กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยวนในแสงไฟสลัวของห้องเก็บสำนวนคดีเก่า คือสิ่งเดียวที่พอจะช่วยกลบกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยวนอยู่ในจินตนาการของ ร.ต.อ. ภาคิน ได้ในยามวิกาลเช่นนี้ สารวัตรหนุ่มละสายตาจากแฟ้มคดีฆาตกรรมอำพรางเมื่อสามปีก่อน ก่อนจะเลื่อนมันไปเบื้องหน้าชายหนุ่มผู้นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้บุหนังขัดมัน
เรย์ไม่ได้แตะต้องแฟ้มนั้น ปลายนิ้วเรียวยาวของร่างทรงหนุ่มเคาะเบาๆ ลงบนพนักพจน์ เสียง ‘ก๊อกๆ’ นั้นฟังดูคล้ายจังหวะนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่อะไรบางอย่างที่ไม่มีใครอยากเผชิญหน้า
“คุณกำลังพยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายความเจ็บปวดของผม สารวัตร” เรย์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงนัยยะที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ “แต่บางครั้ง... ศพพวกนั้นไม่ได้พูดเพราะอยากให้คุณจับคนร้ายหรอกครับ พวกเขาแค่อยากให้มีใครสักคนยอมรับว่าความตายของพวกเขามัน ‘ไร้เหตุผล’ สิ้นดีต่างหาก”
ภาคินขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขาเกลียดคำพูดที่พยายามท้าทายหลักการทางนิติวิทยาศาสตร์ของเรย์ แต่ที่น่ากลัวกว่าคือลึกลงไปในความรู้สึกส่วนลึก เขากลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่
“เลิกพูดจาเล่นลิ้นแล้วเข้าประเด็นเสียที, เรย์” ภาคินพ่นลมหายใจยาว เหยียดตัวพิงพนักเก้าอี้พลันจ้องมองคู่สนทนาด้วยแววตาคุกกราม “คุณบอกว่าคุณรู้ที่มาของรอยสักอักขระบนศพเหยื่อรายล่าสุด และคุณบอกว่ามันเกี่ยวพันกับอดีตของคุณ... อดีตที่คุณพยายามซ่อนมันไว้ใต้คราบของร่างทรงรับจ้าง”
เรย์เงียบไปครู่ใหญ่ นัยน์ตาสสีเข้มไหววูบไปชั่วขณะ ราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำของฟิล์มเก่าที่ขาดวิ่น ความเยือกเย็นที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าคล้ายจะถูกกะเทาะออกด้วยความทรงจำบางอย่างที่กัดกินวิญญาณมาเนิ่นนาน
“คุณเคยสูญเสียใครสักคน... ชนิดที่ต่อให้เอาความรู้ทั้งหมดบนโลกใบนี้มารวมกัน ก็ไม่อาจพาเขากลับคืนมาได้ไหมครับ ภาคิน” เรย์ถามกลับ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นทุุ่มต่ำและจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คำถามนั้นราวกับมีดสั้นที่พุ่งตรงเข้าปักกลางใจแผลเก่าของสารวัตรหนุ่ม ภาพเหตุการณ์ในคืนวันฝนพรำเมื่อห้าปีก่อนผุดขึ้นมาในหัว—ภาพของคู่หูสนิทที่นอนจมกองเลือดบนพื้นห้องเช่าร้าง ร่างกายบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ในขณะที่รอบกายไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ไม่มีรอยนิ้วมืออื่นใดนอกจากรอยขีดข่วนประหลาดที่คล้ายกับอักขระไสยเวท... คดีที่ถูกปิดตายว่าเป็น “อุบัติเหตุทางจิตเวช” ทั้งที่ในใจของภาคินรู้ดีว่ามันไม่ใช่
“อย่าดึงเรื่องของผมเข้าไปเกี่ยว” ภาคินเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาคมกริบจ้องเขม็ง “เรากำลังคุยเรื่องรอยสักประหลาดนั่น”
“มันคือเรื่องเดียวกันครับ” เรย์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงโปร่งก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของสารวัตร มือข้างหนึ่งเอื้อมไปหยิบภาพถ่ายที่ชันสูตรศพขึ้นมาพิจารณา แสงไฟสีส้มสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้กรอบผมตรงท้ายทอย—รอยแผลที่ภาคินไม่เคยสังเกตมาก่อน
“สิบปีที่แล้ว... ผมไม่ได้เป็นแค่ร่างทรงเร่ร่อน” เรย์เริ่มเปิดปากเล่า น้ำเสียงของเขาราบเรียบราวกับกำลังท่องบทละคร แต่ทุกคำพูดกลับทรงพลังพอที่จะหยุดลมหายใจของคนฟัง “ผมอยู่ในสำนักที่ใช้ไสยเวทเป็นเครื่องมือฟอกเงินและอำนาจให้กับกลุ่มคนมีสี พวกเขาไม่ได้บูชาเทพเจ้า พวกเขาบูชาความโลภ และบรรณาการที่ใช้แลกมาืคือชีวิตของเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครตามหา”
ภาคินขยับตัวเล็กน้อย ความสนใจถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงคำเล่าอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่รู้ตัว
“พี่ชายของผม... หรือจะเรียกว่าคนเดียวที่ผมรักในโลกใบนี้ ก็เป็นหนึ่งในเหยื่อเหล่านั้น” เรย์หันกลับมาสบตาภาคิน แววตาคู่นั้นว่างเปล่าจนน่ากลัว “เขาไม่ได้ตายเพราะเจ็บป่วย แต่เขาถูกใช้เป็น ‘สะพาน’ เพื่อดึงวิญญาณอีกดวงหนึ่งให้ข้ามภพ... ด้วยพิธีกรรมโบราณที่สลักลงไปบนเนื้อหนังทีละเข็ม ทีละรอย จนกระทั่งวิญญาณของเขาแตกสลายคามือผมเอง”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ภาคินมองหน้าเรย์ เขาเห็นความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเยือกเย็นมานานแรมปี มันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่เขามี... ความรู้สึกของผู้รอดชีวิตที่แบกรับความผิดบาปอันหนักอึ้ง
“และรอยสักบนศพรายล่าสุด...” เรย์วางภาพถ่ายลงบนโต๊ะ แรงกระแทกเบาๆ แต่กลับหนักหน่วงในความรู้สึก “นั่นคือฝีมือของ ‘อาจารย์’ คนเดิม คนที่พรากทุกอย่างไปจากผม... และตอนนี้ เขากำลังกลับมา เพื่อเริ่มต้นพิธีกรรมครั้งใหม่ในเมืองหลวงแห่งนี้”
ภาคินสูดหายใจเข้าลึก สมองส่วนเหตุผลเริ่มประมวลผลข้อเท็จจริงทั้งหมด หากสิ่งที่เรย์พูดเป็นความจริง คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เขากำลังตามล่า ไม่ใช่แค่เรื่องของการฆ่าล้างแค้นหรือโรคจิตทั่วไป แต่มันคือสงครามจิตวิทยาและไสยเวทที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจมืดระดับประเทศ
“ถ้าเขาอยู่ในเมืองนี้ ทำไมคุณถึงเพิ่งออกมาพูดตอนนี้?” ภาคินถาม หรี่ตาลงอย่างระแวง “คุณกำลังดึงผมเข้าไปเป็นเครื่องมือในการชำระแค้นส่วนตัวของคุณใช่ไหม, เรย์?”
เรย์มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเศร้าสร้อยในคราเดียวกัน
“คุณคิดว่าผมใช้คุณเหรอ ภาคิน?” เรย์ก้มตัวลงกระซิบแผ่วเบาจนลมหายใจอุ่นปัดผ่านใบหน้าของสารวัตรหนุ่ม “ลองหันไปมองกระจกเงาด้านหลังคุณสิครับ... แล้วบอกผมทีว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนวิ่งไล่ตามเงาของตัวเองมาตลอดห้าปี”
ภาคินชะงัก เขาค่อยๆ หันกลับไปมองกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพตนเอง ทว่า... ในเงาสสะท้อนนั้น นอกเหนือจากร่างของเขาและเรย์แล้ว บริเวณมุมมืดของห้องซึ่งควรจะว่างเปล่า กลับมีเงาร่างของใครบางคนยืนนิ่งสนิทอยู่หลังชั้นหนังสือ!
ร่างนั้นสวมเสื้อโค้ทสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ้อนไว้ในความมืด แต่ดวงตาคู่ที่จ้องมองตรงมายังพวกเขาทั้งสองผ่านกระจกเงา กลับเปล่งประกายวาวโรจน์ด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น... รอยยิ้มที่ถอดแบบมาจากรอยสักอักขระบนศพไม่มีผิดเพี้ยน!
ก่อนที่ภาคินจะทันชักปืนหรือเอ่ยปากพูดอะไร ไฟนีออนบนเพดานห้องก็กะพริบถี่รัวสามครั้ง ก่อนจะดับวูบลงพร้อมกัน ทิ้งให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท มีเพียงเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังเดินตรงเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของพวกเขาช้าๆ ทีละก้าว... ทีละก้าว อย่างมั่นอกมั่นใจ
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับผมในตอนนี้นะครับ
ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก•ตอนที่ 9
อดีตที่ฝังกลบ
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!