เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน•ตอนที่ 4

คำกวนประสาทที่ไร้คำตอบ

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
รอยยิ้มเย็นเยียบที่ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมืออันเชื่องช้าในความมืดมิดเบื้องหลังแท่นบูชานั้น ไม่ได้ทำให้หลี่เฟิงสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขายังคงยกไหสุราขึ้นจรดริมฝีปาก ปล่อยให้หยดสุราฤทธิ์แรงไหลรินผ่านมุมปากลงสู่ปกเสื้อเปื้อนฝุ่นอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าเบื้องหน้าของตนมิใช่ศัตรูคู่อาฆาตที่ซุ่มรอจังหวะปลิดชีพ หากแต่เป็นเพียงลมหนาวที่พัดผ่านยามค่ำคืนเท่านั้น "เสียงปรบมือนี้ไพเราะใช้ได้... แต่จังหวะตกหล่นไปสามช่วง เผยให้เห็นว่าลมปราณในตันเถียนของท่านยังคงติดขัดอยู่ที่จุดชีพจรย우เหมินสินะครับ ผู้อาวุโสจ้าว" หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรื่อยเปื่อย ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งมองร่างที่ก้าวพ้นเงาสลัวออกมา ชายชราในชุดคลุมสีเทาเข้มใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมกระบี่ แววตาคู่นั้นสะท้อนความอาฆาตมาดร้ายออกมาอย่างไม่ปิดบัง ซูเหมยไม่รอช้า นางสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่วิหคเหมันต์ในฝักก็เปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปรอบบริเวณจนพื้นศาลาเก่าแก่ปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน นางก้าวขึ้นมาขวางหน้าหลี่เฟิงไว้ครึ่งก้าว สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่จ้องมองจ้าวเทียนหลงอย่างระแวดระวัง "จ้าวเทียนหลง... เจ้าทรยศต่อสำนักกระบี่เมฆาคล้อย แล้วยังมีหน้ามาเหยียบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีกหรือ" น้ำเสียงของซูเหมยเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าไอหนาวจากกระบี่ในมือ จ้าวเทียนหลงหัวเราะฮี่ๆ ในลำคอ ดวงตาฝ้าฟางกวาดมองคนทั้งสองด้วยแววตาสสมเพชเวทนา "ฮ่าๆๆ สำนักกระบี่เมฆาอันยิ่งใหญ่? น่าขันสิ้นดี! คุณหนูซู... เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเองสูงส่งนักหรือ ถึงได้เที่ยวไล่ตามเงาอดีตที่เน่าเฟะ เด็กน้อยหลี่เฟิงผู้นี้บอกเจ้าหรือยังเล่า ว่าอาจารย์ของมันตายด้วยน้ำมือของผู้ใด?" คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงทันที หลี่เฟิงที่เมื่อครู่ยังทำท่าทางสำมะเลเทเมา ปลายนิ้วที่ถือไหสุรากลับหยุดชะงักไปชั่วลมหายใจหนึ่ง ดวงตาที่เคยฉายแววเกียจคร้านพลันปรากฏประกายคมปลาบดุจประกายไฟกระทบเหล็กกล้า แต่อย่างรวดเร็วมันก็ถูกกลบเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มยียวนตามเดิม "ท่านผู้อาวุโส... การพูดจาใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นในยามวิกาลเช่นนี้ ไม่ส่งผลดีต่อโรคความดันโลหิตสูงของคนแก่อย่างท่านหรอกนะครับ หากเหงือกแห้งๆ ของท่านยังอยากเคี้ยวข้าวได้อยู่ ทางที่ดีควรหุบปากแล้วคายความจริงเรื่องคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ออกมาเสียดีกว่า" หลี่เฟิงเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ "ปากดีนัก!" จ้าวเทียนหลงคำรามลั่น พลังปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างราวกับเปลวเพลิงโลกันตร์ แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ซ่านกดทับจนแผ่นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว "เด็กเวรเอ๊ย วันนี้ข้าจะลอกหนังหน้ากวนประสาทของเจ้าออกมาทำเป็นซองใส่กระบี่!" *เปรี้ยง!* ร่างของจ้าวเทียนหลงหายวับไปจากจุดเดิมด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ฝ่ามือที่ปกคลุมด้วยไอพลังมารสีดำสนิทพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของหลี่เฟิงราวกับกรงเล็บมัจจุราช ความเร็วระดับนี้ต่อให้เป็นยอดฝีมือทั่วไปก็ยากจะหลบพ้น ทว่า ซูเหมยหาใช่คนไร้ฝีมือ นางเคลื่อนไหวราวกับภูตพราย กระบี่วิหคเหมันต์ชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง ประกายแสงกระบี่เจิดจ้าผ่าแหวกความมืดเข้าปะทะกับกรงเล็บมารอย่างจัง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะสะท้อนจนศาลาโบราณสั่นสะเทือน ฝุ่นผงและเศษหินปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ "ถอยไป!" ซูเหมยเอמהเสียงต่ำ ร่างของนางหมุนตัวกลางอากาศพร้อมกับตวัดกระบี่สร้างม่านพลังน้ำแข็งนับพันสายพุ่งเข้าจู่โจมจ้าวเทียนหลงเพื่อบังคับให้เขาถอยร่น จ้าวเทียนหลงแค่นเสียงฮึดฮัด สะบัดแขนเสื้อต้านทานไอเย็นของซูเหมยจนเกิดเสียงดังสนั่นหู แต่เป้าหมายที่แท้จริงของมันหาใช่การสังหารนางไม่ สายตาอาฆาตของมันเหลือบมองเลยผ่านร่างของซูเหมยไปสบเข้ากับหลี่เฟิงที่ยังคงยืนพิงเสาศาลาจิบสุราหน้าตาเฉย "หลี่เฟิง! เจ้าคิดจะหลบอยู่หลังกระโปรงสตรีไปตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือ? อาจารย์ของเจ้าตายอย่างอนาถก็เพราะความขี้ขลาดของเจ้าแบบนี้แหละ!" คำพูดประโยคนี้ราวกับลูกธนูอาบยาพิษที่พุ่งตรงปักเข้ากลางใจ หลี่เฟิงที่กำลังยกไหสุราขึ้นดื่มชะงักค้าง รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าจางหายไปในพริบตา แววตาคู่คมกริบฉายแววอำมหิตที่ซ่อนเร้นมานานนับปีออกมาอย่างไม่ปิดบัง อุณหภูมิรอบตัวของชายหนุ่มลดฮวบลงจนน่ากลัว ไอสังหารอันบริสุทธิ์และเยือกเย็นแผ่ขยายออกรอบตัวจนซูเหมยที่อยู่ใกล้ที่สุดยังต้องแอบเหลือบมองด้วยความตกใจ "เมื่อครู่... ท่านว่ากระไรนะ?" หลี่เฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความขี้เล่นเช่นเคย จ้าวเทียนหลงหัวเราะลั่นอย่างได้ใจ "ฮ่าๆๆ ข้าบอกว่าอาจารย์ของเจ้า..." *ฉึบ!* ยังไม่ทันที่จ้าวเทียนหลงจะกล่าวจบประโยค ร่างของหลี่เฟิงก็หายวับไปจากสายตา ราวกับภูตผีที่ก้าวข้ามมิติเวลา ไร้ซุ้มเสียง ไร้ร่องรอยการเคลื่อนไหวของพลังปราณ มีเพียงเสียงแหวกอากาศแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของความตาย ดวงตาของจ้าวเทียนหลงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก สัญชาตญาณดิบเตือนภัยร้องลั่นในหัว มันรีบยกกระบี่คู่กายขึ้นตั้งรับเหนือศีรษะทันที *เคร้ง!* ประกายไฟสว่างวาบดั่งสายฟ้าฟาดกลางยามวิกาล แรงปะทะอันมหาศาลทำให้พื้นศาลาพังทลายลงครึ่งแถบ จ้าวเทียนหลงกระอักเลือดคำโตออกมาทันที ร่างของมันกระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าสิบก้าว รอยแตกร้าวปรากฏขึ้นบนกระบี่วิเศษของมันอย่างเห็นได้ชัด เมื่อตั้งหลักได้ จ้าวเทียนหลงก้มลงมองมือที่สั่นเทาของตนด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง มันเงยหน้าขึ้นมองบุรุษหนุ่มที่ยืนถือไหสุราอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง "วิชา... กระบี่ไร้ลักษณ์... เจ้า... เจ้าบรรลุถึงขั้นนั้นแล้วหรือ?!" หลี่เฟิงไม่ได้ตอบคำถาม เขายกไหสุราขึ้นจิบอีกครั้งอย่างใจเย็น เช็ดคราบสุราที่เปื้อนมุมปากด้วยหลังมือช้าๆ สายตาคมปลาบจ้องมองจ้าวเทียนหลงราวกับมองดูมดปลวกตัวหนึ่ง "เรื่องของอาจารย์... ข้าจะค้นหาความจริงด้วยตัวเอง แต่ก่อนอื่น..." หลี่เฟิงเว้นจังหวะเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากกลับมาปรากฏอีกครั้ง แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องขนหัวลุก "ท่านช่วยบอกข้าหน่อยเถอะว่า... ใครเป็นคนจ้างให้ท่านมาดักรอพวกเราที่นี่ เพราะถ้าท่านไม่บอก... ข้าเกรงว่ากระบวนท่าต่อไปของข้า อาจจะเผลอตัดมือทั้งสองข้างของท่านโดยไม่ตั้งใจก็ได้นะครับ" บรรยากาศรอบกายเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของจ้าวเทียนหลงและสายตาที่เต็มไปด้วยความลังเลหวาดกลัว ซูเหมยยืนถือกระบี่นิ่งเงียบ นางลอบมองแผ่นหลังของหลี่เฟิงในยามนี้ ความรู้สึกบางอย่างที่นางไม่เคยมีมาก่อนเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ทว่า ในวินาทีที่จ้าวเทียนหลงอ้าปากทำท่าจะเอ่ยชื่อผู้บงการเบื้องหลัง ทันใดนั้นเอง... *ฉึก!* เงาดำสายหนึ่งพุ่งแหวกความมืดมิดด้วยความเร็วเหนือแสง ปักทะลุกลางหน้าอกของจ้าวเทียนหลงอย่างแม่นยำ เลือดสีดำทะลักพุ่งออกมาจากปากของมัน ดวงตาเบิกโพลงค้างด้วยความตกใจขีดสุด มันพยายามจะหันไปมองทิศทางที่เงาดำนั้นพุ่งมา แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อและทรุดฮวบลงสิ้นใจตายคาที่ทันที หลี่เฟิงหรี่ตาลงวูบ ร่างพุ่งวาบไปคว้าเงาดำที่ปักอยู่บนอกศพขึ้นมาพิจารณา มันคือเข็มพิษอาบอักขระโลหิตรูปดอกบัวดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ... "สำนักเงาโลหิต..." ซูเหมยอุทานเบาๆ ใบหน้าขาวเนียนเผือดสีลงทันที หลี่เฟิงลุกขึ้นยืนช้าๆ เขามองซากศพตรงหน้าก่อนจะหันไปมองความมืดมิดเบื้องล่างหุบเขาที่ตอนนี้เริ่มมีไอหมอกประหลาดลอยปกคลุมหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มกวนประสาทเลือนหายไป เหลือเพียงแววตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก "ดูเหมือนว่า... ปลากetใหญ่จะรู้ตัวว่าติดเบ็ดแล้วสิครับคุณหนูซู" หลี่เฟิงกล่าวเบาๆ ก่อนจะกระชับไหสุราในมือแน่น "และดูท่าทาง... การเดินทางตามหาความจริงครั้งนี้ จะบันเทิงกว่าที่คิดไว้เยอะเลยทีเดียว" ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และหยาดสุรานี้ด้วยกันนะครับ!
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%