตุกวูบอย่างรุนแรง แต่นางยังคงรักษาความนิ่งสงบไว้ได้ด้วยสติปัญญาที่สั่งสมมานาน นางไม่หลบสายตา ไม่แสดงอาการหวาดกลัว มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนเรียวปากสีชาด "หม่อมฉันเป็นเพียงคนผู้หนึ่งที่ปรารถนาจะเห็นความอยุติธรรมถูกชำระสะ้าง... ก็เท่านั้นเองเพคะท่านอ๋อง" นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้พิรุธ เฉินอี้หลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตานคมปลาของนาง เนิ่นนาน... ราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากอันสมบูรณ์แบบนั้น ทันใดนั้น เขาก็หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน ทว่าในขณะเดียวกันก็มีความหลงใหลระคนอยู่ลึกซึ้ง "ดี... ดีมาก" เขาลดมือลง กลับมายืนตัวตรง ทอดสายตามองนางด้วยความหมายที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา "ในเมื่อเจ้าอยากเล่นเกมนี้กับเรานัก งั้นเรามาดูกันว่าระหว่างแผนการทวงแค้นของเจ้า กับบัลลังก์มังกรที่ข้ากำลังจะกระชากลงมา... สิ่งใดจะพังทลายลงก่อนกัน" พูดจบ เฉินอี้หลงก็สะบัดชายแขนเสื้อ หันหลังกลับไปหยิบจอกชาขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น ทิ้งให้มู่เหยายืนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ ทว่าในจังหวะนั้นเอง... เสียงฝีรบรีบร้อนของขันทีหน้าตำหนักก็ดังแทรกเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความแตกตื่นที่ทำให้ทั้งคู่ต้องหันขวับไปมอง "รายงานท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ศาลารับรองหลวง... เกิดเพลิงไหม้ขึ้นอย่างกะทันหัน และในกองเพลิงนั้น... มีการพบ 'ราชโองการลับ' ที่ระบุชื่อของกุนซือหลี่พัวพันกับกบฏแดนใต้พ่ะย่ะค่ะ!" ดวงตาของเฉินอี้หลงหรี่ลงวูบ ประกายตาดุดันพุ่งตรงกลับมาที่ร่างของหลี่มู่เหยาทันที ในขณะที่มุมปากของมู่เหยาค่อยๆ แข็งค้าง รอยยิ้มวิจิตรถูกกระชากหลุดร่วง เผยให้เห็นรอยร้าวของหน้ากากที่นางสวมไว้... เมื่อแผนการตลบหลังที่แยบยลกว่ากำลังรอต้อนนางให้จนมุมในก้าวต่อไป! --- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางฝ่าฟันเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ พบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%