ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก•ตอนที่ 2

ผู้มาเยือนจากอีกฝั่ง

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของซากอิฐปรักหักพังลอยอบอวลอยู่ในโพรงจมูก ทว่าสิ่งที่บาดลึกเข้าไปในประสาทสัมผัสของ ร.ต.อ. ภาคิน กลับไม่ใช่กลิ่นของความตาย หากแต่เป็นความเงียบงันที่ผิดปกติของสถานที่เกิดเหตุ ภายในคลังสินค้าเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสงไฟฉายสลัวสีนวลกวาดผ่านเสาคอนกรีตที่มีรอยร้าวลึก โครงเหล็กขึ้นสนิมระโยงระยางราวกับซากโครงกระดูกของสัตว์ยักษ์ดึกดำบรรพ์ พื้นปูนซีเมนต์เต็มไปด้วยรอยขูดขีดและคราบของเหลวสีคล้ำที่แห้งกรังเป็นวงกว้าง สารวัตรหนุ่มในชุดสูทลำลองสีเข้มขยับปมเนกไทเล็กน้อยเพื่อคลายความอึดอัด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวด้วยสัญชาตญาณของนักสืบมืออาชีพ สมองของเขาทำงานอย่างเป็นระบบ ร่างกายของเหยื่อถูกพบในสภาพที่ไร้ร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีรอยกระสุน ไม่มีรอยมีดแทง ทว่ากล้ามเนื้อทุกมัดกลับบิดเบี้ยวผิดรูป ราวกับถูกแรงกดมหาศาลจากภายในอัดกระแทกจนกระดูกแหลกละเอียด ซึ่งเป็นรูปแบบความเสียหายทางกายภาพที่วิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันไม่อาจหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลมารองรับได้ "ผลชันสูตรเบื้องต้นจากนิติเวชระบุว่าอย่างไรบ้าง หมวด" ภาคินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นิ่งสนิท ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้ว่าบรรยากาศรอบตัวจะชวนให้ขนลุกเกรียวเพียงใดก็ตาม ร้อยตำรวจตรีวิชิต ลูกน้องคนสนิท กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ถือแฟ้มเอกสารสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะรายงานด้วยเสียงแหบพร่า "หมอธนادแจ้งว่า... อวัยวะภายในของผู้ตายแหลกเหลวครับสารวัตร แต่ที่น่าประหลาดคือ ผิวหนังภายนอกไม่มีรอยช้ำเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่ามีบางอย่าง... หรือบางแรงกระทำที่ผ่านทะลุเนื้อหนังเข้าไปบดขยี้กระดูกโดยตรงอย่างไรอย่างนั้นครับ" ภาคินนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย เขายกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลเป็นจางๆ ที่ต้นคอโดยไม่รู้ตัว ปมในอดีตจากการสูญเสียคู่หูไปในคดีที่คล้ายคลึงกันนี้ยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ ทุกครั้งที่วิทยาศาสตร์ยอมจำนนต่อความจริง ความงมงายและไสยเวทมักจะเข้ามาแทนที่พื้นที่ว่างเปล่าเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สารวัตรหนุ่มผู้ยึดมั่นในเหตุผลเกลียดชังที่สุด "ความงมงายมักมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ยังค้นไม่พบเสมอ วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่มันคือความจริงที่ยังรอการพิสูจน์" ภาคินพึมพำกับตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ "แต่บางที... ความจริงที่คุณกำลังตามหา อาจไม่ได้ซ่อนอยู่ภายใต้กล้องจุลทรรศน์หรอกนะครับ สารวัตร" เสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง และเจือรอยยิ้มเยาะหยันจางๆ ดังขึ้นจากมุมมืดของซอกเสาคอนกรีตด้านหลัง ภาคินชะงัก ร่างกายตื่นตัวในเสี้ยววินาที มือขวาตวัดไปที่สะโพกพร้อมชักอาวุธปืนพกประจำกายออกจากซองอย่างรวดเร็ว ปากกระบอกปืนสีดำสนิทเล็งตรงไปยังทิศทางของต้นเสียงทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ความเงียบสงัดถูกฉีกกระชากด้วยเสียงโลหะเสียดสีกันเล็กน้อย ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาจากเงาดำของโครงเหล็ก ร่างสูงโปร่งในชุดโค้ทสีเทาเข้มรับกับเรือนผมสีดำสนิทที่ปล่อยให้ระต้นคอเล็กน้อย ใบหน้าคมคายติดจะซีดเซียว ดวงตาคมกريบสีนิลคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อปากกระบอกปืนที่จ่ออยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับมองสารวัตรหนุ่มด้วยแววตาสมเพชแกมขบขัน ราวกับกำลังมองเด็กน้อยที่กำลังถือของเล่นชิ้นโปรด "ลดปืนลงเถอะครับ สารวัตรภาคิน การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาไม่ได้ทำให้ความจริงข้อที่ว่า 'คุณกำลังหวาดกลัว' ลดน้อยลงไปหรอกนะ" เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเฉียบคมจนบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง ภาคินหรี่ตาลง ประเมินชายแปลกหน้าตรงหน้าอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายรอบตัวของคนคนนี้แปลกประหลาด ไม่ใช่กลิ่นของอาชญากรทั่วไป แต่เป็นกลิ่นอายของความเย็นยะเยือกที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวลดต่ำลงหลายองศา "คุณเป็นใคร และเข้ามาในพื้นที่ควบคุมของตำรวจได้อย่างไร" ภาคินถามเสียงเข้ม นิ้วชี้ยังคงวางทาบอยู่บนไกปืนอย่างระแวดระวัง "ที่นี่ไม่ใช่สถานที่สาธารณะ ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ผมมีสิทธิ์วิสามัญคุณฐานบุกรุกสถานที่เกิดเหตุคดีอารกรรม" เรย์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งแล้งและไร้ซึ่งความสนุกสนาน เขาเดินเข้าไปใกล้ปากกระบอกปืนอีกก้าวหนึ่งอย่างไม่เกรงกลัว ปลายกระบอกปืนเกือบจะแตะเข้ากับกระดุมเสื้อโค้ทของเขาอยู่รำไร "สิทธิ์ตามกฎหมายเหรอครับ? น่าสนใจดีนะ... สำหรับคนที่พยายามใช้กฎหมายของมนุษย์มาตัดสินสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ" เรย์เงยหน้าขึ้นสบตาบ สารวัตรหนุ่มตรงๆ "ผมชื่อเรย์... และผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ผมมาเพื่อเตือนคุณ ว่าสิ่งที่คุณกำลังตามหานั้น ไม่ได้ต้องการให้คุณจับกุม แต่มันกำลังรอเวลาที่จะกลืนกินคุณต่างหาก" บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็นหยดน้ำ วิชิตที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบขยับตัวเข้ามาใกล้ พร้อมจะชักปืนช่วยผู้บังคับบัญชาทันทีหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน "พูดจาเหลาะแหละ น่ารำคาญ" ภาคินเค้นเสียงลอดไรฟัน "ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เชิญไสก้นออกไปซะ ก่อนที่ผมจะข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่" เรย์ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนต่อคำขู่ เขาเอื้อมมือเรียวยาวออกไปช้าๆ ปลายนิ้วแตะลงที่โครงเหล็กด้านหลังของภาคินเบาๆ ทันใดนั้น ร่างกายของภาคินก็เกิดอาการชาแปลบขึ้นมาที่สันหลังอย่างกะทันหัน ภาพหลอนของเหตุการณ์ในอดีต—ภาพที่คู่หูของเขาลอยเคว้งกลางอากาศก่อนกระดูกทั่วร่างจะหักป่น—ผุดวาบขึ้นมาในหัวสมองอย่างชัดเจนจนแทบหายใจไม่ออก "คุณยังจำเสียงร้องครั้งสุดท้ายของสารวัตรเดช คู่หูของคุณได้ไหมครับ... เสียงที่ดังอยู่ในหัวของคุณทุกครั้งเวลาที่คุณหลับตาลง" เรย์กระซิบแผ่วเบาข้างหูของภาคินด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรก "เขาไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ และไม่ใช่เพราะฝีมือมนุษย์... คืนนี้ เสียงนั้นกำลังจะกลับมาอีกครั้ง และมันไม่ได้เรียกชื่อเขา แต่มันกำลังเรียกชื่อ 'คุณ'" ภาคินกัดฟันกรอด ความโกรธผสมผสานกับความหวาดกลัวที่ถูกจี้ถูกจุดทำให้มือของเขาสั่นระริกเล็กน้อย เข้าง้างไกปืนเตรียมลั่นกระสุนใส่คนตรงหน้าทันทีที่อีกฝ่ายขยับตัว ทว่าเรย์กลับถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว รอยยิ้มปริศนาปรากฏขึ้นที่มุมปาก "อย่าเพิ่งรีบร้อนใจไปเลยครับ สารวัตร" เรย์หันหลังให้ พร้อมกับก้าวเดินช้าๆ ไปทางความมืดมิดของมุมตึก "ถ้าคุณอยากรู้ว่าใครคือฆาตกรตัวจริง... ลองก้มลงมองที่พื้นใต้ฝ่าเท้าของคุณตอนนี้สิครับ" ภาคินชะงัก สายตาคมกริบกวาดลงมองพื้นซีเมนต์เบื้องล่างตามสัญชาตญาณ ท่ามกลางคราบเลือดและฝุ่นผง มีรอยเท้าเปื้อนโคลนแห้งกรังประหลาดคู่หนึ่งปรากฏขึ้นใหม่อย่างไร้ร่องรอย รอยเท้านั้นไม่ได้เดินมาจากทางประตู หรือหน้าต่าง แต่มันโผล่ขึ้นมากลางห้องโล่งๆ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... ทิศทางของรอยเท้านั้นกำลังมุ่งตรงมาหยุดอยู่ *ด้านหลัง* ส้นรองเท้าของเขาเองอย่างพอดิบพอดี! สารวัตรหนุ่มผวาสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ รีบหันขวับกลับไปมองด้านหลังทันที ทว่าความว่างเปล่าและความมืดมิดคือคำตอบเดียวที่ได้รับ เรย์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก วิชิตวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าซีดเผือก "สารวัตรครับ! เมื่อกี้... เมื่อกี้ไอ้บ้านั่นมันหายไปไหนแล้ววะครับ เร็วเป็นบ้าเลย!" ภาคินไม่ตอบคำถามของลูกน้อง เขายังคงยืนนิ่งค้าง สายตาจ้องเขม็งไปยังรอยปริศนาบนพื้นซีเมนต์ที่เย็นเฉียบ ขณะที่เสียงฝีเท้าแผ่วเบา... แต่ชัดเจนอย่างยิ่ง ก็ดังขึ้นก้องอยู่ในโสตประสาทของเขาอีกครั้ง *ก้าว... ก้าว... ก้าว...* มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเรย์... แต่มันคือเสียงกระดูกที่กำลังลั่นกรอบ และเสียงกระซิบที่ดังมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง ซึ่งกำลังเรียกชื่อเขาซ้ำไปซ้ำมาอย่างโหยหา ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%