แก้วกาแฟเซรามิกราคาแพงลิบลิ่วในมือของรินรดาเกือบจะหลุดร่วงลงมากระแทกพื้นพรมอยู่แล้ว หากปลายนิ้วเรียวยาวของบอดี้การ์ดสาวจะไม่เอื้อมเข้ามาควσόประคองก้นแก้วไว้เสียก่อน
สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วที่แตะโดนผิวเนื้อเดียวกันโดยไม่ตั้งใจ ทำให้รินรดาชะงักกึก ดวงตากลมโตตวัดมองคนตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง ทว่าริมฝีปากที่เคยขยับเตรียมจะต่อว่ากลับต้องเม้มเข้าหากันสนิท เมื่อเห็นแววตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบหน้าม้าของปลายฟ้าในยามนี้—มันไม่ใช่สายตาเรียוניเฉยชาไร้ความรู้สึกแบบที่เธอคุ้นเคย แต่มันคือความเปราะบางที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด จนคนมองเผลowใจหายวาบ
"ถ้าไม่อยากดื่ม ก็วางลงค่ะ ไม่เห็นต้องทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่ากันให้ตายแบบนั้นเลย"
เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเล็กน้อยเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดที่ปกคลุมห้องรับแขกส่วนตัวมานานเกือบชั่วโมง ปลายฟ้าไม่ได้ถอยมือกลับทันที เธอยังคงยืนค้ำร่างสูงโปร่งของนายจ้างสาวที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้
รินรดาเชิดคางขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว ปากเก่งๆ มักจะทำงานเร็วกว่าสมองเสมอในเวลาที่เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเพลี่ยงพล้ำให้อีกฝ่าย
"ฉันจะทำหน้ายังไง มันก็เรื่องของฉัน เงินเดือนเธอก็มาจากกระเป๋าฉัน ทำไม? หรือฉันต้องจ้างเธอมาคอยอบรมมารยาทด้วย ถึงจะได้เลิกทำสายตาเหมือนคนอมทุกข์ใส่ฉันสักที!"
คำพูดเชือดเฉือนที่ตั้งใจจะให้เจ็บแสบ กลับไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่เคยเป็น ปลายฟ้าไม่แม้แต่จะโต้ตอบด้วยวาจาร้ายกาจ บอดี้การ์ดสาวเพียงแค่ถอนหายใจยาวนาน หลุบตาลงมองพื้นพรมราคาแพงราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจ ก่อนจะค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น เพื่อให้ระดับสายตาอยู่เสมอสัปดนกับคุณหนูตระกูลดังที่กำลังนั่งมองเธอด้วยความตกใจระคนไม่พอใจ
"ฉันไม่ได้อมทุกข์ค่ะ... แต่ฉันแค่เหนื่อย" ปลายฟ้าเงยหน้าขึ้นสบตา สายคู่นั้นนิ่งสนิท ทว่าลึกลงไปกลับไหวระริกเหมือนผิวน้ำยามต้องลมพายุ "เหนื่อยที่ต้องคอยวิ่งตามเช็ดตามล้างความเอาแต่ใจของคนที่เอาแต่สร้างกำแพงสูงลิ่ว เพื่อปิดบังความกลัวข้างใน... เหมือนที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้ไงคะ รินรดา"
ชื่อเล่นที่ถูกเปล่งออกมาโดยไม่มีคำนำหน้าอย่างเป็นทางการ ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบ เธออ้าปากค้างเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่คาดคิด ปกติแล้วปลายฟ้าจะเจียมตัวและอยู่ในขอบเขตของคำว่า 'นายจ้างกับลูกจ้าง' เสมอ แต่วินาทีนี้... อีกฝ่ายกำลังก้าวข้ามเส้นนั้นเข้ามาอย่างถือวิสาสะ และที่ร้ายกาจที่สุดคือ... มันตรงเผงจนเธอเถียงไม่ออก
"เธอ... เธอกล้าดียังไงมาเรียกชื่อฉันหะ!" รินรดาเสียงสั่นโดยไม่รู้ตัว มือเรียวบางกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ "คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้ามาสั่งสอนฉัน ปลายฟ้า! จำสถานะของตัวเองไว้ซะบ้าง!"
"สถานะเหรอคะ?" ปลายฟ้าแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นที่มุมปากสวย "สถานะบอดี้การ์ดที่ถูกจ้างมาเพื่อกันกระสุน... หรือสถานะของคนที่ยืนมองคุณทำลายตัวเองด้วยการผลักไสทุกคนออกไปจากชีวิตกันแน่ล่ะคะ?"
บรรยากาศในห้องราวกับถูกแช่แข็ง รินรดารู้สึกเหมือนถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงด้วยคำพูดที่แทงใจดำ ปมในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยเงินตรา ความหรูหรา และความเย่อหยิ่ง กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างง่ายดายโดยผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตเธอด้วยความจำเป็น แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนเดียวที่กล้าถือวิสาสะมองทะลุผ่านเกราะป้องกันทุกชั้นของเธอ
"เธอรู้อะไร..." เสียงของรินรดาแผ่วลง ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสั่นเครือที่เธอเกลียดนักหนา "เธอรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันต้องเจอมาบ้าง... ปลายฟ้า คนอย่างเธอ เป็นแค่เด็กกำพร้าที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด จะไปเข้าใจอะไรกับความรู้สึกของการถูกครอบครัวทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวในบ้านหลังใหญ่โตนี่กัน!"
สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด หากแต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งราวกับมีหินผามากดทับ
ปลายฟ้าไม่ได้โกรธ ไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวดกับคำพูดที่ตั้งใจจะเชือดเฉือนให้เจ็บแสบนั้น ตรงกันข้าม แววตาสีเข้มกลับฉายแววเวทนา... และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งนั่นยิ่งทำให้รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลกน่าสมเพช
"ใช่ค่ะ... ฉันเป็นแค่เด็กกำพร้า" ปลายฟ้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกคำกลับหนักแน่นราวกับตอกลงไปในความรู้สึก "ไม่มีพ่อแม่คอยบังคับชี้นำทางชีวิต ไม่มีสมบัติกองโตให้แย่งชิง และไม่มีบ้านหลังใหญ่ที่หนาวเหน็บจนไม่อยากกลับเข้าไป... แต่คุณรู้ไหมคะ รินรดา ความโดดเดี่ยวมันหน้าตาเป็นยังไง"
บอดี้การ์ดสาวขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด จนเข่าที่คุกอยู่แทบจะชิดกับปลายเท้าของอีกฝ่าย รินรดาผงะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับพนักโซฟาจนหนีไปไหนไม่ได้ ปลายฟ้าเอื้อมมือขึ้นช้าๆ ราวกับจะขออนุญาต ก่อนที่ปลายนิ้วอุ่นจะแตะเบาๆ ที่หลังมือข้างที่กำแน่นจนสั่นเทาของรินรดา
กระแสความอบอุ่นบางเบาแล่นริ้วผ่านผิวสัมผัส รินรดาลืมหายใจไปชั่วขณะ เธอก้มมองมือนั้นสลับกับใบหน้าที่อยู่ใกล้แค่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ ของปลายฟ้าปะทะเข้ากับแก้มเนียน ทำให้หัวใจที่เคยด้านชาเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
"ความโดดเดี่ยวที่แท้จริง... ไม่ใช่การอยู่คนเดียวในห้องมืดๆ หรอกค่ะ" ปลายฟ้ากระซิบแผ่วเบา ดวงตาคู่คมจดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "แต่มันคือการที่มีคนอยู่ล้อมรอบเต็มไปหมด แต่กลับไม่มีใครมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคุณเลย... เหมือนที่คุณกำลังทำกับตัวเองอยู่ในตอนนี้"
หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาที่ขอบตาของรินรดาอย่างห้ามไม่อยู่ ความเข้มแข็งปลอมๆ ที่เธอสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา กำแพงน้ำแข็งที่หนาเตอะถูกหลอมละลายด้วยความจริงใจและความเข้าใจที่เธอกลัวที่สุด เพราะเธอกลัวเหลือเกินว่า... ถ้าเธอยอมรับว่าเธออ่อนแอ เธอก็จะต้องพึ่งพาคนตรงหน้า และถ้าวันหนึ่งปลายฟ้าทิ้งเธอไป เธอก็คงจะแตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี
"ฮッ... เธอใจร้ายมากนะ ปลายฟ้า" รินรดาหลบสายตา กลั้นเสียงสะื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอ น้ำตาหยดแรกไหลรินลงอาบแก้มอย่างไม่ยอมเชื่อฟัง "เธอเข้ามาในชีวิตฉัน ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ แล้วก็มาพูดจาบีบหัวใจฉัน... เธอต้องการอะไรกันแน่ ทำไมไม่ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวเหมือนเดิมเล่า!"
ปลายฟ้าไม่ตอบด้วยคำพูด มือข้างที่กุมมือของรินรดาอยู่เปลี่ยนเป็นบีบกระชับแน่นขึ้น พร้อมกับมืออีกข้างที่เอื้อมขึ้นมาเกลี่ยหยาดน้ำตาออกจากแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอ่อนโยนเสียจนรินรดาต้องหลับตาลงรับความอบอุ่นนั้นด้วยความจำยอม
"เพราะฉันปล่อยให้คุณอยู่คนเดียวไม่ได้แล้วน่ะสิคะ..." ปลายฟ้ากระซิบชิดริมหู เสียงนั้นพร่าสั่นและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้มานาน "ตั้งแต่หน้าที่บอดี้การ์ดมันเริ่มเปลี่ยนเป็นความห่วงใย... ฉันก็ถอยกลับไปไม่ได้อีกแล้ว รินรดา"
ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเป็นหนึ่งเดียว รินรดารู้สึกเหมือนสติสัมปชัญญะของเธอกำลังจะหลุดลอย ปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะสัมผัสกันอยู่รอมร่อ หัวใจเต้นโครมครามจนดังแข่งกับเสียงนาฬิกาในห้อง รินรดาเผยริมฝีปากออกเล็กน้อยด้วยความประหม่า ดวงตากลมโตมองริมฝีปากได้รูปของอีกฝ่ายสลับกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างเปิดเผย
นี่คือเส้นแบ่งสุดท้าย... ระหว่างนายจ้างผู้เย่อหยิ่งกับบอดี้การ์ดสาวผู้กุมหัวใจ และเธอก็พร้อมที่จะก้าวข้ามมันไปพร้อมกับอีกฝ่ายแล้ว
ทว่า—
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าห้องพักส่วนตัวดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศสีชมพูที่อบอวลไปด้วยความหวานล้ำและหยาดน้ำตาให้แตกกระเจิงในเสี้ยววินาที!
ปลายฟ้าชะงักกึก ดวงตาคมกริบเปลี่ยนกลับเป็นโหมดระแวดระวังภัยทันทีตามสัญชาตญาณนักฆ่าและบอดี้การ์ดมืออาชีพ รินรดาสดุ้งโหยงสะบัดหน้าหนีด้วยความตกใจและหงุดหงิดสุดขีด
ก่อนที่ประตูห้องบานใหญ่จะถูกผลักเปิดผางเข้ามาด้วยฝีมือของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ และเสียงทุ้มคุ้นหูก็เอ่ยทักขึ้นเสียงดังทำลายความเงียบ
"ริน! อยู่นี่เองเหรอ ฉันโทรหาทำไมเธอไม่รับสาย รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงแค่ไหน!"
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับสีหน้าของปลายฟ้าที่มืดมนลงทันทีในระดับติดลบ!
ติดตามตอนต่อไปใน "พันธนาการรักเงาพิทักษ์ใจ" ตอนที่ 16 นะคะ ❤️
พันธนาการรักเงาพิทักษ์ใจ•ตอนที่ 15
ความเจ็บปวดที่งดงาม
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธนาการรักเงาพิทักษ์ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!