เสียงดีดพิณกู่เจิงสายสุดท้ายขาดสะบั้นลงพร้อมกับหยดโลหิตสีชาดที่หยดลงบนพื้นหินอ่อนขัดมัน
ภายในท้องพระโรงใหญ่ประดับประดาด้วยโคมแก้วเจียระไนจากแดนตะวันตก แสงไฟสีส้มสลัวขับเน้นให้บรรยากาศของงานเลี้ยงฉลองชัยชนะครานี้ดูงดงามราวกับภาพวาดโบราณ ทว่ากลับเย็นเยียบราวดังลานประหาร
หลี่มู่เหยา ในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์ทองเคียงมังกรสีนิลกาฬ ขยับพัดจีบทำจากกระดูกปลาวาฬในมือช้าๆ ปลายพัดแตะริมฝีปากที่แย้มยิ้มบางเบา ดวงตาหงส์คู่นั้นกวาดมองไปทั่วท้องพระโรง สังเกตความตื่นตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากยิ้มแย้มของเหล่าขุนนางฝ่ายตรงข้าม
"วันนี้จอกสุราของใต้เท้าจ้าวดูจะพร่องเร็วกว่าปกติ ท่านแม่ทัพจ้าวคงมีความกังวลใจอันใดอยู่กระมังคะ"
น้ำเสียงหวานใสดังกังวานขึ้น ท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ มู่เหยาเอ่ยทักทายด้วยท่าทีนุ่มนวล แต่ทุกถ้อยคำกลับคมกริบดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ
ใต้เท้าจ้าวสะดุ้งเฮือก เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม เขาฝืนยิ้มแห้งแล้ง รีบยกจอกสุราขึ้นดื่มกลบเกลื่อนความพิรุธ "องค์หญิง... เอ่อ พระชายาอ๋องทรงล้อเล่นแล้วกระมัง พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันไหนเลยจะมีความกังวลใด ในเมื่อท่านอ๋องทรงนำชัยชนะกลับมาสู่แคว้นได้เช่นนี้"
ชัยชนะที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของตระกูลหลี่... มู่เหยาแย้มยิ้มลึกขึ้นในดวงตา นางปรายตามองไปยังประธานฝั่งซ้าย ที่ซึ่งอ๋องเฉินอี้หลงประทับอยู่อย่างสง่างาม พระองค์ทรงสวมชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักด้ายทองรูปพญามังกรทะยานฟ้า พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายคู่นั้นทอดมองนางนิ่งนาน แววพระเนตรเต็มไปด้วยความลุ่มหลงระคนระแวง หญิงสาวส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มกลับไปให้ เป็นรอยยิ้มที่รู้ทันกันทุกก้าวเดิน
เกมการเมืองในเรือนหลังและราชสำนักมิได้ต่างอันใดจากการเดินหมากกระดานนี้ ทุกคนต่างคิดว่าตนเองเป็นผู้เล่น ทว่าแท้จริงแล้ว... พวกเขาเป็นเพียงเบี้ยที่รอเวลาถูกกวาดตกกระดานเท่านั้น
"หากไม่มีความกังวลใด ไฉนเลยมือของใต้เท้าจึงสั่นเทาถึงเพียงนั้นเล่าคะ" มู่เหยายกจอกชาสมุนไพรขึ้นจิบเบาๆ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่ลอยอบอวลปะปนมากับกลิ่นสุราหมักชั้นดี "สุราจอกนี้... เกรงว่าจะมิใช่สุราสำราญเสียแล้วกระมังคะ"
สิ้นเสียงหวานของนาง บรรยากาศภายในท้องพระโรงพลันเงียบกริบลงทันch ทว่าเสียงดนตรียังคงบรรเลงต่อไปอย่างน่าขนลุก
ขันทีเฒ่าผู้รับผิดชอบการจัดเตรียมอาหารหน้าซีดเผือด เขาทรุดตัวลงคุกเข่าตัวสั่นงันท่ามกลางความตกใจของทุกคน "พระชายา... พระชายาทรงตรัสสิ่งใดกันพ่ะย่ะค่ะ อาหารและสุราเหล่านี้ผ่านการตรวจสอบพิษอย่างเข้มงวดแล้ว..."
"ตรวจสอบแล้วกระนั้นหรือ?" มู่เหยาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไพเราะดั่งระฆังแก้วแต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายผ้าคลุมลากยาวไปกับพื้นหิน ส่งเสียงเสียดสีเบาๆ ทว่าดังก้องในความเงียบงัน นางก้าวเดินเข้าไปใกล้โต๊ะจัดเลี้ยงของใต้เท้าจ้าวทีละน้อย
"พิษ 'เหมันต์ไร้เงา' มิได้ออกฤทธิ์ทำให้ผิวหนังดำคล้ำหรือเลือดทะลักออกทวารทั้งเจ็ดหรอกนะคะใต้เท้าจ้าว... แต่มันจะค่อยๆ กัด
กร่อนเส้นโลหิตในหัวใจของผู้ดื่มให้แข็งตัวทีละน้อย ภายในสามวัน... ผู้นั้นจะสิ้นใจตายราวกับหลับใหลไปชั่วนิรันดร์ โดยแพทย์หลวงผู้ไร้ฝีมือก็มิอาจวินิจฉัยออก"
ดวงตาของใต้เท้าจ้าวเบิกโพรงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขาล้มลุกคลุกคลานถอยหลังจนล้มคว่ำลงกับพื้น ชี้หน้ากุนซือหญิงด้วยมือที่สั่นเทา "เจ้า... นังสารเลว เจ้ากล่าวหาข้า!"
"ข้ากล่าวหาหรือคะ?" มู่เหยาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ร่างระหงสง่างามดั่งเทพธิดาผู้ลงทัณฑ์ นางก้มลงมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่าไร้ความปรานี "เช่นนั้น... ท่านกล้าดื่มจอกสุฃราตรงหน้านี้ให้ข้าดูสักจอกหรือไม่เล่าคะ?"
เหงื่อเม็ดโตไหลอาบใบหน้าของใต้เท้าจ้าว เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากเหล่าขุนนางรอบข้าง ทว่าทุกคนต่างหลบสายตา ถอยร่นออกห่างราวกับเขากำลังเป็นโรคระบาดร้ายแรง
ในขณะนั้นเอง อ๋องเฉินอี้หลงก็ทรงขยับพระองค์ พระองค์ทรงวางจอกสุราในพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ง* ดังกังวานไปทั่วท้องพระโรง ร่างสูงใหญ่ก้าวพระบาทลงมาจากแท่นประทับอย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลังอำนาจจนทุกคนต้องก้มหน้าหลบ รัศมีความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมารอบพระองค์จนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลง
"มู่เหยา" สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกพระชายาของตน พระองค์ทรงหยุดยืนเบื้องหลังร่างบาง พระหัตถ์หนายื่นมาโอบเอวคอดกิ่วของนางไว้อย่างแสดงความเป็นเจ้าของ สัมผัสอุ่นร้อนผ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามา ทว่าแววตาของท่านอ๋องกลับทอดมองใต้เท้าจ้าวด้วยความเหี้ยมเกรียมดุจพญามาร "ในเมื่อมันไม่กล้าดื่ม... เปิ่นหวางจะเป็นผู้ให้มันดื่มเอง"
"ท่านอ๋อง... ไว้ชีวิตด้วย พ่ะย่ะค่ะ! ไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย!" ใต้เท้าจ้าวโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังโขกๆ เลือดไหลอาบหน้าผาก ทว่าไร้ซึ่งความเมตตา
เฉินอี้หลงโบกพระหัตถ์เพียงครั้งเดียว องครักษ์เงาก็กรูเข้ามาล็อคตัวขุนนางผู้ทรยศ บังคับกรอกสุราพิษลงคอจนหมดสิ้น เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นเพียงครู่เดียว ก่อนที่ร่างนั้นจะแน่นิ่งไปต่อหน้าต่อตาผู้คนนับร้อย
เสียงดนตรีหยุดลงอย่างกะทันหัน ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง
หลี่มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับพระสวามี รอยยิ้มเยέหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง เกมเริ่มต้นขึ้นแล้ว และนางจะไม่ยอมหยุดจนกว่าเลือดทุกหยดของคนที่เคยทำลายล้างครอบครัวนาง จะต้องถูกชำระด้วยความพินาศสิ้นเช่นเดียวกัน
ทว่า ในวินาทีที่นางกำลังจะเอวาจาเยาะเย้ยศัตรูคนต่อไป ขันทีหลวงผู้ดูแลเขตพระราชฐานชั้นในก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ถือราชโองการลับม้วนสีชาดประทับตราหยกมังกรทองพุ่งตรงเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าของอ๋องเฉินอี้หลง
"ทูลท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีผู้นั้นละล่ำละลักเสียงสั่นเครือ "มี... มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... สั่งปลดพระชายาหลี่มู่เหยาออกจากตำแหน่ง และ... และทรงมีรับสั่งให้จับกุมตัวนางเข้าคุกหลวงในข้อหากบฏทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
ดวงตาหงส์ของหลี่มู่เหยาหรี่แคบลงทันที รอยยิ้มบนริมฝีปากแข็งค้างไปชั่วขณะ ขณะที่พระเนตรของอ๋องเฉินอี้หลงพลันวับวาวด้วยประกายเพลิงแห่งความพิโรธที่น่ากลัวที่สุดในรอบทศวรรษ!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางในเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ
ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 11
บทเพลงแห่งการล่มสลาย
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!