"ร่องรอยระดับนี้ คนทำไม่ได้ใช้แค่ความประมาท แต่จงใจทิ้งมันไว้เพื่อเยาะเย้ยระบบยุติธรรมต่างหากล่ะครับสารวัตร"
เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบของเรย์ดังขึ้น ท่ามกลางความอับชื้นของห้องเก็บของใต้ดิน สถานีตำรวจภูธรเมือง กลิ่นอับของกระดาษสำนวนคดีเก่าผสมปะปนกับกลิ่นฝุ่นหนาทึบจนทำให้แสบจมูก ร.ต.อ. ภาคิน ไม่ได้ตอบคำถามทันที นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาเพ่งมองหน้าจอแท็บเล็ตในมือ ซึ่งกำลังฉายภาพฟุตเทจจากกล้องวงจรปิดมุมอับของอาคารพาณิชย์จุดเกิดเหตุ วิดีโอนั้นไร้ที่ติจนน่ากลัว—ไม่มีเงาร่าง ไม่มีรอยเท้า และไม่มีแม้แต่สัญญาณเตือนภัย
แต่ความไร้ที่ตินั่นแหละ คือรอยร้าวที่ภาคินไม่เคยไว้วางใจ
สารวัตรหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความหงุดหงิดที่แล่นพล่านในอก เขาเกลียดการทำงานกับความเชื่อทางไสยเวทพอๆ กับเกลียดความจนมุมในทางคดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หลายครั้งที่ตรรกะอันแข็งกระด้างของกฎหมาย ต้องมาสะดุดหยุดลงตรงหน้าความจริงที่วิทยาศาสตร์ยังเอื้อมไม่ถึง
"กล้องวงจรปิดตัวนั้นจับภาพมุมกว้างได้ครอบคลุมเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบองศา เรย์" ภาคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเจือความเหนื่อยล้าจากการอดนอนมาสามคืนติดต่อกัน "ทีมพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบลายนิ้วมือและดีเอ็นเอรอบจุดเกิดเหตุแล้ว ไม่พบสิ่งแปลกปลอมใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากร่องรอยของผู้ตายเอง ถ้าคุณบอกว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องนั้นตอนเกิดเหตุ คุณต้องอธิบายให้ผมฟังก่อนว่า หมอนั่นเดินเข้ามาทางไหนโดยที่เลนส์กล้องความละเอียดสูงไม่สามารถจับภาพได้แม้แต่เสี้ยววินาที"
เรย์ไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนต่อท่าทีตั้งแกำแพงของนายตำรวจหนุ่ม ร่างโปร่งในชุดเสื้อโค้ทสีดำสนิทขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาสีนิลคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องใต้ดินที่มืดสลัว ราวกับกำลังอ่านตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกไร้ลักษณ์บนผนังปูนเปลือย
"สารวัตรยังยึดติดกับสิ่งที่ 'ตาเนื้อ' มองเห็นมากเกินไปนะครับ" เรย์ก้าวเท้าเข้าไปใกล้สารวัตรหนุ่ม กลิ่นจางๆ ของกำยานไม้จันทน์หอมโชยปะทะนาสิก "วิทยาศาสตร์สอนให้คุณเชื่อว่า สิ่งที่บันทึกผ่านเลนส์กระจกคือความจริงสูงสุด แต่บางครั้ง... เลนส์ที่ดีที่สุดในโลก ก็ยังตาบอดต่อสิ่งที่จิตมนุษย์ปฏิเสธที่จะยอมรับ"
ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด "นี่เรากำลังคุยกันเรื่องคดีฆาตกรรม หรือกำลังฟังปาฐกถาธรรมจากสำนักทรงกันแน่ครับคุณเรย์? ผมเป็นตำรวจ ผมทำคดีด้วยพยานวัตถุและสำนวน ไม่ใช่ความรู้สึกหรือจินตนาการ"
"ถ้าเช่นนั้น เชิญเดินตามผมมาครับสารวัตร"
เรย์ไม่รอให้ภาคินเอ่ยท้วง ร่างสูงโปร่งหมุนตัวเดินลึกเข้าไปในมุมอับที่สุดของห้องเก็บของ ซึ่งเป็นจุดที่แสงไฟนีออนบนเพดานส่องมาไม่ถึง ความมืดมิดกลืนกินร่างของเรย์ไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะหยุดยืนอยู่หน้าเสาคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ที่มีรอยร้าวตามกาลเวลา
ภาคินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ แต่ก็ยอมสาวเท้าเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้ เขาควักไฟฉายแรงสูงออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต กดเปิดจนลำแสงสีขาวพุ่งแหวกความมืดตรงไปยังจุดที่เรย์ยืนอยู่
"ตรงนี้ไงครับ" เรย์เอ่ยเบาๆ พลางใช้นิ้วเรียวยาวแตะลงบนพื้นผิวปูนที่เย็นเฉียบ "จุดที่กล้องวงจรปิดมองไม่เห็น"
ภาคินส่องไฟฉายกราดไปทั่วบริเวณ มุมนั้นเป็นซอกอับระหว่างเสากับผนังทึบ ซึ่งถูกบังด้วยตู้เอกสารเหล็กเก่าๆ ที่ขึ้นสนิมจนเขรอะ เป็นมุมอับสายตาตามหลักสถาปัตยกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ หากมองจากกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ตรงมุมเพดานฝั่งตรงข้าม เงาของเสาต้นนี้จะทอดตัวลงมาบดบังพื้นที่ตรงนี้จนมิดชิดพอดีเป๊ะ
"มันก็แค่มุมอับสายตาธรรมดา" ภาคินวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "สถาปนิกออกแบบอาคารนี้เมื่อสามสิบปีก่อน เขาคงไม่ได้ตั้งใจสร้างไว้เพื่ออำพรางฆาตกรหรอกครับ"
"สถาปนิกไม่ได้ตั้งใจ... แต่ 'คน' ตั้งใจต่างหากล่ะครับ" เรย์หันกลับมาสบตา ประกายในดวงตาคู่นั้นคมปลาบจนภาคินต้องชะงัก "ลองก้าวเข้ามาสืนครับสารวัตร ยืนตรงจุดที่ผมยืนอยู่ แล้วมองไปที่ผนังฝั่งตรงข้าม... มองผ่านรอยร้าวของปูนตรงนั้นสิครับ"
ภาคินลังเลอยู่ชั่วอึกใจ ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างร่างทรงหนุ่ม เขาปิดไฟฉายในมือเพื่อให้สายตาปรับเข้ากับความสลัวของมุมห้อง แล้วมองตามปลายนิ้วของเรย์ที่ชี้ไปยังรอยแตกยาวบนผนังปูน
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง อุณหภูมิรอบตัวราวกับลดฮวบลงอย่างกะทันหัน กลิ่นอับชื้นจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ที่คุ้นเคย—กลิ่นเดียวกับที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในห้องเกิดเหตุเมื่อคืนก่อน
"เห็นอะไรไหมครับ?" เสียงกระซิบของเรย์ดังชิดริมหู จนภาคินรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่ปะทะต้นคอ
"ไม่มีอะไร... นอกจากรอยปูนแตก" ภาคินตอบเสียงแข็ง พยายามขับไล่ความรู้สึกประหลาดที่กำลังเกาะกุมจิตใจ
"บางที... สิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตา อาจไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริงนะครับสารวัตร" เรย์เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงชวนขนลุก "กล้องวงจรปิดไม่ได้ตาบอด และมันไม่ได้ถูกบดบังด้วยเสาปูน... แต่มันถูกบดบังด้วย 'เจตจำนง' ของบางสิ่งที่ทรงพลังกว่าเลนส์กระจกต่างหาก"
ภาคินนิ่งเงียบ สมองอันปราดเปรื่องพยายามประมวลผลข้อเท็จจริงและทฤษฎีทางจิตวิทยาเพื่อหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มาหักล้าง แต่หัวใจกลับเต้นรัวผิดจังหวะอย่างไร้สาเหตุ ความทรงจำอันเลวร้ายในคดีเก่าที่เขาเคยสูญเสียคู่หูไปอย่างปริศนาผุดวาบขึ้นมาในหัว ราวกับภาพหลอนที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีล
ก่อนที่สารวัตรหนุ่มจะได้ทันเอ่ยปากโต้แย้งสิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นแว่วๆ จากบันไดทางลงห้องใต้ดิน—เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง และไม่มีทีท่าว่าเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเวรยامคนใดในสถานีนี้เลยแม้แต่น้อย
เรย์หันขวับไปมองทางต้นเสียง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังรอคอยแขกที่ไม่ได้รับเชิญท่านนี้มานานแล้ว
"ดูเหมือนว่า... หลักฐานที่ไม่มีตัวตนชิ้นแรก จะเริ่มเดินมาหาเราด้วยตัวเองแล้วล่ะครับสารวัตร"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ จุดนี้ด้วยกันนะครับ
*เพชรตาเสือโบราณ*
ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก•ตอนที่ 4
หลักฐานที่ไม่มีตัวตน
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!