เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 11

ภัยจากทวีปมืด

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
“มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อหยุดยั้งผู้บุกรุก... แต่มันถูกสร้างมาเพื่อ ‘กัดกิน’ ดวงวิญญาณของทุกคนที่เหยียบย่างเข้ามาในรัศมี” หลินเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะที่ปลายนิ้วสัมผัสลงบนรอยสลักที่ดูคล้ายรอยแตกบนผนังหินศิลาในค่ายกลโบราณ เขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่แล่นพล่านขึ้นมาจากกระดูกสันหลัง นี่ไม่ใช่ค่ายกลป้องกันตามตำราเล่มไหนที่เขาเคยศึกษามา แต่มันคือการวางกับดักด้วยกระแสปราณที่บิดเบี้ยว ราวกับสถาปนิกผู้สร้างจงใจทำลายความสมดุลของโลกใบนี้ทิ้ง เหมยลี่ยืนอยู่เบื้องหลัง สายตาทอดมองผ่านรอยแยกของค่ายกลออกไปยังท้องฟ้าเบื้องนอกที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเลือดจางๆ นางกระชับด้ามกระบี่ในมือแน่น ความเงียบภายในโถงถ้ำไม่ได้ชวนให้รู้สึกปลอดภัย แต่มันกลับบีบคั้นจนลมหายใจติดขัด “ท่านกำลังจะบอกว่า... คนที่สร้างสิ่งนี้ขึ้นมา ไม่ได้ต้องการปกป้องสมบัติใดๆ เลยหรือ?” เหมยลี่ถามเสียงแผ่ว สายตามองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เธอมักพึ่งพาเสมอ “หลินเทียน ความรู้สึกนี้มันไม่ต่างจากตอนที่ท่านพ่อขังข้าไว้ในห้องมืดเมื่อตอนยังเด็ก... มันคือความรู้สึกของ ‘การรอคอย’ อะไรบางอย่าง” หลินเทียนชักมือกลับ พลันนั้นรอยสลักบนผนังหินก็ส่องแสงสีดำสนิทออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะดับลงราวกับมันกำลังหยั่งเชิงพวกเขา “ไม่ใช่การรอคอยธรรมดาหรอกเหมยลี่... แต่มันคือการนับถอยหลัง” เขาก้าวถอยหลังออกมา กวาดสายตามองการวางตัวของหินอักขระทั้งแปดทิศรอบห้อง “เจ้าได้ยินข่าวจากนกสื่อสารของพรรคมารเมื่อเช้านี้ไหม? เมืองหน้าด่านทางทิศตะวันตกสามแห่งถูกล้างบางในชั่วข้ามคืน โดยไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยของการต่อสู้” เหมยลี่กัดริมฝีปากแน่น “ข่าวลือเรื่องการคืนชีพของจักรพรรดิมาร... ผู้คนต่างหวาดกลัวจนสติแตก พ่อข้าพยายามจะรวบรวมกำลังพล แต่เหล่าเจ้าสำนักต่างพากันปิดประตูพรรคแน่นหนา ราวกับว่าเพียงแค่ล็อคกลอนไม้จะกันปีศาจตนนั้นได้” “ปีศาจไม่ได้มาจากข้างนอกเสมอไปหรอก” หลินเทียนหมุนตัวกลับมา สายตาของเขาคมกริบดุจมีดโกน “การที่อาวุธชิ้นนี้ถูกเปิดใช้งานในขณะที่ข่าวลือเรื่องจักรพรรดิมารแพร่สะพัด ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นี่คือการปูทาง... ค่ายกลนี้ทำหน้าที่เป็น ‘ประตูดึงดูด’ พลังงานความแค้นและวิญญาณที่ดับสูญจากทั่วหล้าให้มารวมตัวกัน ณ จุดเดียว” เขาสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจาย หากจักรพรรดิมารต้องการคืนชีพ เขาไม่ต้องการเพียงแค่เลือดเนื้อ แต่เขาต้องการ ‘จุดกำเนิด’ ซึ่งก็คือค่ายกลโบราณที่สาบสูญเหล่านี้ และสิ่งที่หลินเทียนกำลังยืนอยู่ คือจุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุด “เราต้องทำลายมัน” เหมยลี่ก้าวเข้ามาข้างหน้า ปราณกระบี่รอบกายเริ่มหมุนวน “แม้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะไม่ยอมให้สิ่งนี้เป็นสื่อกลางให้ปีศาจตนนั้นกลับมา” “ทำลาย?” หลินเทียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหดหู่ “เจ้าไม่เข้าใจกลไกของมัน หากเราทำลายค่ายกลนี้ด้วยกำลัง นั่นจะเท่ากับเป็นการปลดล็อคหีบสมบัติชั้นสุดท้ายทันที สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ‘เขียนทับ’... เปลี่ยนทิศทางของมันให้กลายเป็นกรงขังแทนที่จะเป็นทางผ่าน” ขณะที่เขากำลังจะหยิบพู่กันอักขระขึ้นมา เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังแว่วมาจากภายนอกโถงถ้ำ ไม่ใช่เสียงคน แต่เป็นเสียงของธรรมชาติที่ถูกฉีกกระชาก ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเลือดเริ่มมืดสนิทราวกับถูกหมึกดำสาดทับ ทั้งสองรีบพุ่งตัวออกไปที่ปากทางเข้าถ้ำ ทันใดนั้นสายตาของพวกเขาก็เบิกกว้างเมื่อพบกับภาพเบื้องหน้า กองทัพเงาจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังรุกคืบเข้ามาจากขอบฟ้า ทหารในชุดเกราะโบราณที่เหลือเพียงโครงกระดูกและไอควันสีดำสนิท พวกมันไม่ได้ถืออาวุธ แต่ละตัวเดินก้มหน้าด้วยท่วงท่าที่ไร้ชีวิตชีวา ทว่า สิ่งที่ทำให้หลินเทียนหยุดชะงักไม่ใช่กองทัพปีศาจ แต่เป็นชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าสุดของกองทัพ เขาอยู่ในชุดคลุมสีขาวสะอาดตา ตัดกับความมืดมิดของกองทัพเงาอย่างสิ้นเชิง มือของชายคนนั้นถือตำราเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่ง ซึ่งหลินเทียนจำได้แม่นยำว่าเป็น ‘ตำราอักขระต้องห้าม’ ที่ควรจะถูกเผาทิ้งไปเมื่อสามพันปีก่อน ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาว่างเปล่าราวกับไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ภายใน ทว่าเมื่อสบตากับหลินเทียน เขากลับยิ้มออกมา... รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของหลินเทียนกระตุกวูบ “เจ้าช่างขยันขันแข็งนัก หลินเทียน” เสียงของชายคนนั้นก้องกังวานอยู่ในหัวของเขา ไม่ใช่ผ่านทางหู แต่ผ่านทางกระแสจิต “ในเมื่อเจ้าเป็นผู้ถอดรหัสค่ายกลของข้าได้แล้ว ก็จงเป็นผู้ต้อนรับข้าด้วยตัวเองเถิด เพราะประตูที่เจ้าพยายามจะปิด... บัดนี้ได้เปิดออกกว้างรอต้อนรับเจ้าแล้ว” ชายปริศนาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว อักขระสีดำที่พื้นดินก็พุ่งขึ้นมาราวกับโซ่ตรวน พุ่งเข้าพันธนาการขาของเหมยลี่จนนางล้มลง! “เหมยลี่!” หลินเทียนตะโกนลั่น เขาพุ่งเข้าไปหาเพื่อนร่วมทาง แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อเห็นสัญลักษณ์บางอย่างบนโซ่ตรวนอักขระเหล่านั้น... มันไม่ใช่สัญลักษณ์ของจักรพรรดิมาร แต่มันคือ ‘ตราประจำตัว’ ที่สลักอยู่บนป้ายห้อยคอที่เขาพกติดตัวมาตั้งแต่เกิด มันคือตราสัญลักษณ์ของตระกูลที่เขาถูกตามล่ามาตลอดชีวิต ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางสายอักขระนี้ หวังว่าท่านจะยังไม่ถอดใจไปจากคำลวงและเงื่อนงำในบทหน้านะครับ... หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%