ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก•ตอนที่ 20

ทางแยกแห่งศรัทธา

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
"เสียงนั่นไม่ได้เดินมาทางนี้เพื่อจะหลอกหลอนคุณ... แต่มันกำลังเดินมาเพื่อทวงสัญญาที่คุณเคยให้ไว้กับซากศพเมื่อห้าปีก่อนต่างหาก, สารวัตร" เรย์เอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ร่างโปร่งในชุดเสื้อคลุมสีเข้มยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าบานหน้าต่างกระจกฝ้าที่ขึ้นฝ้าหนาจากความเย็นยะเยือกยามวิกาล แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดนีออนด้านนอกอาบไล้กรอบหน้าคมคาย ทว่าแววตาที่สะท้อนผ่านกระจกกลับว่างเปล่าและลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร ร.ต.อ. ภาคิน ไม่ได้ตอบคำถามทันที เขากลืนก้อนความเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก ฝ่ามือหนาที่กำด้ามปืนพกประจำกายในซองหนังแนบรักแร้เผลอบีบแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ จนข้อนิ้วปรากฏรอยขาวซีด เสียงฝีเท้าคู่เดิมยังคงย่ำใกล้เข้ามาเรื่อยๆ... ตึก... ตึก... ตึก... เสียงยางรองเท้าคอมแบทบดขยี้พื้นปูนซีเมนต์ขัดมันของทางเดินชั้นสาม โรงพยาบาลร้างแห่งนี้ไม่ควรมีใครอื่นนอกจากพวกเขาสองคน นี่คือเขตปิดตายที่ตำรวจตระเวนชายแดนใช้เป็นจุดซ่อนตัวชั่วคราวในการสืบสวนคดีลึกลับที่คนเบื้องบนต้องการ "กลบเกลื่อน" ให้พ้นสายตาสาธารณชน แต่เสียงนั้น... มันชัดเจนเกินกว่าจะเป็นภาพหลอน "คุณกำลังเล่นจิตวิทยาอะไรอีก, เรย์" ภาคินเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาความนิ่งขรึมและมาดของนายตำรวจผู้ยึดมั่นในตรรกะและเหตุผล แม้ว่าหัวใจในอกจะเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก "ในโลกความเป็นจริง ไม่มีศพไหนเดินได้ และไม่มีผีตนไหนใส่รองเท้าคอมแบทมาตรฐานของกองทัพบกยี่ห้อเดียวกับที่ผมเคยสั่งซื้อให้... หมวดวิชาญ" ชื่อนั้นหลุดจากปากสารวัตรหนุ่มด้วยน้ำหนักที่หนักหน่วงราวกับก้อนหินถ่วงวิญญาณ หมวดวิชาญ... นายตำรวจหนุ่มผู้เป็นทั้งคู่หู มือขวา และน้องชายร่วมสายเลือดในทางปฏิบัติ ผู้ซึ่งเสียชีวิตอย่างปริศนาในคลังอาวุธเก่าเมื่อห้าปีก่อน ทางการสรุปสำนวนว่าเป็นอุบัติเหตุจากการประมาทเลินเล่อและกระสุนลั่นใส่ตัวเอง แต่ภาคินคือคนที่ต้องยืนมองสภาพศพที่บิดเบี้ยวผิดมนุษย์ ร่างกายถูกฉีกกระชากด้วยร่องรอยที่ต่อให้ใช้ตำรานิติวิทยาศาสตร์เล่มไหนบนโลกก็อธิบายไม่ได้ว่ามันเกิดจากคมกระสุนหรือรอยเขี้ยวของสัตว์ป่าชนิดใด และในคืนนั้น... ก่อนที่วิชาญจะสิ้นลมหายใจ ภาคินจำได้แม่นยำว่าเขารemind คำพูดสุดท้ายที่เพื่อนรักกระซิบข้างหูด้วยเสียงแหบพร่า: *'ถ้าวันหนึ่งมันกลับมาตามหาพี่... อย่าใช้กฎหมาย... ให้ใช้ศรัทธา'* ตึกลงอีกครั้ง... คราวนี้หยุดอยู่หน้าบานประตูไม้สักเก่าของห้องตรวจโรคที่พวกเขายึดเป็นฐานปฏิบัติการชั่วคราว ไม่มีเสียงเคาะ ไม่มีสัญญาณเตือน ลูกบิดประตูทองเหลืองขึ้นสนิมเริ่มหมุนช้าๆ ด้วยแรงบิดจากภายนอก บานประตูแง้มเปิดออกพร้อมกับกลิ่นอายความเย็นเยือกที่พัดพาเอาละอองฝุ่นและกลิ่นดินปืนเก่าๆ เข้ามาอบอวลจนแสบจมูก ภาคินยกกระบอกปืนในมือขึ้นเล็งตรงไปยังความมืดสลัวที่กรอบประตูทันที สัญชาตญาณดิบของอดีตคอมมาโดและนักสืบมือหนึ่งตื่นเต็มพิกัด กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งเครียดพร้อมลั่นไกหากมีสิ่งผิดปกติพุ่งเข้ามา ทว่า... ร่างที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาไม่ได้มีสภาพของผีร้ายหรือสัตว์ประหลาดอย่างที่จินตนาการไว้ นั่นคือชายร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบสนามสีเขียวเข้มที่ซีดจางและเปรอะเปื้อนคราบโคลนแห้งกรัง หมวกทรงกลมแบบทหารพรานดึงปีกต่ำจนบังใบหน้าครึ่งซีก แต่สิ่งที่ทำให้ภาคินถึงกับหายใจสะดุดและมือไม้สั่นเทาจนเกือบทำปืนหลุดมือ ก็คือป้ายชื่อเหนือกระเป๋าเสื้อด้านขวาที่เขียนด้วยลายมือจารึกไว้ว่า... *'วิชาญ'* "สารวัตร..." เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกับกระดาษทรายดังลอดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งแตกของร่างนั้น "ห้าปีแล้วนะ... ที่พี่ลืมกวาดล้างพวกมันให้หมด" ภาคินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนเคว้ง ความเป็นจริงที่เขาใช้เวลาครึ่งชีวิตสร้างมันขึ้นมา—โลกที่ขับเคลื่อนด้วยหลักฐาน ลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอ และกฎหมายอาญา—กำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ภาพของวิชาญในความทรงจำที่นอนแน่นิ่งบนเตียงผ่าตัดกำลังทับซ้อนกับชายตรงหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ สมองส่วนเหตุผลพยายามกรีดร้องบอกว่านี่คือการจัดฉาก นี่คือจิตวิทยาขั้นต่ำที่ใครบางคนกำลังเล่นงานเขาเพื่อทำลายสติ แต่สายตาและสัญชาตญาณกลับปฏิเสธ รอยแผลเป็นรูปดาวกระจายที่หลังมือขวาของชายคนนั้น—รอยแผลที่เกิดจากระเบิดด้านในปฏิบัติการณ์ลับที่ผาลาดเมื่อเจ็ดปีก่อน ซึ่งมีเพียงเขากับวิชาญเท่านั้นที่รู้รายละเอียด! "แก... แกไม่ใช่..." ภาคินพยายามเปล่งเสียงปฏิเสธความจริง แต่ลำคอกลับตีบตันราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบเอาไว้ "วิชาญตายไปแล้ว... ฉันเป็นคนเซ็นใบมรณะบัตร... ฉันเป็นคนเผาศพนายเองกับมือ!" ร่างในชุดทหารพรานเงยหน้าขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาข้างซ้ายที่มีรอยแผลเป็นลึกจนหนังตาปิดเกร็ง แต่นัยน์ตาสสีดำสนิทคู่นั้นกลับฉายแววเย้ยหยันและคุ้นเคยอย่างประหลาด "ศพที่พี่เผามันก็แค่เปลือกตมที่พวกมันยัดเยียดให้... เหมือนกับคดีในแฟ้มสีแดงนั่นแหละครับ, สารวัตร" วิชาญ—หรือใครก็ตามที่สวมรอยหรือฟื้นคืนมาจากความตาย—ก้าวเท้าเข้ามาหาช้าๆ ท่ามกลางกระบอกปืนที่สั่นเทาของภาคิน "พี่บอกตัวเองมาตลอดว่าพี่คือนักสืบผู้ผดุงความยุติธรรม... แต่พี่เคยถามตัวเองไหม ว่าความยุติธรรมที่พี่กราบไหว้มันบูชาอะไรอยู่เบื้องหลังกระดาษแผ่นนั้น" ภาคินถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางแฟ้มเอกสารเก่าจนฝุ่นฟุ้งกระจาย ความเชื่อมั่นในวิชาชีพตำรวจตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาสั่นคลอนอย่างรุนแรง เขาเคยหัวเราะเยาะความงมงายของชาวบ้าน เคยตราหน้าพิธีกรรมไสยเวทว่าเป็นเพียงเครื่องมือหลอกลวงคนโง่เขลา แต่ ณ วินาทีนี้ สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือหลักฐานชิ้นโตที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่สามารถให้คำอธิบายได้ เรย์ ซึ่งยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบๆ มาโดยตลอด ขยับตัวเล็กน้อย ร่างโปร่งเดินเข้ามาใกล้สารวัตรหนุ่ม กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและธูปโบราณลอยแตะจมูก ก่อนที่เรย์จะเอื้อมมือเรียวไปแตะเบาๆ ที่ข้อศอกของภาคินที่กำลังถือปืนอยู่ อุณหภูมิจากมือของเรย์เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แต่มันกลับดึงสติของสารวัตรหนุ่มให้กลับคืนมาสู่ความเป็นจริงได้ชั่วขณะ "อย่าใช้ตรรกะมาวัดความจริงในที่มืดครับ, สารวัตร" เรย์กระซิบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม บาดลึกถึงก้น 10 ของความรู้สึก "เพราะบางที... สิ่งที่คุณเห็นว่ามันคือ 'ความงมงาย' อาจจะเป็นความจริงเดียวที่เหลืออยู่ ที่พวกคนมีการศึกษาแบบพวกคุณพยายามเอาหูไปนาเอาตาไปไร่มาตลอดต่างหาก" ภาคินหันขวับไปมองเรย์ แววตาของสารวัตรหนุ่มเต็มไปด้วยความสับสน โกรธเกรี้ยว และหวาดกลัว—ความรู้สึกที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานนับตั้งแต่คืนที่สูญเสียคู่หูไป ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ ชายในคราบวิชาญก็ยกมือขึ้นช้าๆ แล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อสนาม โยนมันลงบนโต๊ะไม้กลางห้อง เสียงโลหะกระทบพื้นไม้ดังขึ้นกังวานท่ามกลางความเงียบ มันคือเหรียญตราโลหะเงินโบราณสลักรูปอสูรกายแยกเขี้ยว—สัญลักษณ์เดียวกับที่พบในที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรมต่อเนื่องทุกคดีที่ภาคินกำลังตามล่า และที่สำคัญที่สุด... มันคือเหรียญตราประจำหน่วยรบพิเศษเฉพาะกิจของวิชาญ ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับตัวเขาเมื่อห้าปีก่อน "ถ้าพี่ยังอยากรู้ความจริงว่าใครเป็นคนฆ่าผมเมื่อคืนนั้น..." วิชาญเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยไฟแค้นที่ยังไม่มอดดับ "พรุ่งนี้เที่ยงคืน... ไปที่ 'ถ้ำผาผีร้อง' ตามลำพัง... แล้วพกสมุดบันทึกเล่มสีดำของสารวัตรใหญ่สมชายไปด้วย... ถ้าพี่กล้าพอที่จะเปิดหน้าสุดท้ายอ่านนะ, สารวัตร" สิ้นคำพูด ร่างในชุดทหารพรานก็หมุนตัวกลับ แล้วเดินหายลับเข้าไปในความมืดมิดของทางเดินยาวอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของภาคินและกลิ่นอายความตายที่ยังคงคละคลุ้ง ภาคินก้มมองเหรียญเงินบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทา ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง สมุดบันทึกของสารวัตรใหญ่สมชาย... อดีตผู้บังคับบัญชาผู้ล่วงลับที่เก็บงำความลับดำมืดของกรมตำรวจไว้—สมุดเล่มที่เขาคิดว่าถูกทำลายไปหมดแล้วในเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านพักเมื่อสามปีก่อน! เรย์ก้มลงหยิบเหรียญเงินนั้นขึ้นมาพิจารณาช้าๆ แววตาคมกริบสะท้อนแสงไฟสลัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสารวัตรหนุ่มด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "ดูเหมือนว่า... เส้นทางที่สารวัตรเลือกเดินมาตลอดชีวิต กำลังจะพาเราไปบรรจบกับทางแยกที่ไม่มีวันหวนกลับแล้วล่ะครับ" เรย์กล่าวเสียงนุ่ม "ทีนี้... คุณจะยังเลือกเชื่อในหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ปลอมๆ ในแฟ้มคดีนั้นอยู่ไหมครับ... หรือจะลองก้าวข้ามเส้นศรัทธาไปดูว่า ใครกันแน่ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังความตายของเพื่อนรักคุณ" ภาคินเงยหน้าขึ้นสบตาเรย์ ความลังเลใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตนักสืบพรั่งพรูเข้ามาเกาะกุมหัวใจ เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ... อีกไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างหน้า เขาจะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตและอุดมการณ์ของเขาไปตลอดกาล ทว่า... ก่อนที่สมองจะทันได้ประมวลผลคำตอบ เสียงกระซิบแผ่วเบาอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากความมืดที่มุมห้อง—ไม่ใช่เสียงของวิชาญ และไม่ใช่เสียงของเรย์... แต่มันคือเสียงของ "ตัวเขาเอง" จากอดีตที่กำลังเอ่ยเตือนสติว่า... *'ระวังตัวให้ดี... คนที่ต้อนแกเข้ามาในเกมนี้... อาจจะไม่ใช่ผีสาง... แต่เป็นคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แกตอนนี้ต่างหาก'* --- *(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดและจิตใจอันซับซ้อนของตัวละครด้วยกันนะครับ)*
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%