"หากก้าวล่วงมาอีกเพียงครึ่งชốn* เกี้ยวด้านหลังนั่นคงกลายเป็นโลงศพของท่านหญิงรองตระกูลหลี่ไปแล้วกระมั้งพะยะค่ะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงบดขยี้ของหยกเนื้อดีดังขึ้น ท่ามกลางกลิ่นอายเย็นเยียบของเหล้าหมักไป๋จิ่วและกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยพันปีที่ลอยอบอวลในศาลากลางน้ำ
หลี่มู่เหยาไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน นางยังคงรักษาท่าทีสงบเยือกเย็น ปลายนิ้วเรียวรีที่สวมปลอกเล็บทองคำประดับไข่มุกราตรีค่อยๆ หมุนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ในมือช้าๆ บนร่างของนางสวมชุดคลุมผ้าต่วนสีม่วงเข้มปักลายหงส์เหมันต์ด้วยดิ้นเงินสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืน เส้นผมดำขลับเกล้าเป็นมวยทรงสูงประดับปิ่นหยกขาวสลักลายเมฆา ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับเทพเซียนที่ก้าวลงมาจากภาพวาด หาใช่สตรีผู้เพิ่งรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชในชาติภพก่อนไม่
นางมิได้หันกลับไปมองบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหลังทันที ปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินบรรยากาศอันตรึงเครียดในศาลาแปดเหลี่ยมแห่งนี้ชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ
"หม่อมฉันหาได้กังวลเรื่องโลงศพไม่เพคะ... สิ่งที่หม่อมฉันกังวล เกรงว่าจะเป็นที่ประทับของท่านอ๋องผู้ปราบประจิมต่างหาก ที่อาจจะพังทลายลงมาก่อนที่ราชสำนักจะทันได้ชำระสะ้างบัญชีแค้น"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนผืนผ้าไหมอันบอบบาง อ๋องเฉินอี้หลงหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายทองคำ พระพักตร์หล่อเหลาดุจเทพสงครามแต่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกจ้องมองสตรีตรงหน้าเขม็ง พระองค์ก้าวเข้ามาประชิดทีละน้อย จนกลิ่นอายบุรุษอันทรงพลังโอบล้อมร่างระหงของนางไว้ทั้งหมด
ในอดีตชาติ... นางเคยหวาดกลัวบุรุษผู้นี้จนตัวสั่นเทา เคยยอมจำนนต่ออำนาจและความไร้หัวใจของเขา จนกระทั่งถูกผลักไสให้ไปตายอย่างโดดเดี่ยวในตำหนักเย็นอันหนาวเหน็บ แต่นั่นคือเรื่องราวของ "หลี่มู่เหยา" ผู้โง่เขลาคนเดิม
ยามนี้ ดวงตาคู่หงส์เงยขึ้นประสานสายตากับพญามัจจุราชแห่งแดนเหนืออย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของนางช่างเย้ายวนแต่ก็คมกริบราวกับใบมีดอาบยาพิษ
"บังอาจนัก..." เฉินอี้หลงตรัสเสียงต่ำ พระหัตถ์หนาเอื้อมออกไปบีบปลายคางมนของนางไว้แน่นด้วยแรงอารมณ์ที่กรุ่นโกรธ "เจ้ากล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับเรา เจ้าคิดว่าแผนการตื้นเขินที่ใช้เปิดโปงอนุภรรยาตระกูลหลี่ในงานเลี้ยงเมื่อครู่ จะทำให้เจ้าพ้นข้อหา "สมรู้ร่วมคิดกับกบฏ" ไปได้เช่นนั้นหรือ?"
มู่เหยาไม่ดิ้นรน นางปล่อยให้พระองค์ยลโฉมความงามอันเยือกเย็นของนางในระยะประชิด ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเขาแตะอยู่บนผิวแก้มของนาง แต่นางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับเสียงกระดิ่งเงินยามต้องลม
"ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก... แต่ก็น่าเสียดาย ที่ทรงมองข้าม "ความจริง" ที่อยู่ตรงหน้าไปเสียสนิท" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ท่านคิดว่าการที่หม่อมฉันลากตัวอนุผู้ชั่วช้าขึ้นมากลางงานเลี้ยง เพื่อปกป้องชื่อเสียงตระกูลหลี่กระนั้นหรือ? ...โง่เขลาเพคะ ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ช่างมองโลกในแง่ดีเสียจริง"
เฉินอี้หลงชะงักไปเล็กน้อย ดวงเนตรคมกลาบหรี่แคบลง พระองค์ทรงสัมผัสได้ถึงความลับดำมืดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มของสตรีผู้นี้
"หมายความว่าอย่างไร?"
"หมายความว่า..." มู่เหยาขยับกายเล็กน้อยอย่างถือดี ปัดพระหัตถ์ของเขาออกอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างอันเหมาะสม นางหันไปมองมวลดอกโบตั๋นสีชาดที่บานสะพรั่งอยู่ริมสระน้ำ ซึ่งยามนี้กลีบดอกบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำจากละอองพิษที่โปรยปรายลงมาตามสายลมยามวิกาล
"ดอกโบตั๋นเหล่านี้งดงามมากเพคะ... เบ่งบานอวดโฉมท่ามกลางแสงจันทร์ ช่างน่าหลงใหลเสียจริง แต่น่าเสียดายนัก ที่รากแก้วของพวกมันเน่าเฟะจากหนอนแมลงที่กัดกินจากภายในเสียแล้ว หากท่านไม่รีบถอนรากถอนโคนมันเสียตั้งแต่คืนนี้ เกรงว่าอีกไม่นาน... พิษร้ายคงลามไปถึงตำหนักใหญ่ และในเวลานั้น ต่อให้ท่านมีกองทัพนับแสนอยู่ในมือ ก็ไม่อาจรักษาพระชนม์ชีพของตนไว้ได้ทัน"
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลงทันที เสียงหริ่งหรีดเรไรยามค่ำคืนราวกับถูกแช่แข็งด้วยอำนาจกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากพระวรกายของอ๋องเฉินอี้หลง พระองค์จ้องมองกุนซือหญิงผู้เย่อหยิ่งราวกับกำลังพิจารณาเหยื่อที่ล้ำค่าที่สุดในรอบหลายปี
นี่ไม่ใช่สตรีผู้รอความเมตตา... แต่นางคือผู้ล่าที่กำลังชักใยเกมกระดานทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง!
"เจ้ากำลังขู่เรา?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างอันตราย
"หม่อมฉันมิกล้าบังอาจขู่ผู้ใดเพคะ..." หลี่มู่เหยาหันกลับมาสบตาพระองค์อีกครั้ง รอยยิ้มบนเรียวปากบางเฉียบประดับด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น "หม่อมฉันเพียงแต่นำ "หมากตัวแรก" มาวางไว้แทบเบื้องพระบาทของท่านอ๋องก็เท่านั้น... หากท่านฉลาดพอ ย่อมรู้ว่าควรจะเดินหมากตาต่อไปอย่างไร"
นางย่อกายคำนับอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนักทุกประการ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้อ๋องเฉินอี้หลงประทับยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายความตายในสวนดอกไม้แห่งนั้นเพียงลำพัง
พระองค์ทอดพระเนตรแผ่นหลังระหงที่ค่อยๆ
ลับหายไปในความมืดมิดของระเบียงทางเดิน ก่อนที่สายพระเนตรจะก้มลงมองถ้วยชาหยกขาวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะศิลา ซึ่งถูกรินทิ้งไว้โดยฝีมือของนางเมื่อครู่
เฉินอี้หลงยื่นพระหัตถ์ไปหยิบถ้วยชานั้นขึ้นมาพิจารณา... กลิ่นหอมจางๆ ของชาไป๋ฮ่าวอิ่นเจินคละคลุ้ง ทว่าเมื่อใช้ปลายนิ้วแตะก้นถ้วยและนำมาดมใกล้ๆ พระพักตร์พลันปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้นที่มุมโอษฐ์
ในน้ำชานั้น... มีคราบผงยาพิษ "สลายวิญญาณ" เจือปนอยู่เพียงน้อยนิด เป็นพิษชนิดเดียวกับที่เคยใช้ลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทเมื่อสามปีก่อน!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นไปกับความเฉียบคมของมู่เหยาในตอนนี้ด้วยนะคะ!
ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 4
กลิ่นอายความตายในสวนดอกไม้
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!