“ฮ่าๆๆ... เซียนกระบี่ขี้เมา หลี่เฟิงสินะ เจ้าคิดว่าจัดการสุนัขรับใช้พวกนั้นแล้ว จะรอดออกไปจากที่นี่ได้จริงๆ หรือ? วันนี้... คือวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!”
เสียงหัวเราะก้องกังวานดั่งอสนีบาตฟาดผ่ากลางใจความมืดมิดของหุบเขาเมฆา เศษซากศิลาและควันพิษสีม่วงคล้ำยังคงคุกกรุ่นอยู่รอบกาย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายปราณอสูรที่กดทับจนลมหายใจติดขัด ทว่าบุรุษผู้ถือขวดสุราในมือซ้ายกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย หลี่เฟิงปัดฝุ่นตามอาภรณ์สีเทาเก่าคร่ำคร่าอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาเรียวรีคมกริบราวใบกระบี่หรี่ลงเล็กน้อย มองไปยังเงาร่างมหึมาที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ
ผู้นำตระกูลมารโลหิต... เฒ่าพยัคฆ์ทมิฬ นามว่า ‘เป่ยตี้’ ผู้ครอบครองวิชาดูดกลืนวิญญาณขั้นสมบูรณ์
“หนวกหูเสียจริง...” หลี่เฟิงถอนหายใจยาว ยกขวดสุราขึ้นจิบอึกใหญ่ รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอช่วยขับไล่ความอับชื้นในอากาศได้เป็นอย่างดี เขากวาดสายตามองศัตรูรอบด้านที่ล้อมกรอบเข้ามานับร้อยชีวิต ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน “คนแก่สมควรไปนอนพักผ่อน ดื่มน้ำแกะต้มยาเสียบ้าง จะมาตะโกนโกลาหลในยามวิกาลเช่นนี้ รบกวนเวลาสุนัขข้างทางมันนอนหลับรู้ไหม?”
“ปากดีนัก! อยากจะเห็นนักว่ากระบี่ในมือเจ้า จะยังคมปلاปเหมือนลิורของเจ้าหรือไม่!”
เป่ยตี้คำรามลั่น ฝ่ามือหนาตบลงกับพื้นศิลา แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกสีเลือดแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีร้อยลี้ต่างแห้งเหี่ยวลงในพริบตา พลังชั่วร้ายนี้รุนแรงจนทำให้เหล่าศิษย์สำนักน้อยใหญ่ต่างกระอักเลือด
ทว่า ในวินาทีที่วิกฤตกำลังพุ่งถึงขีดสุด ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก็เคลื่อนกายเข้ามาแทรกกลางอย่างงดงามไร้ที่ติ
ซูเหมย... นางเซียนแห่งหุบเขาเมฆาปรากฏตัวขึ้นดั่งเทพธิดากลางพายุฝน ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนฝุ่นผงแม้แต่น้อย กระบี่เซียนในฝักสั่นระริกส่งเสียง “กริ๊ง” ดังกังวานขับไล่ไอสังหารของเป่ยตี้ให้ถอยร่นไปครึ่งก้าว ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ความรู้สึกใดๆ ทว่าดวงตากลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี
“เป่ยตี้... อาณาเขตของหุบเขาเมฆา มิใช่สถานที่ที่สุนัขเดรัจฉานเช่นเจ้าจะมาเหยียบย่ำตามอำเภอใจ” น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับทรงพลังกดดันจนแม้แต่ยอดฝีมืออย่างเป่ยตี้ยังต้องชะงัก
“ฮفึ! ซูเหมย เจ้าเองก็มาพอดี ดีนัก! ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะไปตามหาเจ้าที่ตำหนักเซียนเสียหน่อย วันนี้พวกเจ้าสองคน... หนีไม่พ้นเงื้อมมือข้าแน่!” เป่ยตี้แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม สองมือประสานอินทร์เคลื่อนย้ายพลังฟ้าดินรอบตัวให้กลายเป็นค่ายกลโลหิตหมุนวน
หลี่เฟิงเหลือบมองแผ่นหลังบอบบางแต่ทระนงของสตรีข้างกาย มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่ทุกข์ร้อน “แม่นางซู ดูท่าว่าชื่อเสียงอันเย็นชาและไร้เทียมทานของเจ้า จะใช้ขู่เด็กอมมือไม่ได้เสียแล้วกระมัง ถึงได้มีสุนัขบ้ากล้ามาเห่าหอนถึงหน้าบ้านเช่นนี้”
ซูเหมยไม่หันไปมองเขา แต่น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยลอดไรฟันออกมาเบาๆ “หากเจ้ายังมีเวลามาพูดจาไร้สาระ สู้เก็บแรงไว้ชักกระบี่ออกมากำจัดมารตรงหน้าเสียยังจะมีประโยชน์กว่า”
“ฮ่าๆๆ พูดได้ดี!”
ชั่วพริบตานั้น รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของหลี่เฟิงก็หายวับไป กลายเป็นความจริงจังที่น่ากลัว รัศมีกระบี่รอบตัวเขาไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่มันกลับสงบนิ่ง... สงบนิ่งเสียจนแม้แต่สายลมยังไม่กล้าพัดผ่าน
ทว่า ในขณะที่ศึกปะทะกำลังจะระเบิดขึ้นอย่างไร้ความปรานี สายตากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ใจกลางแท่นบูชาของหุบเขาเมฆา
ม่านพลังคุ้มกันที่เคยเปล่งแสงเรืองรองเจิดจ้า บัดนี้... กลับมืดดับลงสนิท
ซูเหมยขมวดคิ้วมุ่นเป็นครั้งแรก สีหน้าเย็นชาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที นางสะบัดชายแขนเสื้อทะยานร่างไปยังแท่นบูชาด้วยความเร็วระดับสายฟ้า หลี่เฟิงหรี่ตาลงวูบหนึ่งก่อนจะพุ่งตามไปติดๆ
เมื่อทั้งสองยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาโบราณ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้แม้แต่นางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชนยังต้องลมหายใจสะดุด
ศิลาผนึกฟ้า... สมบัติบรรพกาลที่ค้ำจุนสมดุลแห่งหุบเขาเมฆามานับหมื่นปี บัดนี้... ได้หายสาบสูญไปแล้ว เหลือไว้เพียงรอยร้าวลึกบนแท่นหินสีดำสนิท และไอหมอกมารสีดำที่ยังคงพวยพุ่งออกมาจากรอยแยกนั้น ราวกับปากอคติของอสูรร้ายที่กำลังอ้าหัวร่อเยาะเย้ยพวกเขาทั้งสอง
“นี่มัน...” ซูเหมยพึมพำออกมาเบาๆ ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสรอยร้าวบนแท่นหิน “ผนึกถูกทำลายจากภายใน... มีคนทรยศแอบเปิดทางให้มัน!”
เป่ยตี้ที่ตามมาสมทบหัวลั่นด้วยความสะใจเมื่อเห็นภาพนั้น “ฮ่าๆๆๆ! ตื่นตระหนกแล้วสิ! เจ้าคิดว่าหุบเขาเมฆาของพวกเจ้าบริสุทธิ์ผุดผ่องนักรึ? บอกให้รู้เสียเถอะ... ศิลาผนึกฟ้านั้น มิได้ถูกขโมยไปโดยคนนอก... แต่มันถูกนำออกไปโดย ‘คนสนิท’ ที่พวกเจ้าเชื่อใจที่สุดต่างหาก!”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ หลี่เฟิงหรี่ตาลงคมกริบ ความทรงจำเกี่ยวกับอาจารย์ผู้ล่วงลับผุดขึ้นมาในหัว สมบัติชิ้นนี้มีเพียงไม่กี่คนในสำนักเท่านั้นที่รู้กลไกการปลดผนึก
และเงาปริศนาที่ปรากฏขึ้นในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อน... ก็ซ้อนทับกับรอยร้าวตรงหน้าอย่างไร้รอยต่อ
ซูเหมยหันขวับมามองหลี่เฟิง ดวงตาสองคู่ประสานกันในความเงียบงันอันน่าอึดอัด บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกจนแทบแข็งเป็นน้ำแข็ง ท่ามกลางวิกฤตที่ศัตรูกำลังล้อมกรอบและความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งถูกเปิดเผย
ทันใดนั้นเอง... เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังแท่นบูชา พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความตึงเครียด
“2 ตอนนี้เริ่มเข้มข้นขึ้นแล้วนะครับ รี้ดเดอร์ทุกท่านโปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกนะครับ”
เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน•ตอนที่ 3
รอยร้าวในสำนักวิชา
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!