กาลเวลาอาจกัดกร่อนผาหินให้พังทลาย แต่คราบโลหิตบนแผ่นศิลาจารึกประจำสำนักกระบี่เมฆาคารวะ... หาได้จางหายไปตามกาลเวลาไม่
กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ลอยอวลอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของหอคัมภีร์รกร้างในยามวิกาลเช่นนี้ บ่งบอกชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นลานประหารชีวิตหมู่ที่โหดเหี้ยมอำมหิตเพียงใด
"เจ้ายังดื่มมันลงไปได้อีกหรือ ในสถานที่อัปมงคลเช่นนี้"
น้ำเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัดของราตรี ซูเหมยยืนสงบนิ่งอยู่บนคานไม้ที่หักโค้ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามสายลมยามดึก นางปรายตามองบุรุษเบื้องล่างด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
หลี่เฟิงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา เขาเพียงยกไหสุราขึ้นกระดكจิบคราหนึ่ง นัยน์ตาหรี่ลงเล็กน้อยยามทอดมองเศษกระดูกที่ฝังอยู่ใต้กองเถ้าธุลี รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเช่นเคย
"แม่นางซู... สุราดีต่อให้ดื่มในหลุมศพ รสชาติมันก็ยังคงความเผ็ดร้อนบาดคออยู่ดี" หลี่เฟิงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาติดจะกวนประสาท ทว่าแววตาที่ทอดมองเศษซากศิลาศิษย์พี่ศิษย์น้องกลับว่างเปล่าและคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนในฝัก "อีกอย่าง... คนตายเหล่านี้คงไม่ถือสา หากข้าจะรินสุคารวะให้พวกเขาอีกสักไหหรอกกระมัง"
ว่าแล้ว เขาก็เทสุราครึ่งไหลงบนพื้นดิน เม็ดสุราซึมซับลงสู่ผืนดินที่ย้อมด้วยเลือดเมื่อหลายปีก่อน ราวกับมันกำลังกระหายความชุ่มชื้นจากอดีต
ซูเหมยขมวดคิ้วมุ่น นางรู้ดีว่าภายใต้ท่าทีสำมะเลเทเมาอย่างไร้แก่นสารนี้ หลี่เฟิงกำลังใช้เนตรญาณตรวจสอบร่องรอยพลังปราณที่หลงเหลืออยู่
"เจ้าพบอะไร" นางถามสั้นๆ กระชับ ดึงกระบี่ประจำกายออกห่างจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว เตรียมรับมือกับสิ่งไม่คาดฝัน
"ร่องรอยถูกลบเลือนไปเกือบหมด... แต่กระดูกพวกนี้ไม่ได้แหลกสลายเพราะกระบี่ของสำนักมารบูรพาอย่างที่พวกเราเคยปักใจเชื่อ" หลี่เฟิงวางไหสุราลงบนพื้นอย่างเบามือ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง จนบรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน "กระดูกของพวกเขาสลายเพราะ 'เคล็ดวิชาดูดกลืนวิญญาณเก้าสวรรค์' ต่างหากเล่า"
ซูเหมยชะงัก สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที "วิชาต้องห้ามของสำนักมารบูรพาถูกทำลายไปตั้งแต่สงครามร้อยปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือ? หรือว่า..."
"ถูกต้อง..." หลี่เฟิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดเศษฝุ่นตามอาภรณ์สีเทาเก่าคร่ำคร่าของตนเอง แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีทอดมองไปยังเงาดำทะมึนของเทือกเขาเบื้องหน้า "ผู้อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของสำนักเราในวันนั้น ไม่ใช่คนนอก... แต่เป็นคนในที่ฝึกฝนวิชานี้ต่างหากเล่า"
คำกล่าวนี้ราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางใจซูเหมย นางก้าวลงจากคานไม้มาประชิดตัวเขาในพริบตา "เจ้าหมายความว่า... มีหนอนบ่อนไส้ในสำนักกระบี่เมฆาคารวะอย่างนั้นหรือ? ใครกัน?"
"คนที่ฆ่าอาจารย์ของข้าไงล่ะ" หลี่เฟิงตอบเสียงเรียบ แต่กำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ในวินาทีนั้นเอง สายลมราตรีพลันแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนวน รัศมีพลังปราณสีดำทมิฬพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดินเบื้องล่าง ห่อหุ้มซากปรักหักพังทั้งหมดไว้ในม่านอาคมโบราณที่ทรงพลังจนน่าสะพรึงกลัว อักขระสีแดงฉานนับพันปรากฏขึ้นบนผนังหอคัมภีร์ ราวกับพวกมันกำลังมีชีวิตและจ้องมองผู้บุกรุกทั้งสองด้วยความอาฆาตมาดร้าย
ซูเหมยชักกระบี่ออกจากฝักจนสุดเสียง แสงสีฟ้าครามเจิดจรัสสว่างวาบท่ามกลางความมืด นางประสานมือร่ายค่ายกลคุ้มกายทันที "ระวัง! มีคนคอยดักรอพวกเราอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว!"
หลี่เฟิงไม่ตื่นตระหนก เขายังคงยืนไขว่ห้าง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้าคมคายอีกครั้ง ทว่ามือข้างที่ถือกระบี่เหล็กดำกลับกุมด้ามแน่นจนข้อต่อขาวโพลน
"หึ... ในที่สุดก็โผล่หัวออกมาจนได้สินะ เจ้าสุนัขรับใช้ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงามานานนับสิบปี"
สิ้นเสียงของหลี่เฟิง เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากม่านหมอกควันพิษ ร่างนั้นสวมหน้ากากรูปอสูรน่าเกลียดน่ากลัว ในมือถือกระบี่ที่อาบไปด้วยโลหิตสดๆ หยดติ๋งลงบนพื้น เสียงหัวเราะแหברי้วเย็นยะเยือกดังขึ้นสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา
"หลี่เฟิง... เจ้าคิดว่าการกลับมายังสถานที่แห่งนี้ จะทำให้เจ้าล้างแค้นได้สำเร็จอย่างนั้นหรือ? น่าขันสิ้นดี..."
เงาร่างนั้นสะบัดข้อมือเบาๆ คลื่นกระบี่สีดำสนิทพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่พวกเขาทั้งสองด้วยความเร็วราวดาวตก พร้อมกับแรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ที่กดทับลงมาจนลมหายใจติดขัด!
ซูเหมยคำรามในลำคอ สะบัดกระบี่ต้านทานคลื่นพลังนั้นสุดกำลัง ทว่าแรงปะทะกลับทำให้ร่างของนางกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว ฝ่ามือชาด้านไปหมด
หลี่เฟิงก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว บังร่างของนางไว้ พลางกระซิบเบื้องหูด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
"แม่นางซู... ถอยไปก่อน"
เขาค่อยๆ ชักกระบี่เหล็กดำออกจากฝักช้าๆ เสียงโลหิตกระทบฝักเหล็กดังเสียดแทงแก้วหู และในวินาทีที่ปลายกระบี่หลุดพ้นจากฝักอย่างสมบูรณ์ ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยไร้ดาวก็พลันปรากฏประกายกระบี่เจิดจ้าผ่าแหวกเมฆหมอก ดับสิ้นทุกสรรพเสียงในรัศมีร้อยลี้!
เงาร่างสวมหน้ากากชะงักกึก ดวงตาใต้หน้ากากเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกขีดสุดยามเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายกระบี่ที่เหนือล้ำกว่าขอบเขตปุถุชนทั่วไป
"วิชา... กระบี่คว่ำฟ้าดิน... เจ้ายินยอมฝึกฝนมันจนสำเร็จแล้วรึ?!"
หลี่เฟิงไม่ตอบคำถามนั้น เขายกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อย นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนประกายกระบี่คมกริบดั่งยมทัต
"อยากรู้ก็ไปถามท่านยมบาลเอาเองก็แล้วกัน..."
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน•ตอนที่ 9
ร่องรอยที่ถูกลบเลือน
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!