กลิ่นอายของฝนที่เพิ่งซาลงยังคงลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นอับชื้นของแฟ้มคดีเก่าๆ บนโต๊ะไม้สัก ตัวเลขบนนาฬิกาดิจิทัลสีแดงฉานสะท้อนอยู่บนกระจกหน้าต่างห้องทำงานกองปราบปราม บ่งบอกเวลาตีสามสิบสี่นาที ความเงียบงัดในยามวิกาลเช่นนี้มักเป็นช่วงเวลาที่ความจริงกับภาพลวงตาเริ่มหลอมรวมเข้าหากันอย่างไร้รอยต่อ
ร.ต.อ. ภาคิน ปลดกระดุมคอเสื้อเครื่องแบบตำรวจออกสองเม็ด นิ้วเรียวยาวคีบมวนบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดไว้ในมือ ดวงตาคมกราบกรานมองลอดผ่านควันจางๆ ไปยังร่างโปร่งของเรย์ ซึ่งยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง หันหลังให้แสงไฟนีออนสีนวลจากตึกฝั่งตรงข้าม เงาร่างของร่างทรงหนุ่มทาบทับลงบนกระจกราวกับภาพตัดแปะของวิญญาณเร่ร่อนที่รอเวลาเลือนหาย
"คดีปิดลงแล้วในสำนวนของทางการ... ผู้ต้องหาตายในกองเพลิง หลักฐานทั้งหมดถูกเผาผลาญจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม นายพอใจแล้วใช่ไหม ภาคิน"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง น้ำเสียงของเรย์ราบเรียบ ไร้ซึ่งความยินดียินร้าย ราวกับสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็นเพียงบทละครฉากหนึ่งที่แสดงจบลงตามบทบาทที่ถูกกำหนดไว้
ภาคินพ่นลมหายใจยาว เหวี่ยงตัวพิงพนักเก้าอี้หนังจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด "ความยุติธรรมในทางกฎหมายอาจจะปิดลงแล้ว เรย์ แต่สำหรับฉัน... มันยังเหลือรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย นายก็รู้ดีว่าความจริงกับสิ่งที่พิสูจน์ได้มันคนละเรื่องกัน"
เรย์ค่อยๆ หันกลับมา แววตาภายใต้กรอบแว่นใสสะท้อนประกายความเยียบเย็นและลุ่มลึกในคราวเดียวกัน "โลกนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความจริงเพียงอย่างเดียวหรอกครับสารวัตร... มันขับเคลื่อนด้วยความลับที่มนุษย์ยอมแม้กระทั่งจะแลกด้วยวิญญาณเพื่อปกป้องมัน นายตามล่าหาความยุติธรรม แต่นายเคยถามตัวเองไหม ว่าถ้าวันหนึ่งความยุติธรรมนั้นมันแลกมาด้วยเสียงร้องขอชีวิตของคนที่นายรัก นายยังจะกล้าเหนี่ยวไกส่งมันไปให้สุดทางหรือเปล่า"
คำถามนั้นทิ่มแทงเข้ากลางใจของสารวัตรหนุ่มอย่างแม่นยำ ภาคินชะงักไปชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในหัว สมองของเขาพยายามปฏิเสธด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริง แต่หัวใจกลับสั่นคลอนด้วยเสียงกระซิบโหยหาที่ดังขึ้นในห้วงคำนึง เสียงที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดชีวิต—เสียงเรียกจากผู้ที่จากไปอย่างไร้ร่องรอย
ภาคินวางบุหรี่ลงบนเขี่ยบุหรี่แก้วอย่างช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนาตรงๆ "นายยังคงเป็นจิตแพทย์ทางวิญญาณที่เก่งกาจและน่ารำคาญที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา เรย์"
มุมปากของเรย์ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุข แต่เป็นรอยยิ้มของการยอมรับและการเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงธรรมชาติอันเปราะบางของมนุษย์
"บางครั้ง... การไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย อาจเป็นความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ปุถุชน แต่น่าเสียดาย ที่เราสองคนต่างเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการ 'ได้ยิน' ในสิ่งที่คนอื่นเลือกจะปิดหูปิดตา" เรย์ก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน วางนามบัตรสีดำสนิทไร้ตัวอักษรลงบนกองเอกสารคดี "นี่คือช่องทางติดต่อสุดท้าย หากวันใดที่เสียงในหัวของนายมันดังจนเกินกว่าจะรับไหว... อย่าลังเลที่จะโทรหาผม"
ภาคินมองนามบัตรแผ่นนั้น นิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเพื่อเอ่ยปากบางอย่าง แต่ทว่า เบื้องหน้าของเขากลับว่างเปล่า ร่างของเรย์หายลับไปจากห้องทำงานอย่างไร้ร่องรอย เสียงฝีเท้าสุดท้ายที่ก้าวออกไปถูกกลืนหายไปกับความเงียบงันของค่ำคืน ราวกับร่างทรงหนุ่มไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงตั้งแต่แรก
สารวัตรหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด มือหนาเอื้อมไปหยิบนามบัตรแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้อด้านในอย่างทะนุถนอม เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวทั้งหมด แต่มันคือการเริ่มต้นบทใหม่ของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเกินกว่าจะหาคำนิยาม ระหว่างคนครึ่งหนึ่งในโลกแห่งเหตุผล กับอีกครึ่งหนึ่งในโลกแห่งความลี้ลับ
สายฝนด้านนอกเริ่มโปรยปรายลงมาอีกระลอก ภาคินหันกลับมามองแฟ้มคดีที่ปิดสนิทบนโต๊ะ ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยว ท่ามกลางความมืดมิดที่ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยแสงสีทองรำไรจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก... การเดินทางของพวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมติดตามและเดินทางผ่านเงาดำแห่งความลับนี้มาด้วยกันจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้นะครับ
*เพชรตาเสือโบราณ*
ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก•ตอนที่ 35
ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมอีก
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!