เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ•ตอนที่ 10

การฝึกตนในถ้ำพันปี

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"เจ้ากำลังจะทำเรื่องที่ผิดธรรมชาติที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา หลินเทียน... การนำเอาอักขระพันธนาการแห่งบรรพกาลมาสลักลงบนกระดูกสัตว์วิเศษที่ยังเปี่ยมไปด้วยไอสังหาร มันไม่ได้ต่างอะไรกับการจุดไฟบนกองดินระเบิด" เหมยลี่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของถ้ำพันปี แสงจากตะเกียงไขมันสัตว์เต้นเร่าไปตามผนังหินที่ชื้นแฉะ นางยืนกอดอก พิงหลังกับแท่งหินงอกสายตาจับจ้องชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความกังวลและความเลื่อมใส หลินเทียนไม่ตอบทันที นิ้วเรียวยาวของเขาค่อยๆ ลากผ่านผิวสัมผัสขรุขระของกระดูกต้นขาเสืออัคนีเพลิง เขากำลังใช้สมาธิอย่างยิ่งยวด ปลายพู่กันขนสัตว์วิเศษในมืออีกข้างสั่นไหวเล็กน้อย จิตสัมผัสของเขาแผ่ออกไปคล้ายใยแมงมุมเพื่อตรวจจับความหนาแน่นของพลังปราณที่ฝังลึกอยู่ในมวลกระดูก "เหมยลี่... ในโลกของผู้ฝึกตน การรอให้โชคชะตาลิขิตมีแต่จะนำไปสู่ความตาย" หลินเทียนเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด "หากข้าต้องการจะมีชีวิตรอดไปจนถึงวันที่จะได้รู้ว่า 'ตราประทับ' บนไหล่ข้าคืออะไร ข้าไม่อาจพึ่งพาแค่ปราณยุทธ์ที่ไหลเวียนในกายเพียงอย่างเดียวได้" เขาหยุดมือ จ้องมองลวดลายอักขระที่เริ่มเรืองแสงสีทองจางๆ บนกระดูกชิ้นนั้น "ค่ายกลสะท้านภพไม่ได้มีไว้เพื่อทำลาย แต่มันมีไว้เพื่อ 'หลอมรวม' สิ่งที่ไร้ชีวิตให้กลายเป็นโล่ป้องกันที่ไม่มีวันพังทลาย หากข้าทำสำเร็จ กระดูกชิ้นนี้จะกลายเป็นเกราะที่ผสานเข้ากับกระดูกของข้าโดยตรง... นั่นคือวิธีเดียวที่จะทำให้ข้าผ่านด่าน 'ปราณมรณะ' ของสำนักเมฆาไปได้" เหมยลี่เม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าเขาดื้อรั้นเพียงใดเมื่อถึงคราวต้องวางแผนการใหญ่ แต่ความห่วงใยที่นางพยายามปิดบังไว้ก็มิอาจเล็ดลอดสายตาอันแหลมคมของชายหนุ่มไปได้ "เจ้ากำลังเสี่ยงให้กระดูกของเจ้าแตกสลายจากภายใน หากอักขระเกิดการย้อนกลับ เจ้าจะไม่เหลือแม้แต่ซาก" "ความเสี่ยงคือต้นทุนของคนไม่มีต้นทุนครับ" หลินเทียนยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ปลอบประโลม แต่มันคือการยอมรับความจริงที่โหดร้าย เขาจรดปลายพู่กันลงบนกระดูกอีกครั้ง คราวนี้เขากลั้นหายใจ พลังสมาธิพุ่งพล่านจนเกิดเสียงหวีดหวิวเบาๆ ในอากาศรอบตัวเขา ทุกท่วงท่าของหลินเทียนแฝงไปด้วยจังหวะที่แม่นยำ ทุกเส้นสายที่ตวัดลงบนกระดูกไม่ใช่แค่การเขียน แต่มันคือการ 'ถักทอ' กฎเกณฑ์ของฟ้าดินให้บิดเบี้ยวตามความต้องการของเขา เหงื่อหยดหนึ่งไหลลงตามกรอบหน้าคมคาย กลิ่นไอของความร้อนเริ่มแผ่ออกมาจากกระดูกเสืออัคนีเพลิง มันสั่นสะท้านราวกับสิ่งมีชีวิตที่พยายามจะต่อต้านการถูกกักขัง เหมยลี่ขยับกายเตรียมพร้อม นางชักกระบี่ออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว กลิ่นอายสังหารเยือกเย็นแผ่ออกมาคุ้มกันหลินเทียนโดยอัตโนมัติ นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ กระแสพลังรอบถ้ำกำลังถูกดูดกลืนเข้ามายังจุดที่หลินเทียนนั่งอยู่ ราวกับกระดูกชิ้นนั้นกำลังหิวกระหายพลังชีวิต "หลินเทียน! หยุดก่อน! กระดูกนั่นมันไม่ได้แค่รับอักขระ แต่มันกำลังดึงปราณของเจ้าออกไป!" หลินเทียนไม่ได้ยินเสียงนางแล้ว โลกทั้งใบของเขาเหลือเพียงเส้นสายอักขระที่กำลังเปล่งประกายร้อนแรงดุจลาวา ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปตามแขน เขาสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลที่ถูกถ่ายเทผ่านพู่กันเข้าสู่กระดูก แต่มันไม่ใช่กระแสไหลเข้า... แต่มันคือการ 'แลกเปลี่ยน' เขากำลังใช้โลหิตของตนเองเป็นตัวเชื่อม! ทันใดนั้น แสงสีทองสว่างวาบขึ้นจนทั่วถ้ำพันปี กลบแสงตะเกียงจนมืดมิด เสียงคำรามกึกก้องที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ดังสะท้อนก้องผนังถ้ำ มันคือเสียงคำรามของเสืออัคนีเพลิงที่ตายไปนานปี แต่ในวินาทีนี้... วิญญาณที่ถูกกักขังในกระดูกกำลังตื่นขึ้น หลินเทียนกัดฟันแน่นจนเลือดซึมออกมาจากมุมปาก เขาตวัดพู่กันครั้งสุดท้าย ปิดล้อมอักขระวงกลมสมบูรณ์แบบ แสงทั้งหมดพุ่งวูบเข้าสู่กระดูกชิ้นนั้นจนกลายเป็นสีดำสนิท ก่อนจะเย็นเยียบจนจับน้ำแข็ง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง หลินเทียนทรุดฮวบลงกับพื้น ลมหายใจหอบถี่ เหมยลี่รีบปราดเข้ามาประคองร่างเขาไว้ แววตาของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! หากเจ้าพลาดเพียงนิดเดียว เจ้าคงไม่เหลือจิตวิญญาณไว้ในร่างนี้แน่" หลินเทียนพยายามยันกายลุกขึ้น เขามองดูผลงานในมือ กระดูกชิ้นนั้นไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนตอนแรก แต่มันกลับดูสงบนิ่ง แฝงไปด้วยพลังที่กดทับวิญญาณของผู้ที่สัมผัส "ข้าทำสำเร็จแล้ว... เหมยลี่" เขายังไม่ทันได้เอ่ยประโยคถัดไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่แฝงด้วยไอสังหารหนาทึบก็ดังขึ้นจากปากทางเข้าถ้ำ มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของสัตว์ป่า แต่เป็นจังหวะการเดินของมนุษย์ผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับ 'ปรมาจารย์ขั้นต้น' เหมยลี่ชะงัก สายตาหันไปมองทางเข้าถ้ำทันที กระบี่ในมือของนางสั่นระริกด้วยจิตสังหาร "เจ้าไม่ได้บอกข้าว่ามีคนอื่นตามรอยเรามา!" หลินเทียนหรี่ตาลง มองไปยังเงามืดที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่ปากถ้ำ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของภูเขาเผยให้เห็นชายวัยกลางคนในชุดสีเทาหม่น มือหนึ่งถือตะเกียงวิญญาณ อีกมือถือตราประทับของพรรคมารที่เขาจำได้แม่นยำ "ยินดีด้วยที่คุณชายหลิน... การฝึกตนในถ้ำพันปีช่างรุดหน้าเร็วกว่าที่ท่านประมุขคาดคิดไว้มากนัก" ชายคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สายตาจับจ้องไปที่กระดูกในมือหลินเทียนอย่างหิวกระหาย "แต่โชคร้ายหน่อยนะ ที่ท่านประมุขไม่ได้สั่งให้ข้ามาดูความสำเร็จ... ท่านสั่งให้ข้านำ 'กระดูกมังกร' ที่เจ้าขโมยไป กลับคืนสู่สุสานบรรพชน" หลินเทียนยืนขึ้น ร่างกายยังคงสั่นสะท้านจากผลกระทบของการสลักอักขระ แต่เขากลับยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก "ถ้าเจ้ามาเพื่อทวงคืน... เจ้าคงต้องถาม 'กระดูกเสือ' ในมือข้าดูเสียก่อนว่ามันยินยอมหรือไม่" ทันใดนั้น กระดูกในมือหลินเทียนก็เริ่มเปล่งประกายสีดำสนิทออกมา มันไม่ใช่สีทองอีกต่อไป แต่เป็นไอสีดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งรอบข้าง ชายในชุดเทาถึงกับหน้าถอดสี ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว นี่ไม่ใช่ค่ายกลป้องกัน... แต่มันคือ 'อาวุธ' ที่ไม่มีใครในภพนี้เคยเห็นมาก่อน ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านอันตรายมาถึงจุดที่ความลับกำลังจะถูกเปิดเผยด้วยกันนะครับ หมึกทองคำข้ามภพภูมิใจที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้ทุกท่านได้ติดตามครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระพลิกสวรรค์: ลิขิตค่ายกลสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%