“หัวใจของข้า... เป็นของที่เจ้าจะเอื้อมถึงได้ง่ายดายเพียงนั้นเชียวหรือ?”
หลินเทียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตาที่จ้องมองสตรีตรงหน้ากลับเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ กระบี่ในมือเหมยลี่สั่นระริก ปลายคมกระบี่จ่ออยู่ที่กึ่งกลางอกของเขา กลิ่นอายสังหารที่รุนแรงปะทะเข้ากับใบหน้าของหลินเทียน แต่มือของเขากลับยังคงบรรจงขีดเขียนอักขระสีทองลงบนพื้นหินอย่างใจเย็น
“อย่าได้เล่นลิ้นกับข้า หลินเทียน” เหมยลี่กัดฟันกรอด ดวงตาคู่สวยที่เคยเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและหยิ่งทะนง “ตระกูลของเจ้าเก็บงำความลับบางอย่างไว้... ความลับที่ทำให้คนทั้งยุทธภพต้องนองเลือด เจ้าคงไม่คิดจะหลอกข้าด้วยหน้ากากของชายผู้ใสซื่อไปได้ตลอดหรอกนะ”
หลินเทียนหยุดมือที่กำลังวาดลากอักขระชั่วขณะ เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่อาจคาดเดาความหมาย “คนเรามักกลัวในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ เหมยลี่... เจ้าเรียกสิ่งที่ข้าทำว่าหน้ากาก แต่ข้ากลับมองว่ามันคือการเอาตัวรอดในโลกที่แม้แต่ความจริงก็ยังถูกซื้อได้ด้วยกำลัง”
เขาขยับมือเพียงเล็กน้อย เสียงกลไกซับซ้อนใต้ฝ่าเท้าดังขึ้นครืดคราด อักขระที่เขาวาดลงไปบนพื้นหินแปรเปลี่ยนเป็นค่ายกลกักขังชั่วพริบตา แสงสีทองสว่างวาบขึ้นล้อมรอบตัวเหมยลี่ไว้จนนางไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว
“เจ้า!”
“ใจเย็นก่อนเถิด” หลินเทียนลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาสะบัดแขนเสื้อ ขจัดฝุ่นผงบนชุดสีขาวสะอาดตา “ข้าไม่ได้จะทำร้ายเจ้า แต่สิ่งที่ข้ากำลังจะเปิดเผยต่อจากนี้... มันอาจจะสั่นคลอนหัวใจที่แข็งแกร่งของเจ้าเสียจนอาจจะรับไม่ไหว”
เขายื่นมือไปแตะที่จี้ห้อยคอรูปครึ่งวงกลมสีดำสนิท ซึ่งเป็นมรดกเพียงชิ้นเดียวที่เขามีมาตั้งแต่จำความได้ พลังปราณสีครามไหลเวียนผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ตัวจี้ ทันใดนั้น จี้หยกก็เปล่งแสงสีม่วงหม่นออกมา สะท้อนภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าที่ผนังถ้ำที่พวกเขาอยู่ มันไม่ใช่ภาพการต่อสู้ แต่เป็นภาพของบุรุษผู้หนึ่งที่ดูละม้ายคล้ายคลึงกับหลินเทียน กำลังทำพิธีผนึกบางอย่างด้วยร่างของตนเอง
เหมยลี่เบิกตากว้าง ความโกรธเกรี้ยวในแววตาสลายหายไป เหลือเพียงความตกตะลึง “นี่มัน... ภาพจากจารึกบรรพกาลของตระกูลข้าที่สาบสูญไปแล้ว! นี่เจ้า...?”
“ใช่แล้ว” หลินเทียนแค่นยิ้มขมขื่น “ตระกูลของข้าไม่ใช่เพียงผู้บำเพ็ญธรรมดา หากแต่เป็นตระกูล 'พิทักษ์ศิลาทมิฬ' ผู้แบกรับหน้าที่ในการคุมขังเหล่าอสูรที่ครั้งหนึ่งเคยเกือบทำลายโลกใบนี้ให้ดับสูญ และกุญแจที่ทุกคนต่างแย่งชิง... แท้จริงแล้วมันไม่ใช่สมบัติวิเศษ แต่มันคือส่วนหนึ่งของโซ่ตรวนที่ใช้ล็อคผนึกมารโบราณไว้”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณถ้ำ เสียงหยดน้ำจากผนังหินดังแทรกขึ้นมาเป็นจังหวะ ราวกับเสียงเต้นของหัวใจที่กำลังสั่นไหวของทั้งสอง เหมยลี่ทรุดตัวลงคุกเข่าเมื่ออักขระค่ายกลของหลินเทียนคลายพลังออก นางตระหนักได้ในทันทีว่าภารกิจที่นางได้รับคำสั่งจากบิดามาโดยตลอดนั้น คือการมาเพื่อ ‘ทำลาย’ ไม่ใช่ ‘ครอบครอง’
“หากข้าตาย... ผนึกจะเสื่อมถอยทันที” หลินเทียนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมข้าถึงต้องฉลาดเป็นกรด ต้องวางค่ายกลคอยคุ้มกันตนเองทุกฝีก้าว เพราะชีวิตของข้าไม่ได้มีไว้เพื่อความมั่งคั่งหรือชื่อเสียง แต่มีไว้เพื่อกักขังความมืดมิดที่เจ้าและผู้คนในยุทธภพต่างพากันไขว่คว้าหาทางปลดปล่อยมันออกมา”
เหมยลี่เงยหน้ามองเขา แววตาของนางไหวระริก “แล้วเหตุใด... ถึงยอมบอกข้า?”
หลินเทียนเดินเข้าไปใกล้ นางขยับถอยหลังด้วยความรู้สึกผิด แต่เขากลับยื่นมือไปประคองใบหน้านางไว้อย่างแผ่วเบา “เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยคนโง่เขลาที่ต้องการจะเปิดประตูขุมนรก ข้าต้องการเพียงคนเดียว... ที่จะอยู่เคียงข้างข้าในฐานะผู้พิทักษ์ ไม่ใช่ผู้ล่า”
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง ความผิดปกติก็บังเกิด เสียงหัวเราะแหลมสูงดังก้องกังวานมาจากความมืดมิดเบื้องหลังกำแพงหิน ศิลาที่เคยแน่นหนาเริ่มแตกร้าวเป็นเส้นใยสีดำมืดมิด กลิ่นอายชั่วร้ายที่คุ้นเคยเริ่มแทรกซึมผ่านรอยแยกนั้นเข้ามา พร้อมกับเงาร่างของบุรุษในชุดคลุมสีทองที่เดินออกมาจากความว่างเปล่า
“น่าประทับใจจริงๆ หลินเทียน” บุรุษลึกลับผู้นั้นเอ่ยพลางปรบมือช้าๆ แววตาของมันว่างเปล่าแต่กลับกดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว “เจ้าใช้สมองดัดแปลงค่ายกลจนรอดพ้นสายตาของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่มาได้นานถึงเพียงนี้ แต่เจ้าคงลืมไปว่า... ยิ่งเจ้าพยายามปกป้องมากเท่าไหร่ เจ้าก็ยิ่งเป็นคนเปิดทางให้ 'มารโบราณ' กลับมาเกิดใหม่ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น”
หลินเทียนหน้าเปลี่ยนสี เขารีบก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แขนเสื้อสะบัดวาดอักขระกลางอากาศเพื่อสร้างเกราะป้องกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้น อักขระสีทองที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นกลับถูกสีดำมืดมิดกัดกินจนมอดไหม้หายไปในทันที ร่างของบุรุษลึกลับไม่ได้ขยับเข้าใกล้ แต่กลับมีกระบี่สีเลือดเล่มหนึ่งพุ่งทะลุร่างของเหมยลี่จากด้านหลัง ก่อนจะปักลงบนผนังหินตรงหน้าเขาพอดี!
“เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นผู้พิทักษ์... แต่ตอนนี้ ข้าขอมอบหน้าที่ให้เจ้าเป็น 'ผู้สังเวย' แทนก็แล้วกัน”
หลินเทียนจ้องมองใบหน้าเหมยลี่ที่ซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รอยแยกบนกำแพงศิลาขยายใหญ่ขึ้นจนเผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานนับพันคู่ที่จ้องมองลงมาจากห้วงมิติมืดมิด... การตัดสินใจที่เดิมพันด้วยชีวิตกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้
หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินกับเส้นทางสายอักขระที่เข้มข้นในบทนี้นะครับ
ด้วยความเคารพในฐานะนักเขียน หมึกทองคำข้ามภพครับ
เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 14
ความจริงเบื้องหลังชาติกำเนิด
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!