กลิ่นอับชื้นของโคลนตมผสมกับกลิ่นคาวสนิมเหล็ก คือลมหายใจเดียวที่เหลืออยู่ภายในห้องใต้ดินของโรงงานร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความมืดมิดในที่แห่งนี้ไม่ได้ว่างเปล่า หากแต่มันอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่บั่นทอนสติสัมปชัญญะของมนุษย์ทีละน้อย ร.ต.อ. ภาคิน ถูกตรึงร่างไว้กับเก้าอี้ไม้เก่าด้วยเชือกป่านชุบน้ำมัน ข้อมือและข้อเท้าปรากฏรอยแผลถลอกจนเลือดซึม สติของนายตำรวจหนุ่มผู้ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์เริ่มพร่าเลือน แต่ดวงตายังคงแข็งกร้าว จ้องมองร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มที่ยืนไขว่ห้างอยู่เบื้องหน้า
"คุณยังเชื่อในหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อยู่ไหมครับสารวัตร" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของ 'อาจารย์เดช' ชายผู้ใช้ไสยเวทเป็นเครื่องมือครอบงำจิตใจผู้คน
ภาคินแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แม้ลำคอจะแห้งผากจนแทบเปล่งเสียงไม่เป็นคำ "วิทยาศาสตร์... สอนให้ผมรู้ว่า คนที่ใช้ความงมงายมาบังหน้าความชั่วช้า ก็แค่พวกขี้ขลาดที่กลัวความจริง..."
"ปากดีไม่เบานี่ครับ" อาจารย์เดชก้าวเข้าไปใกล้ ใช้ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะลงที่ขมับของภาคิน "แต่เสียงในหัวของคุณตอนนี้ มันไม่ได้บอกแบบนั้นเลย... เสียงกระซิบของคนที่คุณเคยปล่อยให้ตายต่อหน้าต่อตา มันกำลังเรียกหาคุณไม่ใช่หรือครับ?"
คำพูดนั้นสะ击เข้าที่บาดแผลในใจของภาคินอย่างจัง ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในความมืด ภาพที่คู่หูของเขาถูกลากหายไปในความมืดโดยไม่มีแม้แต่โอกาสได้ร้องขอความช่วยเหลือ ภาคินกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน ความโกรธแค้นและรู้สึกผิดตีรวนขึ้นมาในอกจนหายใจไม่ออก
ทว่า ในวินาทีที่ความมืดกำลังจะกลืนกินสติทั้งหมด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากความเงียบงันภายนอกห้องใต้ดิน
*แกร็ก...*
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ที่เดินย่องเบา แต่เป็นเสียงโลหะกระทบกันเบาๆ คล้ายกับเสียงกระดิ่งทองสัมฤทธิ์ที่สั่นไหวโดยไม่มีลมพัด อาจารย์เดชชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไป ดวงตาคมกวาดมองไปที่ประตูเหล็กหนาทึบซึ่งปิดตาย
"ใคร..." อาจารย์เดชพึมพำด้วยความระแวง พร้อมกับชักกริชโบราณออกจากเอว
ประตูเหล็กบานนั้นไม่ได้ถูกพังด้วยกำลังพลหรือระเบิด มันค่อยๆ เปิดออกเองอย่างช้าๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นช่วยผลัก และที่กรอบประตูนั้น ร่างโปร่งในชุดเสื้อคลุมสีเข้มก็ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เรย์... ร่างทรงอิสระผู้มีดวงตานิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่นแห่งความกลัว
ภาคินเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ ระคนแปลกใจ "เรย์... คุณเข้ามาได้ยังไง ที่นี่..."
"ผมไม่ได้มาเพื่อสนทนากับคุณเรื่องความคุ้มค่าของการทำตามอุดมการณ์นะครับสารวัตร" เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาคู่นั้นกวาดมองสภาพของภาคินเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันไปประสานสายตากับอาจารย์เดชอย่างไม่เกรงกลัว
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน..." อาจารย์เดชแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "บังอาจบุกมาถึงถิ่น คิดว่าวิชาอาคมกระจอกๆ ของแกจะต่อกรกับกูได้หรือ?"
เรย์ไม่ตอบคำถามนั้น ร่างบางก้าวเดินเข้าไปช้าๆ ราวกับการเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวถูกคำนวณไว้แล้วอย่างแม่นยำ มือเรียวควักวัตถุสีดำสนิทชิ้นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อ มันคือกระดูกชิ้นเล็กๆ ที่สลักอักขระโบราณยึกยือ เรย์ท่องคาถาพึมพำในลำคอ เสียงนั้นเบาหวิวแต่กลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคนในห้อง
ทันใดนั้น เปลวไฟสีเขียวอมฟ้าก็ลุกพรึบขึ้นที่กลางห้องโดยไม่มีเชื้อเพลิง บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว อาจารย์เดชเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อรับรู้ได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งตรงเข้าใส่จิตวิญญาณของตนเอง วิชาอาคมที่เคยควบคุมได้ดั่งใจกลับนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง
"แก... แกใช้คาถาอะไร!" อาจารย์เดชเริ่มถอยหลัง กริชในมือสั่นเทา
"ผมไม่ได้ใช้อาคมหรอกครับอาจารย์เดช" เรย์หยุดยืนห่างจากชายวัยกลางคนเพียงไม่กี่ก้าว ดวงตาสสีนิลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของอีกฝ่าย "ผมแค่กำลังทวงคืน... เสียงที่พวกคุณพยายามจะปิดตายต่างหาก"
เรย์สะบัดมือเบาๆ กระดูกในมือแตกละเอียดเป็นผุยผง พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนออกมาจากผนังห้องรอบด้าน เงาดำนับสิบสายพุ่งออกมาจากมุมมืด ตรงเข้าตรึงร่างของอาจารย์เดชไว้กับพื้น ชายวัยกลางคนดิ้นรนสุดชีวิต ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมานราวกับถูกไฟแผดเผาจากภายใน
"ภาคิน! ลุกขึ้นครับ!" เรย์หันไปเอ่ยกับนายตำรวจหนุ่มน้ำเสียงเฉียบขาด
ภาคินใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระชากตัวออกจากเชือกที่พันธนาการ แม้ข้อมือจะฉีกขาดจนเลือดอาบ แต่สัญชาตญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็ทำงานทันที เขาก้าวเข้าไปหากลุ่มเงาดำนั้นเพื่อควบคุมตัวอาจารย์เดชตามกฎหมาย
ทว่า ในจังหวะที่ภาคินกำลังจะเอื้อมมือไปใส่กุญแจมืออาจารย์เดชนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ อีกคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากบันไดวนด้านนอก... ไม่ใช่เสียงของคนร้ายรายอื่น แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่ภาคินคุ้นเคยดีเสียยิ่งกว่าอะไร
เรย์ชะงัก สีหน้าที่เคยสุขุมเยือกเย็นพลเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ดวงตาคู่คมหันขวับไปมองที่ปากทางเข้าห้องใต้ดินด้วยความไม่ไว้วางใจ
ร่างของชายในเครื่องแบบเต็มยศก้าวพ้นขอบประตูลงมา ใบหน้านั้นเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แววตาสีเทาภายใต้แสงไฟสลัวคู่นั้นจ้องมองมาที่ภาคินและเรย์ด้วยรอยยิ้มที่ทำให้สันหลังวาบหวิว...
"ทำได้ดีมากครับสารวัตร... ที่ช่วยส่งตัวคนทรยศมาให้ผมถึงที่"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ร่วมกันมาจนถึงบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
*เพชรตาเสือโบราณ*
ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก•ตอนที่ 28
เสียงเรียกชื่อจริง
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!