"คุณกำลังฟังอะไรอยู่... สารวัตร"
เสียงของเรย์ราบเรียบเย็นเยียบราวกับสายน้ำใต้ธารน้ำแข็ง แต่มันกลับคมกริบพอที่จะกรีดผ่านความเงียบงันภายในห้องสอบสวนร้าง ร.ต.อ. ภาคิน สะดุ้งเล็กน้อย เปลือกตาของนายตำรวจหนุ่มกระตุกเกร็ง เขาไม่ได้ตอบคำถามทันti แต่เลือกที่จะเลื่อนปลายนิ้วไปปิดเครื่องบันทึกเสียงรุ่นเก่าบนโต๊ะไม้สัก แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟเปลือยเหนือหัวสั่นไหวตามกระแสไฟฟ้าที่ไม่เสถียร ทอดเงายาวทับถมใบหน้าครึ่งซีกที่เต็มไปด้วยไรหนวดเคราและความเหนื่อยล้าของสารวัตรหนุ่ม
"ผมไม่ได้ฟังอะไรทั้งนั้น เรย์" ภาคินเอ่ยปฏิเสธ เสียงของเขาแหบพร่าและแห้งผาก
แต่มันโกหกไม่เนียนเอาเสียเลย... เพราะในโสตประสาทของภาคินเวลานี้ มันไม่ได้มีเพียงความเงียบงันของห้องร้างหลังสถานีตำรวจเก่า มันมีเสียงอื่น เสียงที่สั่นเครือ แหบแห้ง และเต็มไปด้วยความโหยหา คล้ายกับเสียงกระซิบจากก้นบ่อลึกที่ดังก้องอยู่ภายในกะโหลกศีรษะของเขาเอง
*‘...ช่วยฉันด้วย... สารวัตร... เจ็บเหลือเกิน...’*
เสียงนั้น... มันไม่ใช่เสียงของเรย์ และไม่ใช่เสียงของใครในโลกแห่งความเป็นจริง มันคือเสียงของเหยื่อเคราะห์ร้ายในคดีฆาตกรรมศาลาร้างริมคลองเมื่อสัปดาห์ก่อน ชายผู้เสียชีวิตด้วยพิษไสยเวทร้ายแรงจนร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูป
ภาคินขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขาพยายามปัดกวาดคลื่นเสียงรบกวนนั้นออกจากสมองด้วยตรรกะและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่เขายึดถือมาตลอดชีวิตการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ *'มันเป็นแค่อาการหูแว่วจากความเครียดสะสม... พักผ่อนไม่เพียงพอ... นายเป็นตำรวจ เป็นคนมีเหตุผล ไม่ใช่คนงมงาย'* เขาท่องคำเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจราวกับบทสวดมนต์
ทว่า... เรย์กลับไหวไหล่เบาๆ นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นทรง The Row จ้องมองทะลุปรุโปร่งเข้าไปในจิตใจของอีกฝ่าย ร่างทรงหนุ่มยกกาแฟดำขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะด้วยเสียงกระทบที่ดังชัดเจนในความเงียบ
"วิทยาศาสตร์อธิบายอาการสมองหลอนจากการทำงานเกินเวลาได้ดีเสมอครับสารวัตร... แต่ปัญหาคือ หมอชันสูตรระบุไว้ชัดเจนว่า เหยื่อรายนั้นลิ้นขาดก่อนเสียชีวิต แปลว่าเขาไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้แม้แต่คำเดียวก่อนลมหายใจสุดท้ายจะหมดลง" เรย์เว้นจังหวะ ปรายตามองท่าทีที่แข็งเกร็งของภาคิน "แล้วเสียงที่คุณกำลังพยายามทำเป็นไม่ได้ยินเมื่อครู่... มันเป็นเสียงของใครล่ะครับ"
บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงจนแทบติดลบ ความอึดอัดเข้าเกาะกุมพื้นที่ระหว่างชายหนุ่มทั้งสอง ภาคินจ้องหน้าเรย์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขาทั้งโกรธที่ถูกอ่านเกมขาด และหวาดกลัว... กลัวว่าสิ่งที่เรย์พูดจะเป็นความจริง
"คุณต้องการจะสื่ออะไร เรย์" ภาคินเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษามาดของนายตำรวจผู้กุมอำนาจเหนือคดี "คุณก็รู้ว่าผมเกลียดเรื่องงมงายพวกนี้ ไสยเวท อาคม หรือวิญญาณบ้าบออะไรนั่น มันเป็นแค่เครื่องมือของฆาตกรจิตวิปริตที่ใช้สร้างความหวาดกลัวเท่านั้น"
"ถ้ามันเป็นแค่เรื่องงมงาย... ทำไมมือของคุณถึงสั่นล่ะครับสารวัตร"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้ภาคินต้องก้มมองมือข้างที่กำเข้าหากันแน่นบนตัก มันสั่นจริงๆ... สั่นระริกด้วยความตึงเครียดที่เกินกว่าร่างกายจะแบกรับไหว
ในวินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบในหัวของภาคินก็ดังชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียงพึมพำ แต่มันคือเสียงกรีดร้องโหยหวนที่เต็มไปด้วยความแค้นเคือง
*‘...แกปล่อยให้มันลอยนวล... ภาคิน... แกมันก็แค่ตำรวจขี้ขลาด...!’*
ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในห้วงความคิด ใบหน้าของคู่หูเก่าที่นอนจมกองเลือดในคดีที่ปิดไม่ลงเมื่อหลายปีก่อน ผุดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มเยาะหยัน ภาคินสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายโอนเอนเล็กน้อยจนต้องใช้มือยدขอบโต๊ะไว้เพื่อพยุงตัว อาการวิงเวียนศีรษะพุ่งจู่โจมอย่างรุนแรงราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบเข้าที่ขมับทั้งสองข้าง
เรย์สังเกตเห็นความผิดปกติที่ฉายชัดบนใบซีดเผือดของนายตำรวจหนุ่ม ร่างทรงหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความเยือกเย็นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวัง เขาขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะสอบสวนอีกนิด
"สารวัตร... คุณไม่ได้แค่อาการกำเริบแล้วล่ะครับ" เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น "คุณกำลังเปิด 'ประตู' ให้พวกเขาเข้ามา"
"หุบปาก..." ภาคินคำรามในลำคอ ดวงตาแดงก่ำด้วยความทรมาน เขายกมือขึ้นกุมขมับ พยายามกดทับเสียงกรีดร้องที่ดังกระหน่ำอยู่ในหัวสมอง ทว่ามันกลับยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเสียงก้องกังวานในถ้ำมืด
ทว่า ในความโกลาหลและเสียงกรีดร้องที่เสียดแทงประสาทนั้นเอง สายตาของภาคินที่กวาดไปเจอแฟ้มคดีเก่าบนมุมโต๊ะ ก็สะดุดเข้ากับบางสิ่ง...
มันคือภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรมแรกสุดที่เคยถูกปิดตายไปเมื่อสิบปีก่อน คดีที่ทำให้คู่หูของเขาต้องตาย ภาพถ่ายแผ่นนั้นถูกลมพัดพลิกเปิดออกเผยให้เห็นรอยเปื้อนสีดำคล้ายคราบเขม่าที่มุมกระดาษ ซึ่งถ้าวัดจากตำแหน่งของรอยเปื้อนบนภาพถ่ายคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา มันคือสัญลักษณ์รูปอักขระโบราณแบบเดียวกันกับที่พบในที่เกิดเหตุปัจจุบันอย่างแม่นยำ
และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้น... บนขอบโต๊ะไม้ใต้แฟ้มคดี มีรอยขีดข่วนใหม่ที่ยังสดอยู่ เป็นรอยเล็บลึกที่เพิ่งถูกกรีดลงไปสดๆ ร้อนๆ ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเพียงเขากับเรย์เท่านั้นที่อยู่ในห้องปิดตายนี้!
ภาคินเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ความเจ็บปวดในหัวมลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่แล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเรย์ และพบว่านัยน์ตาของร่างทรงหนุ่มไม่ได้มองมาที่เขา... แต่มันกำลังจ้องมองไปยังเงาทึบที่ทอดตัวยาวอยู่ด้านหลังของตัวเขาเอง
"สารวัตร..." เรย์กระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความขบขัน "ผมคิดว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญ ไม่ได้มีแค่เสียงในหัวของคุณเสียแล้วล่ะครับ"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากลิ่นอายไสยเวทกับผมในตอนนี้ด้วยนะครับ
ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก•ตอนที่ 16
เสียงเรียกจากหลังม่าน
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!