ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 14

การเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับ

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมราคาแพงระยับลอยวนอวลอยู่ภายในห้องหนังสือส่วนตัว รlวงแสงสีส้มเรื่อจากเปลวเทียนตงซินที่ละลายหยดลงบนเชิงทองเหลืองสลักลายหงส์ร่อน สะท้อนเงาร่างระหงของหลี่มู่เหยาที่กำลังจรดพู่กันขนหมาป่าลงบนกระดาษซวนจื่อเนื้อดีอย่างไม่รีบร้อน ทุกเส้นสายที่นางลากผ่านผืนกระดาษเต็มไปด้วยความมั่นคงและเด็ดเดี่ยว ราวกับนางกำลังวางค่ายกลสงคราม มิใช่เพียงการคัดลอกตำรับพิชัยสงครามทั่วไป ในอาภรณ์ปักลายหมู่มัจฉาแหวกว่ายธาราสีครามเข้ม ขับเน้นให้ผิวเนียนละเอียดดั่งหยกอุ่นของนางดูโดดเด่นตัดกับความเคร่งขรึมของห้องอักษร เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายดอกเหมยหนาว ปล่อยปอยผมคลอเคลียกรอบหน้าเรียวสลักเสลา ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดมิใช่ความงามอันเยือกเย็นปานเทพเซียน หากแต่เป็นประกายในดวงตาหงส์คู่นั้น—ประกายแห่งผู้ที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง และกลับมาเพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่สมควรเป็นของนาง "เจ้ายังคงระแวดระวังทุกฝีก้าวเช่นเคย... แม้กระทั่งในยามที่ไม่มีผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาในเขตเรือนพักของเจ้า" สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงหินบดเข้าหากันดังขึ้นจากมุมมืดใกล้บานหน้าต่างแกะสลัก หลี่มู่เหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ปลายพู่กันของนางยังคงพริ้วไหวอย่างต่อเนื่อง จังหวะการหายใจของนางไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย อ๋องเฉินอี้หลงก้าวพ้นเงาสลัวออกมา อาภรณ์คลุมสีดำสนิทปักดิ้นเงินลายมฆาคำรณทำให้บุรุษผู้นี้ดูน่าเกรงขرامและดุดันดั่งพญาอินทรีที่พร้อมขย้ำเหยื่อ กลิ่นอายความเย็นชาแผ่ซ่านรอบกายเขา ทว่ายามที่สายตาคมกริบดั่งใบมีดคู่นั้นกวาดมองแผ่นหลังบางของสตรีตรงหน้า มันกลับเจือความซับซ้อนบางประการที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจหาคำอธิบายได้ "สถานที่แห่งนี้คือจวนกุนซือ มิใช่ค่ายทหารรกร้าง หากท่านอ๋องจะเสด็จมาโดยไร้ซุ่มเสียงเช่นนี้ เกรงว่าวันหน้าหม่อมฉันคงต้องสั่งให้คนเปลี่ยนกลอนประตูทุกบานใหม่เสียแล้วกระมังคะ" สุ้มเสียงหวานใสเอ่ยขึ้นเรียบเรื่อย เจือความประชดประชันบางเบา ทว่าเปี่ยมด้วยชั้นเชิง เฉินอี้หลงแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่เบื้องหลังโต๊ะอักษร ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ เขาก้มลงมองตัวอักษรบนกระดาษ แววตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยยามพิจารณาแผนผังค่ายกลที่นางกำลังร่างขึ้น "เจ้ากำลังคิดจะใช้กองกำลังลับของตระกูลหลี่เพื่อขุดรากถอนโคนอิทธิพลของเสนาบดีหลิวในคลังหลวงสินะ... ช่างใจกล้าและเหี้ยมเกรียมยิ่งนัก" "ความเหี้ยมเกรียมของหม่อมฉัน จะเทียบเคียงกับความไร้หัวใจของท่านอ๋องได้อย่างไรกันเพคะ" มู่เห่าวางพู่กันลงช้าๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในแคว้น นัยน์ตาคู่คมมิได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความท้าทายที่ระยิบระยับดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด "อีกอย่าง... แผนการนี้หากปราศจากการสนับสนุนในเงามืดของท่านอ๋อง เกรงว่าหม่อมฉันคงต้องเหนื่อยยากกว่านี้อีกหลายเท่า" เฉินอี้หลงจ้องมองริมฝีปากที่กำลังแย้มยิ้มบางเบาราวกับจะเยาะหยัน ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอก ตั้งแต่เมื่อใดกันที่สตรีผู้นี้มิได้ใช้สายตาวอนขอความเมตตาจากเขาเช่นในอดีต? ตั้งแต่เมื่อใดกันที่นางกลายเป็นหมากตัวสำคัญที่เขามิอาจปล่อยมือ หรือพูดให้ถูก... เป็นสตรีเพียงคนเดียวที่สามารถก้าวเข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดของเขาได้อย่างน่าประหลาดใจ ในอดีต เฉินอี้หลงมองหลี่มู่เหยาเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการเชื่อมโยงอำนาจทางการเมือง เป็นสตรีอ่อนแอที่เขาพร้อมจะละทิ้งได้ทุกเมื่อหากหมดประโยชน์ ทว่ายามนี้... ยามที่ดวงตาคู่นั้นฉายแววรู้ทันโลกและเต็มไปด้วยสติปัญญาที่เฉียบคม เขากลับพบว่าหัวใจที่ด้านชามานานนับปีของตนเอง กำลังถูกความดื้อรั้นและรอยยิ้มเยียบเย็นนี้กัดเซาะทีละน้อย "เจ้าคิดว่าข้าจะช่วยเจ้าเพราะเหตุใด?" เฉินอี้หลงโน้มตัวลงต่ำ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่ปะทะกัน กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังโอบล้อมร่างบางไว้ทุกทิศทาง "อำนาจ? ผลประโยชน์? หรือเพราะเจ้าคิดว่าข้าพึงพอใจในตัวเจ้ากันแน่ หลี่มู่เหยา" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงกดดัน ทว่ามู่เหยากลับไม่ถอยหนี นางเอียงคอมองเขาเล็กน้อย ดวงตาหงส์พินิจพิเคราะห์ใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตาและบุรุษตรงหน้า "ท่านอ๋องตรัสล้อเล่นแล้วเพคะ หม่อมฉันเจียมตัวเสมอว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานของท่าน... เพียงแต่ว่า ในยามนี้ หมากตัวนี้อาจจะเดินได้เร็วกว่าที่ท่านคาดคิดเท่านั้นเอง" มู่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเฉียบคมดั่งคมมีดที่ซ่อนอยู่ในแพรไหม "ส่วนเรื่องที่ว่าท่านจะพึงพอใจในตัวหม่อมฉันหรือไม่... เกรงว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่หม่อมฉันต้องใส่ใจ เพราะหัวใจของท่านอ๋อง เป็นสิ่งไร้ค่าที่สุดในใต้หล้า มิใช่หรือเพคะ?" คำพูดนั้นราวกับลูกศิษย์ที่ปักเข้ากลางใจของเฉินอี้หลง แววตาของท่านอ๋องไหววูบไปชั่วขณะ ความรู้สึกเจ็บแปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคยแล่นริ้วขึ้นมาในอก บุรุษผู้ไม่เคยแคร์ผู้ใด ยามนี้กลับรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดีจากสตรีที่เขาเริ่มอยากครอบครองทั้งตัวและหัวใจ มือหนาเอื้อมออกไปคว้าปลายคางมนของนางไว้โดยไม่ทันตั้งตัว บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสจากปลายนิ้วที่หยาบกร้านเล็กน้อยจากการจับดาบ แรงบีบที่คางนั้นไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ ทว่าเด็ดขาดและไม่อาจขัดขืน "ปากคอเราะร้ายนัก..." เฉินอี้หลงกระซิดชิดริมฝีปากนุ่ม ดวงตาดำมืดลẫกซึ้งจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของนาง "เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าควบคุมเกมนี้ไว้แต่ผู้เดียวงั้นหรือ? มู่เหยา... เจ้าประเมินความอดทนของข้าต่ำเกินไปแล้ว" "หากท่านอ๋องคิดจะใช้กำลังบังคับหม่อมฉัน เกรงว่าท่านคงลืมไปเสียแล้วว่า พิชาที่ท่านเพิ่งดื่มเข้าไปเมื่อครู่... มีส่วนผสมของหญ้าเหมันต์พันปีอยู่ด้วย" มู่เหยาแย้มยิ้มเย้ายวน ทว่าแววตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็ง "หากท่านขยับตัวด้วยพลังภายในแรงเกินไป พิษนี้จะแล่นเข้าสู่จุดชีพจรหัวใจทันทีเพคะ" เฉินอี้หลงชะงักไปเล็กน้อย เขากวาดสายตามองถ้วยชาอุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะเมื่อครู่ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น เขาไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย กลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างนึกสนุก "เจ้ากล้าวางยาข้า... ช่างอาจหาญยิ่งนัก" "หม่อมฉันเพียงแต่ปกป้องตนเองจากบุรุษผู้ไร้ใจก็เท่านั้นเพคะ" มู่เหยาตอบกลับทันควัน ดวงตาทั้งสองประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องหนังสือเต็มไปด้วยความตึงเครียดและแรงดึงดูดอันตรายที่ยากจะต้านทาน ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงรายงานด้วยความตื่นตระหนกจากองครักษ์คนสนิทที่หน้าห้อง "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชโองการด่วนจากห้องเครื่องภายในวังหลวงส่งตรงมาถึงจวนแล้ว... พระสนมเอกหลิวสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือดดำ และในที่เกิดเหตุ... พบตราประทับประจำตัวของท่านกุนซือหลี่ตกอยู่พ่ะย่ะค่ะ!" เฉินอี้หลงชะงัก ร่างสูงหยุดการเคลื่อนไหวทันที เขาก้มลงมองสตรีในอ้อมกอดที่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ก่อนที่เฉินอี้หลงจะได้เอ่ยสิ่งใด ประตูห้องหนังสือก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกสาดส่องเข้ามาพร้อมกับเงาร่างของราชองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตที่กรูเข้ามาล้อมรอบห้องไว้หมดสิ้น พร้อมกับเสียงประกาศก้องกังวานที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงถึงขีดสุด "ราชโองการลับจากฝ่าบาท! จับกุมตัวกุนซือหลี่มู่เหยา ข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการลอบปลงพระชนม์สนมเอกแห่งตำหนักในทันที!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันความอยุติธรรมไปพร้อมกับเล่ห์กลอันล้ำลึกนี้เสมอนะคะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%