"ถอนคำพูดของคุณซะ กันต์"
น้ำเสียงของทิศเหนือต่ำลึกจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้องนั่งเล่น ทว่ามันกลับทรงพลังพอกลวดรัดบรรยากาศรอบตัวให้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก แววตาของผู้กำกับหนุ่มไฟแรงไม่ได้มีความขี้เล่นหรือกวนประสาทหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเยียบเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสิ่งที่ขวางหน้า
กันต์ ซึ่งยืนอยู่กลางวงสนทนา ไหวไหล่เล็กน้อยอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน รอยยิ้มมุมปากของพระเอกหนุ่มรูปหล่อเปี่ยมไปด้วยความท้าทายที่ตั้งใจจุดชนวนความขัดแย้งอย่างชัดเจน
"ผมพูดความจริง หรือว่าผู้กำกับทิศเหนือกลัวความจริงข้อนี้กันแน่ครับ? บทที่แก้ไปสามรอบแล้วยังผ่านกองเซ็นเซอร์ไม่ได้... ถ้าไม่ใช่เพราะทัศนคติของคุณมีปัญหา มันก็คงเป็นเพราะฝีมือคุณมันตกยุคไปแล้วจริงๆ"
ผมที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดได้แต่น้ำท่วมปาก สมองประมวลผลไม่ทันกับสถานการณ์ระเบิดเวลาตรงหน้า พริมาที่นั่งเงียบมาตลอดบนโซฟาตัวยาวขยับตัวเล็กน้อย ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นใสฉายแววไม่พอใจอย่างเปิดเผย เธอกำลังจะอ้าปากสวนกลับเพื่อปกป้องโปรเจกต์และศักดิ์ศรีของทีมงาน แต่ทิศเหนือกลับยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน
"เก็บคำพูดพวกนั้นไว้ใช้ตอนท่องบทเถอะครับกันต์ เพราะนอกจอ... คุณมันก็แค่ดาราดัดจริตที่เก่งแต่สร้างภาพไปวันๆ"
ทิศเหนือกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าคมกริบราวกับใบมีดโกนที่กรีดลงบนความรู้สึกโดยไม่จำเป็นต้องตะโกน ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินดุ่มๆ ออกจากห้องไปอย่างไร้การร่ำลา เสียงปิดประตูกระแทกเบาๆ ตามหลังเป็นการยุติการปะทะคารมที่ทำเอาทุกคนในห้องต้องผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่
พริมามองตามแผ่นหลังของร่างสูงที่เดินหายออกไปทางระเบียงด้านนอก ความขุ่นเคืองในแววตาเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความฉงนสนเท่ห์ เธอกลืนก้อนความอึดอัดลงคอ ก่อนจะหันมามองผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"คุณโปรดิวเซอร์คะ... เอ่อ ขอโทษทีครับ ผมติดปาก" พริมาแก้คำพูดตัวเองอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นสายตาผม "คุณโปรดิวเซอร์ครับ จัดการดูแลพระเอกเทวดานี่ด้วยนะคะ... เอ๊ย ครับ! ผมหมายถึง ช่วยจัดการให้เขารู้จักมารยาทพื้นฐานของการทำงานร่วมกับผู้อื่นหน่อยเถอะครับ ไม่งั้นผมคงเขียนบทต่อไม่ไหวแน่"
"ผมจะพยายามครับพริมา คุณไปพักผ่อนก่อนเเถอะ เดี๋ยวทางนี้ผมเคลียร์เอง" ผมถอนหายใจยาวเหยียด ยกมือขึ้นนวดขมับที่เริ่มตุบๆ ด้วยความเครียด
ยามค่ำคืนของเซฟเฮาส์ลับเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ช่วงเวลาตีสอง ความเงียบสงบเข้าปกคลุมทุกตารางเมตร มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ภายนอกและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะกระหายน้ำ จึงลุกขึ้นจากเตียง คว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินออกมาจากห้องนอนมุ่งหน้าไปยังห้องครัว
ทว่า เมื่อเดินผ่านประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมต่อไปยังระเบียงกว้างด้านนอก สายตาของผมกลับสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อลูมิเนียมริมระเบียง
แสงจันทร์สาดส่องลงมาอาบไล้แผ่นหลังที่คุ้นเคย ทิศเหนือนั่งกอดเข่าตัวเอง แผ่นหลังกว้างนั้นไหวสะท้อนขึ้นลงเป็นจังหวะอย่างผิดปกติ เสียงสะื้นไห้แผ่วเบาที่พยายามกลั้นไว้หลุดลอดออกมาท่ามกลางความเงียบงัน มันไม่ใช่เสียงของความโกรธเกรี้ยว หรือความเย่อหยิ่งจองหองที่เขาแสดงออกต่อหน้าคนอื่น แต่มันคือเสียงร้องไห้ของมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังแตกสลายจากภายใน
ผมชะงักเท้า ก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติด้วยความเกรงใจที่จะล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวในยามเปราะบางเช่นนี้ แต่ทว่า... กลับมีอีกคนหนึ่งที่เคลื่อนไหวเร็วกว่า
พริมา ในชุดนอนผ้าฝ้ายเรียบร้อย เธอก็คงเป็นอีกคนที่นอนไม่หลับและเดินออกมาหาอากาศบริสุทธิ์ เธอหยุดยืนอยู่ข้างกายผม ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยยามเมื่อมองเห็นภาพตรงหน้า ทิศเหนือผู้ที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ผู้กำกับหนุ่มผู้มั่นใจในตัวเองจนน่าหมั่นไส้ บัดนี้กำลังซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือ ไหล่หนาสั่นเทาด้วยแรงสะอื้นที่ไม่อาจอดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของพริมา เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและอคติยามเมื่อต้องปะทะคารมกับเขา แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้งโดยที่เธอเองก็อาจไม่รู้ตัว ความเงียบงันระหว่างเราทั้งคู่ถูกแทนที่ด้วยเสียงสะอื้นไห้ที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
พริมาค่อยๆ ก้าวเท้าเดินผ่านประตูกระจกออกไปช้าๆ เสียงฝีเท้าของเธอบนพื้นไม้กระดานเรียกให้ทิศเหนือสะดุ้งสุดตัว เขาเงยหน้าขึ้นจากฝ่ามืออย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบคู่นั้นแดงก่ำและเปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ทว่าเมื่อเขาเห็นว่าเป็นพริมา ความตื่นตระหนกก็ฉายชัดขึ้นบนใบหน้าคมสันที่พยายามฝืนทำเป็นเข้มแข็ง
"คุณ... มาทำอะไรที่นี่?" ทิศเหนือถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาออกลวกๆ อย่างลนลาน รอยยิ้มเยาะหยันตัวเองถูกปั้นแต่งขึ้นมากลบเกลื่อนความอ่อนแอ "มาดูความสมเพชของผมเหรอครับนักเขียนบทมือหนึ่ง? จะเอาไปเขียนลงในบทประณามผมเล่นอีกรอบหรือไง?"
พริมาไม่ได้ตอบคำถามยียวนนั้น เธอก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา ระยะห่างที่เคยมีถูกย่นย่อลงจนเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว หญิงสาวทอดมองผู้กำกับหนุ่มด้วยสายตาที่ทำให้ทิศเหนือชะงักงัน รอยยิ้มเยาะบนริมฝีปากของเขาค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความสับสนระคนอับอาย
ทิศเหนือหลบตา เบนหน้าหนีไปทางราวกั้นระเบียง พยายามดึงกำแพงความเย่อหยิ่งกลับมาสวมทับตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ "ถ้าเห็นแล้วก็เชิญกลับเข้าห้องไปซะครับ ผมอยากอยู่คนเดียว"
พริมาถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ข้างๆ เขาอย่างถือวิสาสะ เธอนั่งนิ่ง ไม่เซ้าซี้ ไม่ถามไถ่ความจริงอันเจ็บปวดปล่อยให้ความเงียบโอบกอดคนทั้งคู่ไว้ชั่วครู่ ก่อนที่เธอจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา
"คนเรามีสิทธิ์ที่จะเหนื่อยและร้องไห้นะครับ... ทิศเหนือ"
ร่างสูงสะท้านเฮือกเมื่อได้ยินสรรพนามและน้ำเสียงนั้น ดวงตาคู่คมหันกลับมามองหน้าพริมาอย่างไม่เชื่อหู ทว่าในวินาทีที่สบตากับประกายความเข้าใจอันอบอุ่นที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น กำแพงน้ำแข็งที่ทิศเหนือสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตก็พังทลายลงในพริบตาเดียว
เขากัดริมฝีปากแน่นราวกับพยายามอดกลั้นความรู้สึกที่เอ่อล้น ทว่ามันสายเกินไปหยาดน้ำตาอุ่นร้อนไหลรินลงมาตามแก้มสากอีกครั้งอย่างไม่อาจควบคุม และก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว ทิศเหนือก็เอื้อมมือคว้าข้อมือของพริมาไว้แน่น พร้อมกับดึงร่างบางเข้าไปซบลงกับลาดไหล่ของเขาอย่างไร้การป้องกันใดๆ ทั้งสิ้น
--------------------------------------------------
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความเปราะบางของตัวละครไปด้วยกันนะครับ*
เซฟเฮาส์ลับกับผู้กำกับมือฉมัง•ตอนที่ 5
รอยร้าวในบ้านพัก
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับผู้กำกับมือฉมัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!