"เจ้ามั่นใจหรือว่า... สตรีที่เติบโตมาในหุบเขาไกลปืนเที่ยงเช่นนาง จะอ่านคัมภีร์พิชัยสงครามสามตระกูลออก?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับน้ำแข็งกระทบกันในความมืดดังขึ้น จากมุมห้องหนังสือที่ถูกบดบังด้วยฉากกั้นลายปักนกกระเรียนคู่พ-ักษาพนาไพร กลิ่นกำยานสนธยาคุกรุ่นอบอวลผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นเลิศ หลี่มู่เหยาไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกระดาษสาแผ่นบางในมือ ปลายนิเรียวเรียวดั่งลำหยกขาวของนางยังคงจรดพู่กันเขียนตัวอักษรจีนด้วยความมั่นคง ราวกับไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของผู้บุกรุกยามวิกาลผู้นั้น
"หากท่านอ๋องทรงคิดว่าหม่อมฉันอ่านไม่ออก เหตุใดจึงส่ง 'เงาพยัคฆ์' มาเฝ้าเรือนปีกตะวันตกถึงสามคนเล่าเพคะ?" มู่เหยาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ดวงตาดอกท้อหงส์หรี่ลงเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด นางวางพู่กันลงบนแท่นหยกอย่างนุ่มนวล ก่อนจะค่อยๆ เงີยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดินที่ก้าวออกมาจากเงาสลัว
เฉินอี้หลง สวมอาภรณ์คลุมผ้าแพรต่วนสีดำปักดิ้นทองลายมังกรห้ากรงเล็บ เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นด้วยกدارหยกดำสนิท ใบหน้าคมคายดั่งเทพสลักแต่ไร้ซึ่งความปรานี ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายจ้องมองนางราวกับจะทะลุปรุโปร่งถึงจิตวิญญาณ เขาคือกำแพงเหล็กที่นางเคยชนจนแหลقสลายในชาติภพก่อน แต่ในชาตินี้... กำแพงนี้จะต้องถูกนางรื้อถอนทีละก้อนด้วยมือคู่นี้เอง
"เจ้าช่างอาจหาญนัก มู่เหยา" อ๋องหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นอายบุรุษอันทรงพลังแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศรอบตัว มือหนาเอื้อมไปหยิบกระดาษที่นางเพิ่งเขียนเสร็จขึ้นมาพิจารณา "ตัวอักษรเส้นสายดุดันดั่งพยัคฆ์ทะยานขึ้นเขา... นี่มิใช่ลายมือของสตรีในห้องหอ"
"คนเรายามต้องเอาชีวิตรอด ย่อมต้องเรียนรู้ที่จะถืออาวุธเพคะ" มู่เหยาลุกขึ้นยืน ชายกระโปรงผ้าไหมปักลายดอกเหมยสีขาวพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบาราวกับใบคะน้าปลิวตกลงที่นอกหน้าต่างก็ดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างหนึ่งที่พุ่งเข้ามาด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว ทว่า... ยังไม่ทันที่เงานั้นจะได้แตะขอบหน้าต่าง ร่างของเขาก็ชะงักกึก เลือดสีดำคล้ำพุ่งทะลักออกจากมุมปาก ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดินด้านนอกอย่างไร้ซุ่มเสียง
เฉินอี้หลงหรี่ตาลงคมกริบ เขาปราดเข้าไปเปิดหน้าต่างออกอย่างรวดเร็ว พบร่างไร้วิญญาณของ 'อาหลาง' สายสืบมือหนึ่งที่เขาจงใจส่งมาอารักขา (และสอดแนม) หลี่มู่เหยา นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหญ้า เลือดดำที่ไหลรินส่งกลิ่นหวานเอียนของพิษแมงป่องหิมะเก้าทวาร ซึ่งเป็นพิษหายากจากดินแดนทางเหนือที่แม้แต่สำนักแพทย์หลวงยังต้องส่ายหน้า
"ฝีมือใคร?" อ๋องเฉินหันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาดุดันราวกับพายุคลั่ง มือหนาเอื้อมไปคว้าคอเรียวระหงของนางไว้โดยสัญชาตญาณ แรงกดมหาศาลทำให้ลมหายใจของมู่เหยาติดขัด ทว่านางกลับไม่มีแม้แต่ความตื่นตระหนกในดวงตา มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่เย้ยหยันราวกับมองดูตัวตลก
"หม่อมฉันต่างหากที่ต้องทูลถามท่านอ๋อง ว่าทรงส่ง 'สุนัข' ตัวนี้มาเพื่อสิ่งใด... เพื่อปกป้อง หรือเพื่อปลิดชีพหม่อมฉันกันแน่?" มู่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงขาดหายเป็นช่วงๆ แต่แววตากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "แต่ไม่ว่าจะเป็นประสงค์ใด เขาล่วงล้ำเขตหวงห้ามของสตรีผู้สูงศักดิ์ ย่อมสมควรได้รับบทลงเรียนจากสวรรค์แล้วเพคะ"
"เจ้าใช้พิษอะไร?" น้ำเสียงของเฉินอี้หลงเยือกเย็นจนถึงขั้วกระดูก แรงที่บีบลำคอผ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงกุมชะตาชีวิตของนางไว้ในกำมือ
"พิษที่ยุติธรรม... สำหรับคนที่คิดจะใช้สยบหม่อมฉันอย่างไรล่ะเพคะ" มู่เหยาแค่นหัวเราะเบาๆ "ท่านอ๋องทรงคิดว่ามีเพียงพระองค์ผู้เดียวหรือที่กุมข่าวกรองทั่วหล้า? สายสืบที่ท่านส่งมา แท้จริงแล้วแอบลอบนำรายชื่อสินสมรสของมารดาหม่อมฉันไปส่งให้ฮองเฮาต่างหาก หากช้าไปอีกเค่อเดียว คนที่จะนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น... คงไม่ใช่เขา แต่เป็นหม่อมฉันผู้โง่เขลาเองต่างหาก"
เฉินอี้หลงมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ แววตาคมกริบฉายประกายความซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา เขารู้ดีว่าข่าวเรื่องสินสมรสของตระกูลหลี่เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ฮองเฮาหมายตา การที่สายสืบของตนแอบติดต่อกับฝ่ายตรงข้ามย่อมไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจมิใช่เรื่องการหักหลัง หากเป็นสตรีตรงหน้านี้... นางรู้ได้อย่างไรว่าอาหลางกำลังจะเคลื่อนไหว? และนางใช้พิษชนิดใดปลิดชีพยอดฝีมือโดยที่เขาไม่ทันได้รู้ตัวแม้แต่เงา?
"เจ้าช่างเป็นหมากที่คาดเดาไม่ได้เสียจริง หลี่มู่เหยา" อ๋องหนุ่มปล่อยมือออกจากลำคอระหง ปล่อยให้นางไอสำลักเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบเลือดที่เปื้อนข้างแก้มของนางออกอย่างถือวิสาสะ "จัดการคนของตระกูลเฉินในเรือนของข้า... เจ้าไม่กลัวอาญาสวรรค์หรืออย่างไร?"
"อาญาสวรรค์หรือจะสู้ความยุติธรรมที่หม่อมฉันทวงคืนให้ตนเอง" มู่เหยาปัดมือเขาออกอย่างไม่แยแส นางหยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมสีขาวขึ้นมาเช็ดรอยสัมผัสของเขาออกราวกับมันเป็นสิ่งสกปรก "หากท่านอ๋องทรงกริ้วนัก จะทรงประหารหม่อมฉัน ณ ตรงนี้เลยก็ได้นะเพคะ... แต่อย่าลืมว่า ราชโองการสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้ จะมาถึงจวนแห่งนี้ในยามรุ่งสางวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน"
รอยยิ้มของเฉินอี้หลงแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความระแวงและทึ่งระคนกัน สตรีผู้นี้มิใช่เพียงแค่กุนซือ แต่น นางคือปีศาจสาวที่เดินออกมาจากขุมนรกเพื่อปั่นหัวเขาโดยแท้
ทว่า... ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงกงฉินประกาศจากหน้าประตูก็แว่วดังขึ้นฝ่าความมืดของราตรีกาล
*"ราชโองการด่วนที่สุดจากห้องทรงพระอักษร... อ๋องเฉินอี้หลงโปรดรับพระราชโองการ!"*
ขันทีสนิทของฮ่องเต้ก้าวเข้ามาในห้องโถง พร้อมกับม้วนผ้าแพรสีเหลืองทองอร่ามที่แผ่รังสีแห่งอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวออกมา เฉินอี้หลงขมวดคิ้วมุ่น เขากวาดสายตามองหลี่มู่เหยาที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นราวกับล่วงรู้เหตุการณ์ทั้งหมดล่วงหน้าอยู่แล้ว...
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปในกลเกมอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
(เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 3
หมากตัวแรกที่หายไป
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!