กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในสายลมยามค่ำคืน ไม่ได้ทำให้รอยยิ้มหยันบนมุมปากของหลี่เฟิงจางหายไปแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคือ "ป่าอสูรโลหิต" เขตแดนอาถรรพ์ที่แม้แต่วิณญูชนผู้ทรงคุณวุฒิยังต้องก้าวเท้าด้วยความระมัดระวัง ต้นไม้ใบหญ้าล้วนมีสีแดงฉานดั่งย้อมด้วยเลือดสดๆ พื้นดินแห้งผากและเต็มไปด้วยรอยแยกที่ระอุไอความร้อนแห่งพิษร้าย ทว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าภูมิประเทศ กลับเป็นเสียงคำรามต่ำทึบที่ดังสะท้านสะเทือนแผ่นดินไหวเป็นระยะ
"ถ้าเจ้ายังเดินทอดน่องทำท่าทางเหมือนสุนัขจิ้งจอกหาเศษเนื้อเช่นนี้ เกรงว่าศีรษะของเจ้าคงได้ประดับอยู่บนกิ่งไม้สีชาดก่อนที่เราจะไปถึงหุบเขาเบื้องหน้า"
เสียงหวานใสแต่เย็นชาดดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์ดังขึ้นจากเบื้องหลัง ซูเหมยยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดคคีรีนทร์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางตัดกับบรรยากาศอันอัปมงคลโดยสิ้นเชิง มือเรียวดั่งหยกขาวกุมด้ามกระบี่วิเศษไว้มั่น นัยน์ตากลมโตคู่นั้นมองบุรุษขี้เมาที่กำลังยกไหสุราขึ้นซดอึกใหญ่ด้วยแววตาตำหนิปนระแวดระวัง
หลี่เฟิงหัวเราะ "ฮ่าๆๆ... คุณหนูซู ใจร้อนเกินไปแล้วนะครับ ความเร็วน่ะไม่เคยช่วยให้เหล้าในไหรสชาติกลมกล่อมขึ้นมาได้หรอก อีกอย่าง..."
เขายกมือขึ้นปาดคราบสุราที่มุมปาก ดวงตาคมกริบที่มักฉายแววเกียจคร้านเมื่อครู่ บัดนี้กลับทอประกายคมปลาบดุจดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก
"...แขกไม่ได้รับเชิญของเรา มาถึงเร็วกว่าที่คิดเสียอีก"
*ครืนนน!*
พรบพรั้ว! พื้นดินเบื้องหน้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รากไม้สีแดงฉานนับร้อยสายพุ่งขึ้นจากใต้ดินราวกับฝูงอสรพิษคลั่ง พวกมันพุ่งตรงเข้าจู่โจมจุดตายของทั้งสองคนด้วยความเร็วและแรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณ!
"ระวัง!" ซูเหมยอุทานเบาๆ ร่างบางสะบัดกายวูบ กระบี่ในมือเปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้า วาดเป็นวงโค้งดั่งจันทราครึ่งดวงกลางเวหา คลื่นกระบี่เยือกแข็งแผ่ซ่านออกไป เปลี่ยนรากไม้ที่พุ่งเข้ามาให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งในพริบตา ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นผงธุลี
ทว่า... นั่นเป็นเพียงการโจมตีเบิกทางเท่านั้น
เงาสودทะมึนขนาดมหึมาค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดมิดของแมกไม้ มันคือ "พยัคฆ์อัคคีโลหิต" สัตว์อสูรบรรพกาลระดับเจ็ดที่มีตาสีแดงฉานดั่งโลหิต ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและเกล็ดสีดำสนิท ลมหายใจของมันพ่นไอความร้อนที่หลอมละลายหินผาให้กลายเป็นลาวาได้อย่างง่ายดาย เขี้ยวโค้งงอทั้งสองข้างชุ่มไปด้วยน้ำลายที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง
"สัตว์อสูรระดับเจ็ด..." ซูเหมยขมวดคิ้วมุ่น พลังปราณรอบกายแผ่ขยายออกปกป้อง1รุกรับอย่างพร้อมเพรียง "ลำพังแค่ข้าคนเดียวอาจต้องใช้เวลาถึงสามสิบกระบวนท่าจึงจะพิชิตมันได้ แต่ในป่าแห่งนี้... เสียงต่อสู้จะดึงดูดพวกพ้องของมันมาอีกไม่ต่ำกว่าสิบตัว"
"ใครบอกว่าเราจะต้องสู้ด้วยวิธีโง่ๆ แบบนั้นกันเล่าครับ?"
หลี่เฟิงยิ้มมุมปาก เขาขยับตัวก้าวออกไปยืนขวางหน้าหญิงสาวไว้โดยไม่รู้ตัว กลิ่นอายสุราจางๆ ลอยคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายกระบี่อันลึกล้ำที่ถูกกดขี่ไว้ใต้ผิวกาย มือขวาของเขาเคาะเบาๆ ที่ด้ามกระบี่ไม้ไผ่เก่าๆ ข้างกาย
พยัคฆ์อัคคีโลหิตคำรามก้องฟ้า เสียงคำรามสะท้อนก้องกังวานจนแก้วหูแทบปริแตก มันพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง เงาร่างสีดำทมิฬพาดผ่านอากาศราวกับสายฟ้าสีเลือด กรงเล็บอันแหลมคมตบลงมาหมายบดขยี้มนุษย์ตัวจ้อยทั้งสองให้แหลกคามือ
ซูเหมยเตรียมชักกระบี่เข้าปะทะ แต่มือใหญ่ของใครบางคนกลับเอื้อมมาแตะที่ไหล่ของนางเบาๆ พร้อมกับกระแสพลังปราณอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่าง
"เชื่อใจข้าสักครั้งสิครับ... แม่นางซู"
สิ้นเสียงนั้น ร่างของหลี่เฟิงก็หายวับไปจากจุดเดิม ราวกับภาพลวงตา!
*เปรี้ยง!*
ประกายไฟสีทองสว่างวาบขึ้นกลางความมืดมิด ชั่วพริบตาที่กรงเล็บมหึมาตะปบลงมา หลี่เฟิงกลับไปยืนอยู่บนหัวของพยัคฆ์อัคคีโลหิตตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ กระบี่ยังคงอยู่ในฝักไม้ไผ่ แต่กระแสลมปราณที่ระเบิดออกมาจากปลายนิ้วของเขา กลับกดทับกะโหลกของสัตว์อสูรยักษ์จนมันต้องทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นดิน เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นหวั่นไหว
"วิชากระบี่... ไะไร้ลักษณ์?" ซูเหมยเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง นางอยู่ในยุทธภพมานาน ย่อมรู้ว่าการใช้ฝักกระบี่สะกดข่มสัตว์อสูรระดับเจ็ดโดยไม่แม้แต่จะชักกระบี่ออกมานั้น... เป็นขอบเขตพลังที่แม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุดในสำนักของนางก็ยังทำได้ยากยิ่ง
หลี่เฟิงก้มตัวลงกระซิบข้างหูเจ้าอสูรยักษ์ที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว "เจ้าหนู... เจ้าเลือกกลิ่นสุราผิดขวดเสียแล้วล่ะนะ"
*แกร๊ก...*
ทว่า ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังจะคลี่คลาย รอยแยกขนาดใหญ่บนพื้นดินเบื้องหลังพยัคฆ์อัคคีโลหิตกลับระเบิดออกอย่างไร้สัญญาณเตือน!
หมอกสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าอันน่าขนลุกที่ดังมาจากขุมนรกเบื้องล่าง "ฮìฮìฮì... ไม่นึกเลยว่า ผ่านมาหลายร้อยปี จะมีหนูโสโครกหลงเข้ามาในเขตแดนของข้าอีก..."
เงาร่างของมนุษย์ในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากกระดูกสัตว์โบราณ ลอยตัวอยู่เหนือไอหมอกพิษ นัยน์ตาสสีแดงก่ำภายใต้หน้ากากจ้องมองตรงมาที่หลี่เฟิงและซูเหมยด้วยจิตสังหารอันรุนแรงที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวแข็งค้างในทันที
"นั่นมัน... ผู้อาวุโสสำนักมารโลหิต!" ซูเหมยหน้าถอดสี มือที่กุมกระบี่สั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก
หลี่เฟิงหรี่ตาลง รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งแกะสลัก เขาพึมพำเบาๆ กับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังหัวใจหยุดเต้น
"ดูท่า... ปลาตัวใหญ่กว่าที่คิดไม่ได้มาแค่ตัวเดียวเสียแล้วสิครับ..."
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพนี้ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน•ตอนที่ 5
เส้นทางสู่ยอดเขามรณะ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!