ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 6

ใต้แสงจันทร์ที่เย็นเยียบ

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
“หากท่านอ๋องทรงเชื่อในสิ่งที่สตรีแพศยาผู้นั้นพร่ำเพ้อ เช่นนั้นกระหม่อมก็คงไม่มีสิ่งใดต้องทูลอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มต่ำที่เจือความระอาและริ้วรอยแห่งความกดดันดังลอดผ่านระเบียงทางเดินที่ประดับด้วยโคมกระดาษสีแดงก่ำ แสงไฟวับแวมสาดส่องกระทบเงาร่างสองร่างที่ยืนทอดกายอยู่ริมสระบัวหลวง ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงก้านใบแห้งกรอบและโคลนตมอันเหนียวหนืดในความมืดมิดยามวิกาล หลี่มู่เหยาก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบดั่งเงาพราย ร่างอรชรในอาภรณ์ปักลายเหมันต์สีเมฆาซ้อนทับด้วยเสื้อคลุมผ้าแพรต่วนสีม่วงเข้ม เพื่อพรางตัวให้กลมกลืนไปกับรัตติกาลอันหนาแน่น ปิ่นปักผมรูปดอกโบตั๋นทำจากหยกขาวเนื้อดีสั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะการก้าวเดิน ทุกย่างก้าวของนางเปี่ยมด้วยความระแวดระวังและสง่างาม ไม่ส่งเสียงแม้แต่ปลายนิ้วเท้าจะแตะลงบนแผ่นศิลา นางหลบอยู่หลังแนวพุ่มไผ่สีนิลที่ลู่ลม บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความชื้นของน้ำค้างยามดึกและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยป่าที่บานสะพรั่งท้าทายความหนาวเหน็บ เบื้องหน้าของนางไม่ไกลนัก คือร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยดิ้นทอง—อ๋องเฉินอี้หลง บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘พญายมไร้โลหิต’ แห่งราชสำนัก แผ่นหลังกว้างนั้นแผ่ไอเย็นเยียบที่พร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตที่เข้าใกล้ ขณะที่คู่สนทนาของเขาคือแม่ทัพรองซุนผู้เรืองอำนาจ ซึ่งกำลังยืนก้มหน้าประสานมือด้วยความหวาดหวั่น “เจ้าคิดว่าเราโง่เขลาถึงเพียงนั้นเชียวหรือ, ซุนฉี” น้ำเสียงเยียบเย็นดั่งสายน้ำจากยอดเขาหิมะเอ่ยขึ้น ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้ผู้ฟังต้องสะท้านเฮือก เฉินอี้หลงค่อยๆ หมุนวนจอกสุรารopisหยกในมือช้าๆ สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีมองเหม่อลงไปในผิวน้ำที่สะท้อนเงาจันทร์เสี้ยว “สตรีที่รู้จักซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้มหวานหยด ย่อมอันตรายกว่าสุนัขป่าที่แยกเขี้ยวใส่เราอย่างโจ่งแจ้ง... และมู่เหยาผู้นั้น ก็ซ่อนพิษร้ายไว้ลึกเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้” หัวใจของมู่เหยาเต้นระรัวขึ้นมาวูบหนึ่ง นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่ตีรวนอยู่ในอก *บุรุษผู้นี้... มองนางทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?* ในอชาติก่อน นางเคยโง่งอมอบหัวใจและมันสมองทั้งหมดให้เขา รบเคียงบ่าเคียงไหล่สร้างบัลลังก์ให้เขาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ สุดท้ายสิ่งที่นางได้รับกลับเป็นถ้วยยาพิษล้างบางตระกูลและความตายอันโดดเดี่ยวในตำหนักเย็น แต่วันนี้ ยามที่นางฟื้นคืนชีพกลับมาพร้อมกับบัญชีแค้นที่ต้องชำระ เขากลับระแقระวังและจับตามองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความลึกล้ำราวกับต้องการชำแหละจิตวิญญาณนางออกมาดู เมื่อแม่ทัพรองซุนโค้งคำนับแล้วถอยร่นหายลับไปในความมืด เหลือเพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุมสวนลับแห่งนี้ เฉินอี้หลงก็ไม่ได้ขยับเขยื้อn ร่างสูงใหญ่ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปสลักหินอ่อน ทว่าริมฝีปากหยักลึกกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่มองไม่เห็นความอบอุ่น มีเพียงความเย้ยหยันและท้าทาย “แอบฟังบุรุษอื่นสนทนากันในยามวิกาลเช่นนี้ เป็นงานอดิเรกที่น่ารื่นรมย์ของฮูหยินตระกูลหลี่อย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานก้องไปทั่วบริเวณสวนลับ ทำให้นมู่เหยาชะงักกึก นางรู้ตัวดีว่าไม่อาจซ่อนตัวต่อไปได้อีกแล้ว จึงตัดสินใจก้าวเท้าออกจากเงาไม้ ปล่อยให้แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมากระทบใบหน้างามล้ำที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาไร้ความหวาดกลัว “หม่อมฉันหาได้มีงานอดิเรกเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ... อ๋อง ´ เฉินอี้หลง” มู่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองสบประสานกับนัยน์ตาคมปลาบของเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง “เพียงแต่บังเอิญผ่านมา และได้ยินท่านอ๋องทรงวิจารณ์หม่อมฉันอย่างออกรสออกชาติ ก็เลยอดไม่ได้ที่จะออกมาแสดงตัว เพื่อให้ท่านอ๋องได้ทัศนา ‘พิษร้าย’ ที่ซ่อนอยู่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น” เฉินอี้หลงหันขวับมามองนาง แววตาคมกริบฉายประกายประหลาดใจวาบหนึ่งก่อนจะกลับคืนสู่ความเยือกเย็นดุร้ายตามเดิม เขาก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้นางทีละก้าว กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบโชยเข้าปะทะนาสิก มู่เหยายืนหยัดนิ่ง ไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว แม้ว่าเงาร่างสูงใหญ่ของเขาจะทาบทับร่างนางจนมิดดั่งกรงขังไร้ทางหนี “เจ้ากล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับเรา?” เขาก้มศีรษะลงกระซิบชิดริมใบหูของนาง เสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นระคายผิว “สตรีทุกคนที่เข้าใกล้เรา ล้วนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว หรือไม่ก็พยายามออดอ้อนเอาใจเพื่อไต่เต้าสู่อำนาจ... แต่เจ้า กลับเอาแต่จ้องมองเราด้วยสายตาเหมือนอยากจะควักหัวใจเราออกมาดูเล่น” “เพราะหัวใจของท่านอ๋องเน่าเฟะจนไม่มีสิ่งใดน่ามองต่างหากล่ะพ่ะย่ะค่ะ” มู่เหยาตอบกลับทันควัน รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัวอาญา “ท่านคิดว่าคนอื่นโง่เขลา มัวแต่มองหาอำนาจและลาภยศ แต่ท่านกลับไม่เคยรู้เลยว่า... สิ่งที่ท่านไขว่คว้าและเหยียบย่ำทำลายลงไป เพื่อแลกกับอำนาจสูงสุดนั้น มันมีค่ามากกว่าบัลลังก์มังกรนั่นเสียอีก” บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่งลงในฉับพลัน ลมหนาวพัดกรรโชกแรงจนกิ่งไผ่เสียดสีกันเกิดเสียงดังแกรกกราก เฉินอี้หลงชะงักกึก นัยน์ตาคมกริบหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเสี้ยว สันจมูกโด่งเป็นสันนูนขยับเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง มือหนาเอื้อมไปคว้าหมับเข้าที่ปลายคางมนของนาง บังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตาด้วยแรงบีบที่พอดีไม่ให้เจ็บ แต่เด็ดขาดพอที่จะทำให้นางขยับหนีไม่ได้ “เจ้าเป็นใครกันแน่... หลี่มู่เหยา?” เขากัดฟันกรอด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยที่สะสมมานาน “สตรีในห้องหอผู้หนึ่ง เหตุใดจึงล่วงรู้เรื่องราวการเมืองในราชสำนัก เหตุใดจึงอ่านหมากกระดานนี้ขาดลอยยิ่งกว่ากุนซือเฒ่าเหล่านั้น และเหตุใด... แววตาของเจ้า ถึงเต็มไปด้วยความเกลียดชังราวกับเราเคยสังหารเจ้ามาแล้วครั้งหนึ่ง?” หัวใจของมู่เหยาเต้นกระหน่ำจนแทบทะลุกระดูกซี่โครง ความทรงจำอันเจ็บปวดในตำหนักเย็นแวบเข้ามาในหัว หยดเลือดสีดำที่ไหลรินออกจากมุมปากในคืนหิมะโปรยปราย กลิ่นอายความตายที่นางไม่มีวันลืมเลือน นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของบุรุษเบื้องหน้า ดวงตาที่ครั้งหนึ่งนางเคยรักสุดหัวใจ แต่บัดนี้กลับเป็นเพียงเป้าหมายแห่งการแก้แค้น นางไม่ได้สะดุ้งสะเทือนต่อแรงบีบที่คาง กลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเยືือกเย็นและดึงดูดใจอย่างประหลาด “หากหม่อมฉันบอกว่า... หม่อมฉันคือวิญญาณที่คลานขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อทวงคืนทุกสิ่งที่ท่านพรากไปเล่าพ่ะย่ะค่ะ? ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ จะทรงเชื่อหม่อมฉันไหม?” เฉินอี้หลงนิ่งงังไปชั่วขณะ ราวกับคำพูดนั้นไปกระทบเข้ากับส่วนลึกที่สุดของจิตใจเขา เงาดำทึบในแววตาของท่านอ๋องวับวามด้วยความสับสนและอึดอัด ก่อนที่เขาจะตัดสินใจโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนพวงแก้มเนียน “นรกหรือสวรรค์ เราไม่สนทั้งนั้น...” เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมฝีปากของนาง เต็มไปด้วยความอันตรายและแรงดึงดูดที่ปฏิเสธไม่ได้ “แต่ถ้าเจ้าคิดจะเล่นเกมนี้กับเรา จำไว้... หากเจ้าพลาดแม้แต่ก้าวเดียว เราจะเป็นคนส่งเจ้ากลับลงไปในหลุมศพด้วยมือของเราเอง” “เช่นนั้นก็รอดูให้ดีเถอะพ่ะย่ะค่ะ” มู่เหยาตอบสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทายแสงจันทร์ “ดูให้ดีว่า... ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายถูกฝังลงไปในหลุม” ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังยื้อยุดกันด้วยสายตาอันเชือดเฉือน ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าฝלุบฝลับและเสียงตะโกนเอะอะก็ดังแว่วมาจากทางประตูปีกซ้ายของอุทยาน ตามมาด้วยเสียงขันทีคนสนิทที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าของอ๋องเฉินอี้หลงด้วยความหวาดลีบ “ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... ถูกส่งมาถึงตำหนักใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เฉินอี้หลงผละมือออกจากคางของมู่เหยาช้าๆ นัยน์ตาคมปลาบหันไปมองทิศทางของตำหนักใหญ่ทันที ความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วอากาศ มู่เหยาลอบยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็นเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางรู้ดีว่าพระราชโองการฉบับนี้คืออะไร และมันกำลังจะสั่นคลอนบัลลังก์ของใคร... ทว่า ในจังหวะที่นางกำลังจะก้าวถอยหลังเพื่อหลบฉาก เฉินอี้หลงกลับหันกลับมาคว้าข้อมือนางไว้แน่นด้วยมือข้างหนึ่งอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งมาที่นางราวกับสัตว์ป่าที่พบเหยื่ออันโอชะ “ไปกับเรา... ฮูหยินน้อย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์และเด็ดขาด “ในเมื่อเจ้ารู้ดีทุกเรื่องนัก เช่นนั้นเราก็อยากจะรู้ว่า เจ้าจะแก้เกมพระราชโองการฉบับนี้อย่างไร—ร่วมกับเรา!” (ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นไปกับความเฉียบคมของมู่เหยาในตอนนี้ด้วยนะคะ!) --- **เงียบแต่ฟาดเรียบ**
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%