ความเงียบงันภายในตำหนักบูรพาในยามนี้ เยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางฤดูเหมันต์ กลิ่นอายคุกรุ่นที่แผ่ออกมาจากพระวรกายของอ๋องเฉินอี้หลงรุนแรงเสียจนเหล่าขันทีนางสำนักต่างหมอบกราบแนบพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวราวกับใบไม้ต้องลมพายุ
ดวงตาหงส์ของหลี่มู่เหยาหรี่แคบลงทันที รอยยิ้มบนริมฝีปากแข็งค้างไปชั่วขณะ ขณะที่พระเนตรของอ๋องเฉินอี้หลงพลันวับวาวด้วยประกายเพลิงแห่งความพิโรธที่น่ากลัวที่สุดในรอบทศวรรษ!
"เจ้ากล้าดียังไง..." พระสุรเสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน ก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ทรงก้าวพระบาทเข้าหาช้าๆ ทว่ามั่นคงดั่งมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายทองคำบริสุทธิ์สะท้อนแสงตะเกียงหยกเขียว ยามที่พระองค์ขยับพระวรกาย เสียงกระทบกันของเครื่องประดับหยกเอวและเสียงฝ่าพระบาทหนักแน่นสะท้อนก้องในโถงกว้าง ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
หลี่มู่เหยาหาได้ถอยร่างหนีแม้แต่ครึ่งก้าว นางยังคงยืนสง่างามในชุดกระโปรงยาวผ้าไหมซาตินปักลายดอกเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์ ทับด้วยเสื้อคลุมยาวปักลายเมฆมงคลสีครามเข้ม เรือนผมสีดำสนิทถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยทรงสูง ประดับด้วยปิ่นหยกขาวสลักรูปหงส์กางปีก ปลายปิ่นไกว
แกว่งเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ
สตรีเบื้องหน้าแย้มสรวลบางเบา ราวกับไม่รับรู้ถึงภัยมืดที่กำลังแผดเผาร่างตนเอง
"หม่อมฉันเพียงแต่ทูลความจริงที่ฝ่าบาททรงมองข้าม... หรือว่าความจริงข้อนี้ มันบาดลึกถึงศรัทธาอันปลอมเปลือกที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงใต้หล้ากันแน่เพคะ?"
คำพูดของนางเฉียบคมดั่งคมดาบที่อาบยาพิษ ทิ่มแทงเข้ากลางใจดำขององค์ชายผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนัก
อ๋องเฉินอี้หลงหยุดพระบาทลงเบื้องหน้านาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงคืบเดียว พระองค์โน้มพระวรกายลงมาเล็กน้อย พระเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อของนางราวกับจะค้นหาความจริงทั้งหมดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น
พระหัตถ์หนาเอื้อมออกไปคว้าปลายคางมนของนางไว้แน่นพอประมาณ นิ้วพระหัตถ์สัมผัสกับผิวแก้มนวลเนียนที่เย็นเฉียบ
"หลี่มู่เหยา... เจ้าคิดว่าเจ้าฉลาดนักใช่ไหม ถึงได้กล้าเหิมเกริมท้าทายกฎมณเฑียรบาล และท้าทายความอดทนของเปิ่นหวางซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
พระสุรเสียงของพระองค์พร่าต่ำ แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน ทั้งโกรธเกรี้ยว ทั้งปรารถนาจะทำลายล้าง และ... หวาดหวั่นลึกๆ ว่าสตรีผู้นี้จะรู้ทันแผนการทั้งหมดของพระองค์
นางไม่สะทกสะทฮาน ริมฝีปากอิบอิ่มเผยรอยยิ้มเยาะหยันที่งดงามหยาดเยิ้มแต่เย็นชาถึงกระดูก นางยกมือเรียวขึ้นแตะเบาๆ ที่ข้อมือหนาของเขา บีบมันกลับด้วยแรงที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
"กฎมณเฑียรบาลหรือเพคะ? สิ่งที่เรียกว่ากฎเหล็กบรรพกาล... แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงเครื่องมือของบุรุษผู้มีอำนาจในการกดขี่ผู้ที่อ่อนแอกว่า หาใช่ความชอบธรรมไม่ หากหม่อมฉันจะทำให้กฎข้อนั้นพังทลายลงในคืนนี้ด้วยมือของพระองค์เองเล่า... พระองค์จะกล้าพอที่จะทำลายมันไหมเพคะ ท่านอ๋อง"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงัดลงไปอีกขั้น
นี่คือกับดักที่นางร้อยเรียงขึ้นอย่างประณีตดั่งงานปักลายสกุลซู!
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางจงใจปล่อยข่าวลือเรื่องสนมเอกผู้โปรดปรานแอบลักลอบพบชู้รักในเขตอุทยานชั้นใน พร้อมกับจัดฉากให้หลักฐานทั้งหมดชี้ตรงมาที่ห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ของอ๋องเฉินอี้หลง ในยามวิกาลที่ห้ามผู้ใดล่วงล้ำโดยเด็ดขาดตามกฎมณเฑียรบาลบทที่สิบสอง—กฎที่บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดไม่ว่าจะมีฐานันดรศักดิ์ใด เข้าพบองค์ชายหรือพระชายาในเขตหวงห้ามหลังยามสาม (23.00 น.) โดยไม่มีพระราชโองการประทับตราหยกแดง มิฉะนั้นจะถือเป็นความผิดฐานสมคบคิดกบฏ มีโทษประหารชีวิตทั้งตระกูล!
และในเวลานี้ ยามสามกำลังจะเวียนมาถึง...
หลี่มู่เหยาจงใจก้าวเข้ามาในตำหนักบูรพาเวลานี้ และนางยังจงใจทำให้อ๋องเฉินอี้หลงทรงกริ้วจนไม่อาจไล่นางกลับไปได้ทันเวลา หากขันติหรือราชองครักษ์เวรยามตรวจพบว่ามีสตรีแปลกปลอมอยู่ในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ของท่านอ๋องยามวิกาล... และหากหลักฐานชิ้นสำคัญที่นางซ่อนไว้ใต้โต๊ะทรงอักษรถูกค้นพบโดยคนของไทฮองไทเฮา
อ๋องเฉินอี้หลงจะกลายเป็นผู้ละเมิดกฎมณเฑียรบาลด้วยพระองค์เอง! ทรงทำลายความน่าเชื่อถือในฐานะผู้พิทักษ์กฎเหล็กของราชสำนัก และเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นข้ออ้างในการปลดพระองค์ออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และข้อยกเว้นทั้งปวง
นี่คือการเล่นกับไฟ... ไฟที่ร้อนแรงพอจะแผดเผาทั้งสองให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน
อ๋องเฉินอี้หลงทอดพระเนตรเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ในดวงตาหงส์คู่นั้น พระองค์ทรงฉลาดเฉลียวเหนือใคร มีหรือจะมองไม่เห็นกลอุบายตื้นลึกหนาบางนี้? ทว่า แทนที่จะทรงกริ้วโกรธจนสั่งประหารนางดังที่คนทั่วไปคาดคิด มุมพระโอษฐ์ของพระองค์กลับยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เย็นเยียบและทรงเสน่ห์ยิ่ง
"เจ้าอยากให้เปิ่นหวางทำผิดกฎ... เพื่อเปิดทางให้พวกสุนัขจิ้งจอกในสภาขุนนางมีข้ออ้างเล่นงานเปิ่นหวางอย่างนั้นสินะ"
พระองค์ตรัสเสียงกระซิบข้างพระนงคราญ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหูขาวสะอาดของนางจนขนลุกชัน
"หม่อมฉันมิกล้าบังอาจเพคะ..." หลี่มู่เหยาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบไร้ความเกรงกลัว "หม่อมฉันเพียงแต่มอบ 'ทางเลือก' ให้พระองค์ต่างหาก ระหว่างการยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์คร่ำครึที่คอยล่ามโซ่พระองค์ไว้ หรือจะยอม 'ทำลาย' มันทิ้งไปพร้อมกับหม่อมฉัน เพื่อก้าวขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดที่ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรอีก"
ดวงตาของทั้งสองประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร คลื่นอารมณ์อันเชี่ยวกรากพัดโหมกระหน่ำอยู่กลางห้องโถง ท่ามกลางแสงตะเกียงที่วับแวมใกล้ดับ
ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่พร้อมกับเสียงเกราะกระทบกันก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก!
*กุ๊ก! กุ๊ก! กุ๊ก!*
เสียงเคาะประตูไม้สักทองลงรักปิดทองดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงกังวานของขันทีอาวุโสประจำพระตำหนักของไทฮองไทเฮา
"ทูลท่านอ๋อง! ได้รับรายงานจากราชองครักษ์เวรยามว่า มีผู้บุกรุกยามวิกาลลักลอบเข้ามาในเขตตำหนักบูรพา ไทฮองไทเฮามีรับสั่งให้ตรวจสอบห้องทรงพระอักษรในทันที พ่ะย่ะค่ะ!"
หัวใจของคนนอกห้องคงร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่ภายในห้องนี้ หลี่มู่เหยาเอกเขนกกายพิงขอบโต๊ะอย่างไม่ยี่หรา นางยกชาขึ้นจิบช้าๆ พลางปรายตามองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่กำลังยืนนิ่งสนิท
อ๋องเฉินอี้หลงไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระเนตรคมกริบเปล่งประกายวาวโรจน์ด้วยความเหี้ยมเกรียม พระองค์หันกลับมามองสตรีเจ้าเล่ห์เบื้องหน้า ก่อนจะแย้มสรวลเหี้ยมเกรียมที่มุมพระโอษฐ์
"เจ้าคิดว่าเจ้าคุมเกมนี้ได้เบ็ดเสร็จแล้วสินะ หลี่มู่เหยา..."
พระองค์ตรัสพึมพำ ก่อนจะเอื้อมพระหัตถ์ไปกระชากสายรัดฉลองพระองค์ของนางออกด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
----------------------------------------
(ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "เงียบแต่ฟาดเรียบ" เสมอมานะคะ)
ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 12
กับดักของกุนซือ
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!