"มัน... เป็นไปไม่ได้!"
เสียงอุทานของหลี่เฟิงสะท้อนก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของค่ำคืน ร่างที่เคยผ่อนคลายและเปี่ยมด้วยท่าทีสำมะเลเทเมาบัดนี้แข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อม ดวงตาที่มักหรี่มองโลกด้วยความเย้ยหยันเบิกกว้างจนแทบถลน สีหน้าถอดสีเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเมื่อเงาร่างภายใต้หน้ากากกระดูกเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง—ใบหน้าของคนที่ควรจะตายไปเมื่อสิปีก่อน!
ภายใต้แสงจันทร์สาดส่องที่สาดกระทบผืนป่าไผ่ ใบหน้านั้นซีดเซียวไร้สีเลือด ทว่าโครงหน้าและดวงตากลับคมกริบราวกับใบมีด มันคือใบหน้าของ "ฮุ่ยจื่อ" สหายร่วมสำนักผู้ล่วงลับ... หรืออย่างน้อยที่สุด นั่นคือสิ่งที่หลี่เฟิงเชื่อมาตลอดทศวรรษ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ติดขัดของหลี่เฟิงและเสียงใบไผ่เสียดสีกันยามสายพัดผ่าน ซูเหมยที่ยืนอยู่ไม่ไกล สังเกตเห็นความผิดปกติในแววตาของบุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวฟ้าดินผู้นี้ นางขมวดคิ้วมุ่นกระบี่ในมือสั่นไหวเล็กน้อยด้วยสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันปั่นป่วนที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่าย
"เจ้า... เจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?" หลี่เฟิงเอ่ยออกมา เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อสิปีก่อนย้อนกลับมาดั่งคลื่นใต้น้ำ วันที่สำนักถูกเพลิงผลาญ วันที่อาจารย์สิ้นชีพ และวันที่สหายรักคนนี้ดิ่งลงสู่เหวลึกต่อหน้าต่อตาเขา
เงาร่างภายใต้หน้ากากกระดูกหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงนั้นแหบแห้งราวกิ่งไม้แห้งเสียดสีกัน "ชีวิตหรือ? หลี่เฟิง... ศิษย์น้องผู้โง่เขลา เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิถีเซียนที่พวกเราไขว่คว้า จะจบลงด้วยความตายอันไร้ค่าเช่นนั้น?"
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร!" หลี่เฟิงก้าวเท้าพรวดเดียว ประชิดตัวอีกฝ่ายด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายลม ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์สั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ ปราณกระบี่แผ่ซ่านจนพื้นดินรอบตัวแตกร้าวเป็นทางยาว "อาจารย์ตายเพราะใคร? แคว้นหมิงล่มสลายเพราะแผนการของใคร? ถ้าเจ้ายังมีชีวิตอยู่... ทำไมเจ้าถึงเลือกที่จะทรยศทอดทิ้งทุกอย่าง!"
ซูเหมยขยับตัวเข้ามาใกล้ นางกวาดสายตามองทั้งสองด้วยแววตาเย็นชา ทว่าลึกซึ้ง นางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง "หลี่เฟิง ตั้งสติ! อย่าให้ความแค้นครอบงำจิตใจจนมองไม่เห็นกับดัก"
ฮุ่ยจื่อหันไปมองนางเซียนแห่งหุบเขาเมฆาแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเยาะออกมาเสียงดังลั่น "ฮ่าๆๆ... นางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน ยังมีความเมตตาหลงเหลือให้ไอ้ขี้เมาผู้นี้ด้วยหรือ? น่าสมเพช... ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก วิถียุทธภพนี้มีแต่คนโง่ที่เชื่อถือในคุณธรรม"
หลี่เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามกดข่มคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนในตันtian (ตันเถียน) ของตนเอง ปรมาจารย์กระบี่เช่นเขาเรียนรู้ที่จะควบคุมจิตใจท่ามกลางความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่บาดแผลในอดีตช่างลึกซึ้งเกินกว่าจะเลือนหายด้วยสุราเพียงไหสองไห
"ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อรำลึกความหลัง" ฮุ่ยจื่อกล่าวต่อ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังและเยือกเย็น "หลี่เฟิง... สวนสวรรค์เก้าชั้นฟ้ากำลังจะเปิดออกในอีกสามวัน กุญแจดอกสุดท้ายไม่ได้อยู่กับสำนักมาร หรือสำนักกระบี่ผานหลง แต่มันอยู่ในความทรงจำที่เจ้าพยายามลืมเลือนไปตลอดสิบปี"
หลี่เฟิงหรี่ตาลง ประกายคมปลาบวาบในดวงตาคู่นั้น "กุญแจ? เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่?"
"เรื่องที่อาจารย์ของพวกเราปิดบังไว้ก่อนตายอย่างไรเล่า" ฮุ่ยจื่อก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ร่างของเขาเริ่มเลือนรางกลายเป็นหมอกควันสีดำ "ถ้าเจ้าอยากรู้ความจริงเบื้องหลังการตายของสำนัก... จงแบกกระบี่บิ่นๆ ของเจ้าไปที่หุบผาไร้ตะวันในคืนเดือนมืด แต่อย่าลืมพาแม่นางซูไปด้วย เพราะบางที... เจ้าอาจจะไม่รอดกลับมาเห็นแสงตะวันอีกเป็นครั้งที่สอง"
สิ้นคำ ร่างนั้นก็สลายกลายเป็นหมอกควันหายไปในความมืดมิดอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายปราณมารอันน่าสะพรึงกลัวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในบรรยากาศ
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง หลี่เฟิงยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม สายตาจับจ้องไปยังจุดที่สหายรักหายตัวไป ปราณกระบี่ในร่างสงบลงแล้ว แต่หัวใจกลับเต้นระรัวด้วยคำถามนับร้อย
ซูเหมยเก็บกระบี่เข้าฝัก นางเดินเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยปะปนกับกลิ่นอายเย็นเยียบของนางเซียนช่วยดึงสติของหลี่เฟิงกลับมา "เขาไม่ได้มาเพื่อเจรจา" นางเอ่ยขึ้นเบื้องหน้า "และเจ้าก็รู้ดีว่านี่คือค่ายกลลวงตา"
หลี่เฟิงหันมามองนาง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มฝื่อนๆ ที่หาดูได้ยาก "ข้ารู้... แต่ต่อให้เป็นค่ายกลหรือนรกภูมิ หากมันมีความจริงเรื่องอาจารย์ซ่อนอยู่ ต่อให้ต้องลุยไฟดาบ ข้าก็ต้องไป"
ซูเหมยจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา นางเห็นความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเหลวไหล และนั่นคือสิ่งที่ทำให้นางไม่เคยตัดใจทิ้งเขาไว้เบื้องหลังได้เลย "ข้าจะไปกับเจ้า"
หลี่เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ออกมา "หึๆ แม่นางซู... นี่เจ้าเป็นห่วงข้า หรือแค่อยากลองดีกับสำนักมารกันแน่?"
"อย่าหลงตัวเองให้มากนัก" ซูเหมยตอบเสียงเรียบ แต่แก้มขาวเนียนกลับขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ ที่แม้แต่แสงจันทร์ก็ไม่อาจซ่อนเร้น "ข้าแค่ไม่อยากเห็นเซียนกระบี่ขี้เมาต้องเอาชีวิตไปทิ้งอย่างไร้ค่าก่อนที่จะใช้หนี้สุราที่ติดไว้กับข้า"
ทั้งสองยืนเคียงข้างกันภายใต้แสงดาวอันระยิบระยับในคืนอันหนาวเหน็บ ท่ามกลางลมยุทธภพที่พัดโหมกระหน่ำนำพาพายุลูกใหญ่มาสู่ยุทธภพอีกครา
ทว่า... ในวินาทีที่หลี่เฟิงกำลังจะหันหลังกลับเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง สายตากลับเหลือบไปเห็นเศษกระดาษสีเหลืองเก่าคร่ำคร่าที่ปลิวมาติดอยู่กับปลายรองเท้าของเขา เมื่อเขาก้มลงหยิบขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นคราบเลือดที่เขียนด้วยลายมือของฮุ่ยจื่อ—และข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในกายของเซียนกระบี่ถึงกับเย็นเฉียบลงทันที
*“ระวัง... คนที่ยืนอยู่ข้างกายเจ้าในตอนนี้ ไม่ใช่ซูเหมยตัวจริง”*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมา ณ ที่นี้นะครับ
เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน•ตอนที่ 8
ค่ำคืนภายใต้แสงดาว
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!