ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก•ตอนที่ 34

การเริ่มต้นใหม่ในวันที่เงียบเหงา

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
รอยเปื้อนสีชาดบนแฟ้มสำนวนคดีฆาตกรรมอำพรางยังคงสดใหม่พอที่จะส่งกลิ่นอายคาวคละคลุ้ง แม้กาลเวลาของค่ำคืนอันยาวนานจะล่วงเลยผ่านจุดสูงสุดของมันมาแล้ว บนโต๊ะทำงานตัวเก่าในห้องสืบสวนที่เงียบสงัด กองเอกสารนับร้อยหน้าถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจาย สะท้อนความพยายามครั้งสุดท้ายของบุรุษผู้ศรัทธาในหลักฐานเชิงประจักษ์ ร.ต.อ. ภาคิน ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือคลึงขมับที่เต้นตุบๆ อย่างเหนื่อยล้า ดวงตาคมกราบกรานผ่านความมืดมัวของห้องไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม—ที่บัดนี้ว่างเปล่าไร้เงาของร่างทรงหนุ่มผู้เคยกวนประสาทเขาด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ ไม่มีเสียงกระดิ่ง ไม่มีการเตือนล่วงหน้า และไม่มีคำลา เรย์เลือกที่จะหายตัวไปในรอยต่อของเงาและแสง เมื่อภารกิจระหว่างความเป็นและความตายสิ้นสุดลง เส้นทางที่เคยทับซ้อนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสมรภูมิไสยเวทและจิตวิทยามนุษย์ บัดนี้ได้แยกออกเป็นสองสายอย่างเด็ดเดี่ยว ทว่าในความเงียบงันนี้ ภาคินกลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในอากาศ—ร่องรอยของคนที่ยังเดินอยู่บนฟากฝั่งเดียวกันของความจริง เพียงแต่อยู่คนละฟากของขอบเหว สารวัตรหนุ่มหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมา เขียนบันทึกสรุปสำนวนบรรทัดสุดท้ายลงในกระดาษรายงานอย่างแม่นยำ ทุกตัวอักษรคือการพยายามดึงโลกใบนี้กลับสู่ความควบคุมของเหตุผล แต่มือที่ถือปากกากลับสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความจริงที่เขาไม่อาจปฏิเสธ—คดีปิดลงแล้วในทางกฎหมาย แต่จิตวิญญาณของเขายังคงติดค้างอยู่ในวังวนที่เรย์เป็นผู้เปิดประตูให้เห็น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าโต๊ะทำงาน ภาคินเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้กำกับการที่ถือซองเอกสารสีน้ำตาลใบหนาเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ทางกองบัญชาการใหญ่สั่งโอนสำนวนคดีนี้ไปไว้ในแฟ้มลับระดับพิเศษแล้วนะ ภาคิน" ผู้กำกับการกล่าวเสียงต่ำ พร้อมกับวางซองเอกสารลงบนโต๊ะ "นายทำดีที่สุดแล้วสำหรับการลากตัวคนผิดมาลงโทษ แต่... มีบางอย่างที่นายไม่ได้เขียนลงไปในรายงานใช่ไหม?" ภาคินนิ่งเงียบ ดวงตาคมกริบกวาดมองซองเอกสารนั้น เขาเหลียวมองพื้นที่ว่างข้างโต๊ะโดยสัญชาตญาณ—ตำแหน่งที่เรย์มักจะยืนกอดอกพิงผนังด้วยท่าทีเย้ยหยันกฎระเบียบของตำรวจ "ผมบันทึกทุกอย่างเท่าที่พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ได้ครับท่าน" ภาคินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคง "รวมถึงเรื่องรอยนิ้วมือบนวัตถุพยานที่ไม่ควรจะมีอยู่จริงนั่นด้วยรึเปล่า?" ผู้กำกับการหรี่ตามองลูกน้องคนเก่ง "ฉันไม่ได้หูหนวกตาบอดนะ ภาคิน นายกับไอ้เด็กหนุ่มร่างทรงคนนั้นเล่นเกมอะไรกันอยู่ ฉันไม่สนหรอก ขอแค่ไม่มีศพเพิ่มขึ้นมาบนถนนในเมืองนี้อีกเป็นพอ" เมื่อผู้กำกับการเดินลับสายตาไป ภาคินจึงเปิดซองเอกสารสีน้ำตาลออก ด้านในไม่ใช่คำสั่งย้ายหรือเอกสารราชการอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ คุ้นตา ซึ่งถูกสอดไว้โดยใครบางคนก่อนที่ซองนี้จะมาถึงมือเขา *‘ความจริงไม่ได้ซ่อนอยู่ในสิ่งที่ตาเห็น... แต่มันอยู่ในความเงียบงันที่เราต่างพยายามหนีมันให้พ้น’* ไม่มีชื่อผู้ส่ง แต่กลิ่นจางๆ ของกำยานป่าและชาจีนอุ่นๆ ที่ติดมากับกระดาษแผ่นนั้นทำเอาภาคินต้องจุดบุหรี่ขึ้นสูบเพื่อขับไล่ความรู้สึกวาบหวิวแปลกประหลาดที่แล่นพล่านขึ้นมาในอก เรย์ไม่ได้ไปไหนไกล เขารู้ดี เรย์แค่ถอยออกไปยืนในระยะที่ปลอดภัยพอจะปล่อยให้ตำรวจหนุ่มผู้ยึดมั่นในความถูกต้องได้เผชิญหน้ากับปีศาจในใจตนเองตามลำพัง ในขณะเดียวกัน ณ คาเฟ่เก่าแก่ย่านชานเมืองที่แสงไฟสีส้มสลัวสาดส่องผ่านกระจกหน้าร้านซึ่งเปรอะเปื้อนละอองฝน เรย์นั่งไขว่ห้างอยู่มุมอับสายตา นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะไม้เบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับเสียงเข็มนาฬิกาโบราณบนผนัง ตรงหน้าเขาคือแก้วชาที่พร่องไปครึ่งหนึ่ง และสมุดบันทึกปกหนังสีดำสนิทที่เปิดกางไว้ หญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ เธอวางรูปถ่ายใบเก่าบนโต๊ะ ภาพถ่ายของบุตรชายผู้ล่วงลับที่คดีถูกปิดตายไปนานแล้วในฐานะอุบัติเหตุ "คุณเรย์คะ... ดิฉันได้ยินมาว่าคุณช่วยสารวัตรคนนั้นปิดคดีได้..." เสียงของเธอสั่นเครือ "แต่ฉัน... ฉันแค่อยากรู้ว่าลูกชายฉันก่อนตาย เขาเจ็บปวดมากไหมคะ?" เรย์เงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงตรงหน้า ดวงตาคมกริบที่เคยมีความเยียบเย็นและทิฐิกลับทอประกายความอ่อนโยนขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างหาได้ยากยิ่ง เขาไม่ได้ใช้เครื่องราง ไม่ได้ใช้พิธีกรรมใดๆ นอกจากการเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และประสานมือเข้าหากันอย่างใจ1เย็น "ความเจ็บปวดทางกายสิ้นสุดลงตั้งแต่วินาทีแรกที่ลมหายใจหลุดรอดแล้วครับคุณป้า" เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล แตกต่างจากยามที่เขาต้องปะทะคารมกับภาคินอย่างสิ้นเชิง "แต่สิ่งที่ยังคงอยู่... คือความห่วงหาที่เขายังส่งมาไม่ถึงท่านต่างหาก" เขายื่นมือไปแตะปลายนิ้วของผู้หญิงคนนั้นเบาๆ ส่งผ่านกระแสความอุ่นร้อนที่ทำให้เธอนิ่งงัดไปชั่วขณะ ก่อนที่เรย์จะหันไปมองนอกหน้าต่างผ่านกระจกใสที่สะท้อนเงาของตนเอง—เขารู้ว่าในขณะนี้ ภาคินเองก็กำลังมองท้องฟ้าผืนเดียวกันนี้จากในเมืองใหญ่ เส้นทางของพวกเขาสองคนถูกกำหนดให้ขนานกัน เพื่อถ่วงดุลระหว่างความมืดและแสงสว่างระหว่างเหตุผลและศรัทธา ภาคินเลือกที่จะเดินหน้าด้วยกฎหมาย ส่วนเขาเลือกที่จะเยียวยาด้วยความเข้าใจ แต่วิญญาณและเงาของทั้งคู่ยังคงผูกติดกันไว้ด้วยความลับที่ไม่มีวันจางหาย ทว่า ในจังหวะที่เรย์กำลังจะเอ่ยคำปลอบโยนประโยคสุดท้าย เสียงกริ่งประตูร้านกาแฟก็ดังขึ้นอย่างแหลมคม ท่ามกลางบรรยากาศที่ควรจะสงบเงียบ ร่างของชายแปลกหน้าคนหนึ่งในชุดสูทเปียกชุ่มไปด้วยหยาดฝนก้าวเข้ามา ชายคนนั้นมีดวงตาที่ไร้แววชีวิต และที่สำคัญที่สุด... ร่างกายของเขากำลังแผ่ไอความเย็นยะเยือกของวิญญาณที่ตายโหงออกมาอย่างรุนแรงจนแก้วชาบนโต๊ะสั่นสะเทือน เรย์หรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องในหัว เขารู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คนหลงทางธรรมดา ชายแปลกหน้าเดินตรงมาที่โต๊ะของเขา วางซองจดหมายสีดำสนิทที่ผนึกด้วยครั่งรูปตราสัญลักษณ์โบราณลงตรงหน้าเรย์ และเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าราวกับมาจากก้นบึ้งของหลุมศพ "สารวัตรภาคินกำลังจะเปิดกล่องพัสดุกรรม... และคุณมีเวลาอีกไม่ถึงสามชั่วโมง ก่อนที่เขาจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปของคดีที่ถูกลืม" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดแห่งความจริงในบทนี้ด้วยกันนะครับ *เพชรตาเสือโบราณ*
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%