ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก•ตอนที่ 1

ศพที่ยิ้มให้ความตาย

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
กลิ่นของความตายในพื้นที่ปิดทึบไม่เคยมีกลิ่นคาวเลือดนำมาเป็นอันดับแรก สำหรับสารวัตรภาคินแล้ว มันมักจะเริ่มต้นด้วยกลิ่นอับชื้นของความหวังที่เน่าเปื่อย และในห้องสูทวีไอพีชั้นสิบสองของโรงแรมม่านหลิวแห่งนี้ มันถูกแทนที่ด้วยกลิ่นธูปไม้จันทน์หอมเจือจางที่จงใจจุดกลบ กลิ่นฉุนนั้นลอยวนอยู่เหนือร่างไร้วิญญาณของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งกำลังนั่งยิ้มกว้างอย่างไร้ความหมายอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ราคาแพง "ร่องรอยการต่อสู้ไม่มี รอยนิ้วมืออื่นนอกจากผู้ตายและแม่บ้านที่มาเจอศพก็ไม่มีเช่นกัน หมวด..." ภาคินเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมองลูกน้องหนุ่มที่กำลังยืนหน้าซีดอยู่ข้างประตู มือสวมถุงมือยางสีขาวยื่นออกไปแตะที่พนักเก้าอี้เบาๆ ดวงตาคมกวาดมองไปทั่วห้องราวกับเครื่องสแกนที่กำลังประมวลผลทุกรายละเอียด กระจกหน้าต่างปิดสนิท กลอนลงล็อกจากด้านใน ระบบปรับอากาศทำงานเงียบเชียบ ทุกอย่างบ่งบอกถึงมาตรฐานของห้องปิดตายที่สมบูรณ์แบบในทางทฤษฎีอาชญากรรม "แต่รอยยิ้มนั่น... สารวัตรครับ มันไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่ตายดีเลยนะครับ" หมวดหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามเบือนหน้าหนีจากใบหน้าของศพที่มุมปากฉีกกว้างขึ้นจนเกือบถึงใบหู ดวงเบิกโพลงค้างราวกับกำลังเห็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ภาคินไม่ตอบ เขาแค่นetเสียงในลำคอ สำหรับนายตำรวจที่ผ่านคดีฆาตกรรมอำพรางมาโชกโชนอย่างเขา รอยยิ้มบนศพไม่ได้มีไว้ให้กลัว แต่มันมีไว้ให้อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ กล้ามเนื้อใบหน้าระดยเกร็งตัวหลังเสียชีวิต หรือไม่ก็สารพิษบางชนิดที่ออกฤทธิ์เฉพาะส่วน แต่นั่น... คือสิ่งที่ตำรานิติวิทยาศาสตร์บอกไว้ ทว่าสัญชาตญาณลึกๆ ของเขากลับกำลังร้องเตือนว่า นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์จากปฏิกิริยาเคมีธรรมดา เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบจากทางระเบียงห้องที่เปิดเชื่อมออกไป รองเท้าหนังขัดมันเหยียบบนพรมหนานุ่มโดยแทบไม่ เกิดเสียง ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มยืนพิงกรอบประตู กลิ่นอายความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากตัวชายหนุ่มคนนั้นทันทีที่เขาปรากฏกาย ดวงตาเรียวรีคมกริบมองเลยผ่านไหล่ของภาคินไปยังร่างที่ไร้ลมหายใจบนเก้าอี้ "คุณมาช้าไปสิบนาทีนะ เรย์" ภาคินเอ่ยโดยไม่หันกลับไป น้ำเสียงราบเรียบแต่เจือด้วยความระแวงระวัง "การจราจรในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องของความน่าจะเป็น สารวัตรภาคิน แต่การที่คุณยืนจ้องศพโดยไม่ยอมมองลอดผ่านรอยร้าวของห้องนี้ต่างหากที่เป็นความแน่นอน" เรย์ก้าวเข้ามาในห้อง สายตาไม่ได้มองที่ศพทันที แต่กวาดมองไปที่คราบเขม่าธูปบนโต๊ะทำงานและทิศทางลมที่หมุนวน "ที่นี่ไม่มีรอยร้าว มีแต่กฎหมายและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์" ภาคินหันขวับมาเผชิญหน้า สายตาทั้งคู่ปะทะกันกลางอากาศราวกับประกายไฟ สองคนที่ยืนอยู่บนขั้วตรงข้ามของความจริง คนหนึ่งเชื่อมั่นในสิ่งที่สัมผัสและพิสูจน์ได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ แต่อีกคนกลับอ่านความหมายของโลกจากร่องรอยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า "วิทยาศาสตร์บอกเหตุผลว่า 'ทำไม' คนเราถึงตาย... แต่ไม่เคยตอบได้เลยว่า 'ใคร' หรือ 'อะไร' เป็นคนเรียกพวกเขาไป" เรย์เดินเข้าไปใกล้ศพมากขึ้น ปลายจ้วงสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ราวกับกำลังดมกลิ่นอายบางอย่างที่หลงเหลืออยู่ในอากาศ "ธูปเก้าดอก ดอกเบญจมาศสีขาวที่เพิ่งถูกเด็ดกลีบ และรอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อกระตุก... เขายิ้มเพราะเขาเต็มใจต้อนรับมันต่างหาก" "อย่ามาพูดจาเหลาะแหละในที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรมนะ เรย์" ภาคินก้าวเข้าไปประชิดตัว น้ำเสียงต่ำลงจนเกือบเป็นกระซิบ ความหงุดหงิดพุ่งพล่านในอกเมื่อต้องมาทำงานร่วมกับร่างทรงอิสระคนนี้ตามคำสั่งเบื้องบน "นี่คือคดีอาญา ผู้ตายถูกฆ่า หรือไม่ก็ทำอัตวินิบาตกรรม ไม่มีเรื่องไสยศาสตร์หรือวิญญาณอะไรทั้งนั้น" เรย์หันกลับมาสบตา ประกายในตาคู่นั้นนิ่งสนิทจนน่ากลัว มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เย้ยหยันและเฉียบคมในคราวเดียวกัน "ถ้ามันเป็นคดีฆาตกรรมธรรมดา... แล้วทำไมนาฬิกาข้อมือของผู้ตายถึงหยุดเดินตรงเวลาเที่ยงคืนตรงเป๊ะ พร้อมกับที่รอยเข็มบนหน้าปัดถูกขูดจนพังยับเยศล่ะครับ สารวัตร?" ภาคินชะงัก ดวงตาคมก้มมองที่ข้อมือของศพทันที เขาจำได้ว่าตอนตรวจสภาพเบื้องต้น นาฬิกายี่ห้อหรูเรือนนั้นยังเดินอยู่ หรืออย่างน้อยเขาก็ไม่ได้สังเกตเห็นรอยขูดขีดที่หน้าปัดชัดเจนขนาดนี้มาก่อน หัวใจของนายตำรวจหนุ่มกระตุกวูบ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นริ้วขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง ก่อนที่ภาคินจะได้เอ่ยปากซักถามอะไรเพิ่มเติม เสียงวิทยุสื่อสารสีดำเหน็บที่เอวของหมวดหนุ่มก็ส่งเสียงซ่าแตกพร่า แทรกด้วยเสียงรายงานที่ขาดๆ หายๆ จากเจ้าหน้าที่ด้านล่าง *“ศูนย์ควบคุม... ถึงสารวัตรภาคิน... เราพบ... เราพบหลักฐานใหม่ที่ระเบียงชั้นสิบสาม... มันคือ... มันคือโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย แต่... แต่สายโทรออกล่าสุดเพิ่งถูกกดเมื่อสามนาทีที่แล้ว... ทั้งที่ห้องนี้ไม่มีใครนอกจากพวกคุณ...!”* บรรยากาศในห้องสูทพลਤเงียบกริบลงทันที ความเย็นยะเยือกจากเครื่องปรับอากาศราวกับกลายเป็นน้ำแข็งเกาะกุมผิวหนัง เรย์หันไปมองหน้าต่างกระจกที่สะท้อนเงาของพวกเขาและร่างที่นั่งยิ้มอยู่เบื้องหลัง ชายหนุ่มโน้มตัวกระซิบเบาๆ ข้างหูของภาคินด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ขนลุกซู่ "ระวังตัวไว้นะครับ สารวัตร... ดูเหมือนว่าเจ้าของห้องตัวจริง เขากำลังยืนรอให้คุณหันไปฟังเสียงเรียกอยู่พอดี" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%