"ถ้าคุณจะเปิดมันด้วยวิธีนั้น ผมเกรงว่าหมึกข้างในจะถูกสารเคมีทำลายจนเหลือแค่กระดาษเปล่า สิ่งที่คุณกำลังถืออยู่... มันไม่ใช่แค่จดหมาย แต่มันเป็นกับดักทางจิตวิทยาที่ออกแบบมาเพื่อคนอย่างคุณโดยเฉพาะ"
เสียงของเรย์ราบเรียบ ทว่าคมกริบเหมือนใบมีดโกนที่กรีดผ่านความเงียบในห้องทำงานของภาคิน เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากกองเอกสารคดีเก่าตรงหน้า แต่ประโยคนั้นทำให้มือของสารวัตรหนุ่มที่กำลังถือมีดคัตเตอร์จ่อตรงสันซองจดหมายสีน้ำตาลเข้มหยุดชะงัก
ภาคินหันไปมองร่างที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง เรย์อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทาเรียบง่าย ดวงตาคู่นั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย แต่มันกลับสะท้อนภาพของเขาอย่างชัดเจนจนเขารู้สึกเหมือนถูกอ่านใจ
"วิทยาศาสตร์บอกผมว่า ถ้ามันเป็นสารเคมีที่ทำปฏิกิริยากับอากาศ มันต้องมีจุดรั่วไหลของออกซิเจน แต่นี่... ซองจดหมายถูกซีลด้วยขี้ผึ้งอย่างดี แถมยังส่งตรงมาที่โต๊ะทำงานในกองปราบฯ โดยไม่มีรอยประทับตราไปรษณีย์" ภาคินแค่นยิ้ม "คุณคิดว่าโลกวิญญาณมีบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษงั้นหรือ เรย์?"
"โลกวิญญาณไม่ได้ต้องการความเร็ว ภาคิน" เรย์ลุกขึ้นเดินตรงมาหาเขา "แต่มันต้องการความตายเป็นค่าตอบแทน คุณยึดมั่นในเหตุผลจนลืมไปหรือเปล่าว่า สิ่งที่คุณกำลังตามหา มันไม่ได้อาศัยอยู่ในกฎฟิสิกส์ที่คุณท่องจำมาตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนนายร้อย"
ภาคินวางมีดคัตเตอร์ลง แล้วใช้ปลายนิ้วสัมผัสผิวซองจดหมายที่เย็นผิดปกติ มันไม่ใช่ความเย็นของอุณหภูมิห้อง แต่มันคือความเย็นที่เหมือนสัมผัสจากผิวหนังของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
"ถ้าผมไม่เปิด ก็เท่ากับผมกลัว" ภาคินเอ่ยเสียงต่ำ "และถ้าผมกลัว ก็เท่ากับว่าสิ่งที่พวกมันพยายามทำ... ประสบความสำเร็จแล้ว"
เขาสูดหายใจลึก ตัดสินใจฉีกซองนั้นออกด้วยมือเปล่า กลิ่นอายจางๆ ของธูปเก่าและเหล็กสนิมโชยออกมาจากข้างใน ภายในซองมีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่เขียนด้วยลายมือตัวบรรจง แต่ละตัวอักษรดูเหมือนถูกเขียนขึ้นด้วยความแค้นที่สั่งสมมานานนับปี
*'อย่ามองหาความจริงในที่ที่แสงสว่างเข้าไม่ถึง... เพราะในความมืดที่แกยืนอยู่ ลมหายใจของแกเป็นของฉันตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว'*
ภาคินรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นปราดไปตามไขสันหลัง ภาพความทรงจำของเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนที่เขาเผลอลืมไปชั่วขณะผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ เสียงตะโกนของคู่หูที่ถูกลากหายไปในความมืดโดยที่เขาทำได้เพียงยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
"ลายมือนี้..." ภาคินพึมพำ ใบหน้าคมสันเริ่มซีดเผือด
"จำได้หรือยัง?" เรย์ก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขาสองคนเหลือเพียงคืบ "คนที่ตายไปแล้วอาจจะโกหกไม่ได้ แต่คนที่รอดชีวิตมาเพื่อจมอยู่กับความผิดบาป... มักจะสร้างภาพหลอนขึ้นมาเพื่อฆ่าตัวเอง"
เรย์คว้ากระดาษแผ่นนั้นไปอ่าน สายตาของเขาเปลี่ยนไปเพียงชั่ววูบจากความเฉยเมยเป็นความระแวดระวัง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "นี่ไม่ใช่คำขู่จากผีสางที่ไหน แต่มันคือจดหมายจากคนที่รู้ว่า 'ช่องโหว่' ของคุณอยู่ตรงไหน และตอนนี้... เขากำลังเดินเข้ามาหาคุณจริงๆ"
ทันใดนั้น ไฟในห้องทำงานที่สว่างจ้ากลับกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลงเหลือเพียงแสงไฟจากถนนข้างนอกที่สาดเข้ามาเป็นจังหวะ ภาคินรีบคว้าปืนพกคู่ใจขึ้นมาทันที ทว่าสิ่งที่เขาเห็นในความมืดผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่ไม่ใช่แค่ความว่างเปล่า
เงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนดาดฟ้าตึกฝั่งตรงข้าม ร่างนั้นสวมเสื้อกันฝนสีดำที่เปียกโชกราวกับเพิ่งเดินลุยฝนที่ไม่มีอยู่จริงในค่ำคืนนี้ มันค่อยๆ ยกมือขึ้น ชี้มาที่หน้าต่างของภาคิน ก่อนจะทำท่าปาดคออย่างช้าๆ
ภาคินใจกระตุกวูบ เขาจำท่าทางนั้นได้ดี... มันคือท่าทางเดียวกับคู่หูของเขาในวินาทีสุดท้ายก่อนจะสูญหายไปในเงามืดเมื่อสิบปีก่อน
"เรย์... ดูนั่น" ภาคินเอ่ย แต่เมื่อเขาหันกลับไปหาคู่คิดในความมืด เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า เก้าอี้ที่เรย์เคยนั่งอยู่ถูกเลื่อนออกไปวางไว้กลางห้อง ราวกับว่ามีใครบางคนเพิ่งลุกออกไปอย่างรีบร้อน
พร้อมกับเสียงเคาะเบาๆ ที่ประตูด้านนอก... ไม่ใช่เสียงเคาะของคนปกติ แต่มันเป็นเสียง 'ข่วน' ที่เหมือนเล็บมือยาวๆ กำลังครูดไปกับแผ่นไม้ช้าๆ อย่างเป็นจังหวะที่น่าสะพรึงกลัว
"สารวัตรครับ..." เสียงของใครบางคนที่ดังลอดผ่านรอยแยกประตูเข้ามา มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและคุ้นหูจนภาคินแทบจะหยุดหายใจ "ผมกลับมาทวงลมหายใจของผมคืนแล้ว... เปิดประตูให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับผมในตอนนี้นะครับ
ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก•ตอนที่ 6
จดหมายจากความมืด
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอให้พี่อย่าได้ยินเสียงผมเรียก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!